บทที่ 465 ความคิดดี ลิโป้ในหมู่คน [ฟรี]
บทที่ 465 ความคิดดี ลิโป้ในหมู่คน [ฟรี]
เซี่ยฉีกำลังคิดอะไรอยู่ จางเซวียนไม่รู้
ต่อให้รู้ เขาก็ไม่สนใจ
ในสายตาของเขา คุณสามารถมีความคิดเพ้อเจ้อได้ มันเป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์ แต่ห้ามลงมือทำ ไม่อย่างนั้นอย่าหาว่าเขาไม่เกรงใจ
เมื่อเผชิญกับคำพูดของเถาเกอ ในเมื่อหมี่เจี้ยนกับซวงหลิงไม่ได้อยู่ตรงนี้ จางเซวียนย่อมเลือกพูดในสิ่งที่ลี่ลี่ซือชอบฟัง
"นี่เมืองนอก นานๆ ทีปล่อยตามสัญชาตญาณสักครั้งเรียกว่าโรแมนติก วันหลังก็ระวังหน่อยแล้วกัน"
มือของทั้งสองกุมกันแน่นไม่เคยคลาย พอได้ยินดังนั้น ลี่ลี่ซือก็จูบเขาอย่างเด็ดขาดหนึ่งที แม้จะไม่พูดอะไร แต่ความรักในแววตานั้นปิดยังไงก็ไม่มิด
เห็นท่าทางลี่ลี่ซือแบบนี้ เถาเกอยิ้มอย่างจนใจ แล้วถาม "เธอนั่งเครื่องบินมาตั้งนานคงหิวแล้ว อยากกินอะไร เดี๋ยวพี่เลี้ยงมื้อใหญ่เอง"
อังกฤษจะมีของอร่อยอะไรได้?
จางเซวียนตอบแบบไม่ต้องคิด "สเต็กแล้วกัน ผมเหมือนจะกินเป็นแค่อย่างเดียวแล้วมั้ง"
พอได้ยินว่าจางเซวียนอยากกินสเต็ก เถาเกอก็รีบปรึกษากับเซี่ยฉีและลี่ลี่ซือทันทีว่าจะไปร้านไหนดี?
เขาว่าผู้หญิงสามคนเหมือนละครโรงใหญ่
คำนี้ไม่ได้พูดเล่นจริงๆ พอเปิดประเด็นปุ๊บ สามสาวก็คุยเจี๊ยวจ๊าวกันไม่หยุด
ฟังไปสักพัก จางเซวียนที่เริ่มหูอื้อก็เบนสายตามองออกไปนอกรถ
อันที่จริงถ้าตัดเรื่องเชื้อชาติและอคติออกไป เขาก็ค่อนข้างชื่นชมลอนดอนนะ
เหตุผลคือลอนดอนเป็นหนึ่งในเมืองที่มีกลิ่นอายศิลปะมากที่สุดในโลก
เมื่อเทียบกับเวียนนา ฟลอเรนซ์ หรือปราก ความหลากหลายทางศิลปะของลอนดอนถือว่าอยู่อันดับต้นๆ
ชาติที่แล้วหมี่เจี้ยนได้รับอิทธิพลจากพ่อของเธอ ค่อนข้างรักศิลปะ
จางเซวียนอยู่กับเธอนานเข้า ก็พลอยซึมซับไปด้วย ความชอบก็ค่อยๆ เบนเข็มเข้าหาศิลปะไปโดยปริยาย
นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมเขาถึงชอบตามหมี่เจี้ยนไปดูนิทรรศการศิลปะ ไปฟังการแสดงเปียโนบ่อยๆ
แต่หมี่เจี้ยนชอบแค่ศิลปะชั้นสูง ไม่เคยไปดูคอนเสิร์ตเพลงป๊อปอะไรพวกนั้นเลย
เถาเกอปรึกษากับเซี่ยฉีและลี่ลี่ซือสักพัก ก็ตกลงกันว่าจะไปร้าน GOODMAN ร้านอาหารชื่อดังของลอนดอน ซึ่งเป็นตัวท็อปในวงการสเต็ก
รถเลี้ยวไปเลี้ยวมา ก็ถึงที่หมาย
พอเข้ามาใน GOODMAN เถาเกอก็แนะนำว่า "ความเจ๋งของร้านนี้ไม่ได้อยู่ที่ราคาแพงระยับหรือบรรยากาศหรูหรา แตอยู่ที่รสชาติสเต็กที่เป็นเอกลักษณ์ดั้งเดิมต่างหากที่คุ้มค่าแก่การลิ้มลอง"
กวาดสายตามองคร่าวๆ การตกแต่งภายในเป็นสไตล์คลาสสิกย้อนยุค แสงไฟสว่างกำลังดี สร้างบรรยากาศผ่อนคลายเหมาะแก่การรับประทานอาหาร
ภายในร้านยังมีบาร์ด้วย นี่น่าจะเป็นธรรมเนียมของร้านอาหารตะวันตกมั้ง
แต่สิ่งที่ดึงดูดจางเซวียนที่สุดไม่ใช่สิ่งเหล่านี้ แต่เป็นเสียงเปียโนในร้าน
นักดนตรีเป็นสาวงามผมบลอนด์ รูปลักษณ์ภายนอกดูเป็นผู้ดีมีการศึกษา แต่เสียงเปียโนภายใต้นิ้วมือของเธอกลับรวดเร็วและดุดัน
ทำให้นึกถึงนักเปียโนคนโปรดของเขาอย่าง Maksim Mrvica
และพอพูดถึง Maksim จางเซวียนก็นึกถึงเพลงสร้างชื่อของเขาอย่าง Exodus ซึ่งอยู่ในอัลบั้มที่ออกปี 2003 แต่เพลงนี้ต้นฉบับมาจากเพลงประกอบภาพยนตร์ชื่อเดียวกันในปี 1960
ความคิดล่องลอยไปเรื่อย จู่ๆ เขาก็เกิดไอเดียขึ้นมา เหวินฮุ่ยกำลังพยายามแต่งเพลงเปียโนอยู่ไม่ใช่เหรอ?
ถ้าเขายุให้เหวินฮุ่ยเอา Exodus ออกมาก่อนกำหนดจะเป็นยังไง?
เหวินฮุ่ยจะก้าวกระโดดขึ้นมาเป็นตัวแม่ในวงการเปียโนเลยไหม?
จะว่าไป ฝีมือเปียโนของเหวินฮุ่ยเขาก็รู้ว่าเก่งมาก
แต่เก่งแค่ไหน?
ระดับการวิจารณ์ของเขามีจำกัด เลยประเมินไม่ถูก
แต่มีสิ่งหนึ่งที่ยืนยันได้ ถึงเหวินฮุ่ยจะเล่นเพลงช้าบ่อยๆ แต่ส่วนใหญ่เธอมักจะเล่นเพลงจังหวะเร็ว
Exodus ดูเหมือนจะเหมาะกับเหวินฮุ่ยจริงๆ?
พอความคิดนี้ผุดขึ้นมา เขาก็ชักจะอดใจไม่ไหว ต้องหาเวลาคุยกับเหวินฮุ่ยหน่อยแล้ว
เห็นเขาเหม่อมองนักเปียโนสาว ลี่ลี่ซือก็กระซิบข้างหู "ผู้หญิงคนนี้สวยไหม?"
จางเซวียนตอบ "ก็งั้นๆ"
ลี่ลี่ซือบอก "ฉันได้ยินคนเขาพูดกันว่า ผู้หญิงฝรั่งแก่เร็ว สู้ผู้หญิงเอเชียไม่ได้"
จางเซวียนยิ้มมองเธอแวบหนึ่ง "วางใจเถอะ ฉันแค่ฟังเพลงเฉยๆ"
ลี่ลี่ซือบ่นพึมพำให้ได้ยินกันแค่สองคน "โกหก เมื่อกี้คุณจ้องหน้าอกเขาตาเขม็ง"
จางเซวียนกลอกตาบน "เธอนี่พูดมั่ว ฉันไม่ได้ตาบอดนะ ของเขาจะสู้ของเธอได้ไง? ทิ้งของราคา 100 หยวนไม่ดู ไปดูของราคา 2 เฟินเนี่ยนะ?"
ลี่ลี่ซือเชิดหน้าอย่างภาคภูมิใจ "รู้ตัวก็ดี รีบดึงสายตากลับมาซะ คืนนี้ฉันจะให้คุณดูให้พอ"
แม่สาวคนนี้เริ่มวอนโดนดีซะแล้ว ถ้าไม่ใช่เพราะสถานที่ไม่อำนวย แค่ประโยคนี้ประโยคเดียวจะทำให้เธอรู้ว่าทำไมดอกไม้ถึงมีสีแดง (รู้ฤทธิ์เดช)
เถาเกอใจป้ำมาก สั่งสเต็ก แล้วยังสั่งไข่ปลาคาเวียร์กับฟัวกราส์มาด้วย
แค่แป๊บเดียว เงินหลายพันปอนด์ก็หายวับไปกับตา
จางเซวียนแซว "ไปปล้นธนาคารมาเหรอครับ?"
เถาเกอบอก "นี่สินสอดพี่"
จางเซวียนทำท่าครุ่นคิด "กินสินสอดหมด คุณไม่คิดจะแต่งงานแล้วเหรอ?"
เถาเกอบอก "พี่จะแต่งงานคงต้องรอปาฏิหาริย์ ถ้าจะแต่งก็ต้องหาคนรวยๆ อยู่แล้ว"
จางเซวียนเสียดาย "น่าเสียดายที่คนรวยที่ผมรู้จักมีไม่เยอะ ไม่งั้นจะแนะนำให้สักคน"
เถาเกอยิ้ม "งั้นนายก็ค่อยๆ ช่วยหาไป ระหว่างที่ยังหาไม่ได้ พี่จะเกาะนายกินไปก่อน"
จางเซวียนโบกมืออย่างใจกว้าง "กินเลย กินเลย ขาผมใหญ่เลี้ยงคุณไหวอยู่แล้ว"
อาหารมาเสิร์ฟ สเต็กยังคงเป็นของโปรดของเขา กินรวดเดียวสองที่
ฟัวกราส์ก็ใช้ได้ มีรสมีชาติ
แต่ไข่ปลาคาเวียร์เขาไม่ค่อยชินเท่าไหร่
เขาไม่ชิน แต่สามสาวร่วมโต๊ะกลับชอบไข่ปลาคาเวียร์เป็นพิเศษ กินหมดไปหนึ่งที่ยังสั่งเพิ่มอีกหนึ่งที่
ตอนเช็คบิล จางเซวียนแสดงความใจป้ำของลูกผู้ชาย แย่งจ่ายเงิน
เรื่องนี้เถาเกอก็ไม่แย่งเขา "ยังไงนายจ่ายหรือฉันจ่ายก็เหมือนกัน เงินเดือนฉันนาย ก็เป็นคนหามาทั้งนั้น"
กลับถึงบ้าน ทั้งสี่คนนั่งดื่มกาแฟคุยกันบนโซฟา
ครึ่งชั่วโมงผ่านไป เถาเกอดูเวลาแล้วพูดกับเซี่ยฉี "พรุ่งนี้ 'The Windup Girl' จะวางแผงแล้ว เราสองคนรีบไปสำนักพิมพ์เพนกวินกันเถอะ"
ได้ยินดังนั้น เซี่ยฉีก็ลุกขึ้น เดินตามออกไป
ลงมาข้างล่าง เซี่ยฉีถาม "เราจะไปไหน?"
เถาเกอเปิดประตูรถ เข้าไปนั่งแล้วบอก "ไปรับโรว์ลิ่ง แล้วเราสามคนไปเดินช้อปปิ้ง จากนั้นหาโรงหนังดูหนังกันสักเรื่อง
ส่วนตอนเย็น ค่อยว่ากันอีกที..."
เซี่ยฉีหันกลับไปมองชั้นบน พูดติดตลก "ฉันว่าเราคงต้องไปเปิดโรงแรมอยู่สักครึ่งเดือนแล้วล่ะ"
เถาเกอหยิบแว่นกันแดดมาสวม สตาร์ทรถแล้วบอก "ก็ดี ถือว่ามาเที่ยวฟรีในตัว"
เถาเกอกับเซี่ยฉีเพิ่งออกไป ลี่ลี่ซือก็ลุกขึ้นยืนทันที ตอนแรกแอบไปส่องดูข้างนอกที่หน้าต่าง พอแน่ใจแล้วก็เปลี่ยนท่าทีจากระมัดระวังเมื่อครู่ รูดม่านปิดแล้วเดินมานั่งตักจางเซวียน
โอบรอบคอเขาถาม "คุณดูสิฉันเปลี่ยนไปไหม?"
ความเปลี่ยนแปลงของเธอ จางเซวียนสังเกตเห็นตั้งแต่ที่สนามบินแล้ว
ผิวขาวขึ้น เอวบางลง ข้างหน้าดูอลังการขึ้น
ตอนนั้นแค่มองแวบเดียวที่สนามบิน ชายวัยกลางคนในร่างเด็กหนุ่มก็รู้ทันทีว่า ชีวิตต่อจากนี้ของเขาจะมีความสุขมาก
จางเซวียนกอดเธอไว้ ถาม "สามเดือนไม่เจอกัน ทำไมเปลี่ยนไปขนาดนี้?"
ลี่ลี่ซือนั่งคุกเข่าบนตักเขา ยืดตัวขึ้นแนบชิด กระซิบหน้าผากชนหน้าผากว่า
"ตั้งแต่ยอมมอบกายให้คุณ ฉันก็รู้ว่าคุณชอบอะไร ภรรยาคุณก็ต้องเอาใจคุณเป็นธรรมดาอยู่แล้ว"
จางเซวียนถามงงๆ "ผิวขาวขึ้นฉันเข้าใจ เอวบางลงฉันก็เข้าใจ แต่...?"
ลี่ลี่ซือปลดกระดุมสามเม็ด ยั่วยวนว่า "คุณลองดูสิ ลองดูแล้วจะรู้เอง"
จางเซวียนเลื่อนสายตาลงต่ำ จ้องมองอยู่สามวินาที แล้วกลืนน้ำลายอย่างไม่รักดี
ลี่ลี่ซือถาม "ชอบไหม?"
จางเซวียนตาค้าง ไม่พูดไม่จา
ลี่ลี่ซือยื่นหน้าไปจูบเขา "ให้คุณเลือกสองทาง จะอุ้มฉันไปที่ห้องนอนตอนนี้ หรือจะให้ฉันจัดการคุณตรงนี้เลย"
จางเซวียนบอก "เพิ่งกินข้าวอิ่ม ท้องตึง ไม่เหมาะจะออกแรงเยอะ พักก่อน"
ลี่ลี่ซือไม่พอใจ "ฉันเตรียมพร้อมทุกอย่าง ลมบูรพาก็มาแล้ว คุณมาพูดแบบนี้เนี่ยนะ?"
พูดจบ ลี่ลี่ซือก็จับมือเขามาวางบนตัวเธอ
สัมผัสร่างกายนุ่มนิ่ม ได้กลิ่นหอมอ่อนๆ ของหญิงสาว จางเซวียนที่ไม่ได้ปรับสมดุลหยินหยางมาร่วม 20 วัน ต่อมรับรสก็ทำงานทันที จะทนไหวได้ไง อุ้มเธอเข้าห้องนอนทันที
ระหว่างทางทั้งสองก็ไม่ได้หยุดมือ ทั้งคลอเคลีย ทั้งเดินไป
นัวเนียกันสักพัก ประตูห้องนอนก็ปิดลง!
หนึ่งชั่วโมงผ่านไป...
บุหรี่มวนเดียวหลังเสร็จกิจ สุขราวนิรมิต จางเซวียนมองเพดานอย่างสบายใจ คิดว่าถ้ามีบุหรี่สักมวนตอนนี้คงดี
ส่วนลี่ลี่ซือที่ปากบอกว่าจะไม่ปล่อยเขาไป ตอนนี้นอนหมดสภาพเหมือนดินโคลนอยู่ข้างกาย
จางเซวียนหัวเราะเยาะ "เป็นไง ยังกล้าท้าทายสามีตัวเองอีกไหม?"
ลี่ลี่ซือหลับตาพริ้ม "คุณโกง"
จางเซวียนถาม "ฉันโกงตรงไหน?"
ลี่ลี่ซือตอบเสียงอู้อี้ "เดิมทีมันเป็นปริมาณสำหรับสองคน คุณให้ฉันกินคนเดียว จะไม่ให้จุกได้ไง?"
จางเซวียนฟังแล้วขำ "กินจนจุก?"
ลี่ลี่ซือ "อื้ม"
จางเซวียนถาม "วันหลังยังจะปากเก่งอีกไหม?"
ลี่ลี่ซือพลิกตัว เอาขาเรียวยาวพาดตัวเขา "หิวเมื่อไหร่ค่อยว่ากัน"
จางเซวียนขมวดคิ้ว "ฉันว่าเธอยังไม่เข็ดนะเนี่ย"
ลี่ลี่ซือบิดตัวไปมา "แน่นอน ฉันย่อยเร็วอยู่แล้ว ขอพักครึ่งชั่วโมง"
ได้ยินดังนั้น จางเซวียนก็เริ่มขยับตัว "ฉันว่าเธออย่าพักเลย ต่อเถอะ"
ลี่ลี่ซือรีบขดตัว เอามือผลักเขา "ไม่เอา..."
จางเซวียนพูดเสียงเข้ม "คำคัดค้านตกไป!"
สองชั่วโมงผ่านไป...
จางเซวียนถามอีก "สามีเธอเป็นไงบ้าง?"
ลี่ลี่ซือที่ผมเปียกชุ่มซบอยู่บนอกเขา พูดอย่างหมดเรี่ยวแรง "ลิโป้ในหมู่คน ม้าเซ็กเธาว์ในหมู่ม้า"
จางเซวียนถาม "รอบนี้จะพักนานแค่ไหน?"
ลี่ลี่ซือเหนื่อยจนขยับไม่ไหว เปลือกตาแทบจะลืมไม่ขึ้น ถาม "กี่โมงแล้ว?"
จางเซวียนหยิบนาฬิกาข้อมือบนโต๊ะหัวเตียงมาดู: "6 โมงเย็นกว่าๆ"
ลี่ลี่ซือหายใจเข้าลึกๆ "พี่สาวฉันทำไมยังไม่กลับมาอีก?"
จางเซวียนเอามือลูบหลังเธอเบาๆ "ใครจะรู้ สงสัยคงไม่กลับมาแล้วมั้ง"
ลี่ลี่ซือถาม "คุณหิวไหม?"
ไม่พูดก็ไม่เท่าไหร่ พอพูดขึ้นมาก็หิวจริงๆ จางเซวียนตอบ "นิดหน่อย งั้นเราไปหาอะไรกินกันไหม?"
ลี่ลี่ซือลืมตา "ตกลง อุ้มฉันไปอาบน้ำก่อน อาบเสร็จไปกินข้าว กลับมาต่อ"
จางเซวียนตกใจ จ้องหน้าเธอเขม็ง "สภาพเธอเป็นแบบนี้แล้ว ยังไหวอีกเหรอ?"
ลี่ลี่ซือทำแก้มป่อง "คุณอย่าคิดว่าคุณเก่งนะ คุณแค่ใช้เทคนิคเพราะมีประสบการณ์เยอะ อีกครึ่งเดือนมาดูกันว่าใครจะกลัวใคร?"
เฮ้ย! โดนแฟนตัวเองดูถูกแบบนี้ ใครจะทนไหว?
"ฉันว่าข้าวเย็นไม่ต้องกินแล้วมั้ง มา"
"อย่านะ ไม่เอา... ฉันสภาพดูไม่ได้ขนาดนี้แล้ว คุณยังไม่ยอมให้ฉันปากเก่งหน่อยเหรอ?"
"ยอมแพ้จริงอะ?"
"แกล้งยอมเป็นหมาน้อย"
จางเซวียนมองเธออยู่ครู่หนึ่ง "ได้ ฉันเชื่อเธอสักครั้ง"
อาบน้ำเสร็จ ทั้งสองเดินควงแขนกันออกมาจากอพาร์ตเมนต์
ลี่ลี่ซือส่งสายตาหวานเยิ้มถามเขา "ปกติดูซวงหลิงคุณก็จัดหนักแบบนี้เหรอ?"
จางเซวียนพูดเสียงเรียบ "ดูท่าเธอจะยังมีแรงเหลือนะ เวลานี้ยังมีอารมณ์พูดถึงคนอื่นอีก"
ลี่ลี่ซือพยักหน้ารัวๆ เหมือนลูกเจี๊ยบกินข้าว "แน่นอน คุณไม่เคยได้ยินประโยคนี้เหรอ พันมีดหมื่นเชือด แต่ไม่น็อกมืด ตาแรก
คุณชนะตาแรกไม่นับว่าชนะ คนที่หัวเราะทีหลังถึงจะเป็นผู้ชนะที่แท้จริง"
จางเซวียนลากเธอกลับทางเดิม
ลี่ลี่ซือรีบกอดแขนเขาหมับ "ฉันผิดไปแล้ว กินข้าวก่อน"
"ฉันไม่เชื่อเธอแล้ว"
"เชื่ออีกครั้งนะ"
"ใครเชื่อก็โง่แล้ว?"
"ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ อย่าบีบให้ฉันใช้กำลังนะ"
"......"