บทที่ 510 เฮ้อ ซีเจี๋ยคนนี้ [ฟรี]

บทที่ 510 เฮ้อ ซีเจี๋ยคนนี้ [ฟรี]
อันที่จริงทันทีที่จางเซวียนเดินเข้ามา ซีเจี๋ยก็เห็นเขาแล้ว
ตอนแรกเธอตั้งใจจะทักทายทันที แต่พอเห็นหมี่เจี้ยนตามมาด้วย ความคิดนั้นก็มอดดับลงทันใด
ส่วนเว่ยเหรินเจี๋ยกับหลงไป่หลิง เพราะนั่งหันหลังให้ประตู เลยไม่ทันสังเกต
ได้ยินเสียงหมี่เจี้ยน เว่ยเหรินเจี๋ยกับหลงไป่หลิงรีบหันขวับ ยิ้มขานรับ
แต่พอเห็นหน้าจางเซวียนที่หันกลับมา เว่ยเหรินเจี๋ยกับหลงไป่หลิงก็ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถามอย่างตื่นเต้น
"เฮ้ย! นี่มันนักเขียนใหญ่ประจำรุ่นเรานี่นา ทำไมนายมาอยู่ที่นี่ได้? เดี๋ยวฉันต้องขอถ่ายรูปด้วยหน่อยแล้ว"
"จางเซวียน? ฉันยังเจอนายที่นี่ได้อีกเหรอ ยังไม่กลับกว่างโจวอีกเหรอ?"
สองปีกว่าที่ไม่เจอกัน สิวเขรอะเต็มหน้าของหลงไป่หลิงหายไปแล้ว ใบหน้าที่เคยทำให้คนกลัวกลายเป็นหน้าตาจิ้มลิ้มน่ารัก
เว่ยเหรินเจี๋ยยังเหมือนเดิม ผอมแห้ง แต่ดูมีชีวิตชีวามาก
จางเซวียนตอบ "ผ่านมหาวิทยาลัยปักกิ่ง เลยแวะมากินข้าวกับหมี่เจี้ยน"
ได้ยินแบบนี้ เว่ยเหรินเจี๋ยกับหลงไป่หลิงก็ไม่สงสัยอะไร เพราะสมัยมัธยมจางเซวียนกับหมี่เจี้ยนก็อยู่กลุ่มเดียวกัน กินเที่ยวด้วยกันบ่อยๆ สนิทกันอยู่แล้ว
จางเซวียนหันไปมองซีเจี๋ย "ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ ซีเจี๋ย"
ซีเจี๋ยที่ก้มหน้าอยู่รีบเงยหน้าขึ้น เผยลักยิ้มบุ๋ม ยิ้มบางๆ "ไม่ได้เจอกันนานเลย จางเซวียน"
จางเซวียนแกล้งถามทั้งที่รู้ "พวกเธอมาทำอะไรที่นี่?"
หลงไป่หลิงเล่า "ซีเจี๋ยบอกพวกเราว่าเจอร้านอาหารเช้าอร่อยๆ ร้านนึง ก็เลยพาพวกเรามาลอง
แต่รสชาติไม่เลวเลยนะ นักเขียนใหญ่ นายมีลาภปากแล้ว"
จางเซวียนเหลือบมองซีเจี๋ยแล้วพูด "บังเอิญจัง ฉันเองก็มีคนแนะนำมาเหมือนกัน"
เจ้าของร้านที่อยู่ข้างในแอบมองซีเจี๋ยที มองนักเขียนหนุ่มที ในใจคันยุบยิบ: คราวก่อนสองคนนี้ไม่ได้มาด้วยกันหรอกเหรอ ตอนนั้นคุยกันกระหนุงกระหนิง ตอนนี้ไหงทำตัวห่างเหินกันซะงั้น
ศิษย์เก่า 5 คนได้มาเจอกัน ย่อมคุยกันอย่างออกรส สุดท้ายยังมายืนเรียงแถวถ่ายรูปหมู่ด้วยกันอีกหนึ่งรูป
ตลอดเวลาซีเจี๋ยแทบไม่พูดอะไร ทำตัวเหมือนไม่ค่อยสนิทกับจางเซวียนเท่าไหร่
พอเพื่อนๆ คุยพาดพิงถึงเธอ ซีเจี๋ยถึงจะตอบสักคำ เวลาส่วนใหญ่เธอจะยิ้มจนตาหยีเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว ตั้งใจฟังอยู่ข้างๆ เพื่อแสดงความเคารพผู้พูด
กินมื้อเช้าเสร็จ เว่ยเหรินเจี๋ย, หลงไป่หลิง และซีเจี๋ย สามคนก็ขอตัวกลับ
ก่อนกลับ ซีเจี๋ยแอบกวาดตามองสร้อยข้อมือไม้จันทน์แดงใบเล็กบนข้อมือขวาของจางเซวียนอย่างแนบเนียน
สร้อยเส้นนี้เธอคุ้นตามาก ตอนกินข้าวกับหมี่เจี้ยนที่โรงอาหารมหาวิทยาลัยปักกิ่ง เคยเห็นหมี่เจี้ยนใส่ที่ข้อมือซ้าย
ส่วนทำไมวันนี้หมี่เจี้ยนถึงไม่ใส่ คนฉลาดอย่างซีเจี๋ย สมองประมวลผลแป๊บเดียวก็เข้าใจต้นสายปลายเหตุ
เดินออกจากร้าน หลงไป่หลิงทำหน้าชื่นชม "จางเซวียนนี่สุดยอดจริงๆ นะ เมื่อกี้ตอนเห็นเขาฉันตื่นเต้นนิดหน่อยเลยล่ะ"
เว่ยเหรินเจี๋ยผู้เป็นแฟนหนุ่มไม่ได้หึงหวง "เรื่องปกติ อย่าว่าแต่เธอเลย ฉันเห็นยังตื่นเต้นนิดๆ เลย มื้อเช้านี้คุ้มค่าจริงๆ"
พูดจบเว่ยเหรินเจี๋ยก็หันไปบอกซีเจี๋ย "ซีเจี๋ย ล้างรูปออกมาเมื่อไหร่บอกด้วยนะ เดี๋ยวฉันไปเอา"
ซีเจี๋ยมองกล้องในมือแล้วรับคำ
ตอนนั้นเองหลงไป่หลิงถามเว่ยเหรินเจี๋ย "จางเซวียนยังคบกับตู้ซวงหลิงอยู่หรือเปล่า?"
เว่ยเหรินเจี๋ยคิดแล้วตอบ "น่าจะยังคบอยู่นะ คราวก่อนฉันยังได้ยินเพื่อนมัธยมที่อยู่อำเภอหุยพูดถึงอยู่เลย ว่าจางเซวียนกับตู้ซวงหลิงรักกันดี"
หลงไป่หลิงสงสัย "เมื่อก่อนลี่ลี่ซือชอบจางเซวียนขนาดนั้น ไม่รู้ว่าไปเมืองนอกแล้วยังติดต่อกันอยู่ไหม?"
เว่ยเหรินเจี๋ยส่ายหน้า "อันนี้ฉันไม่รู้ แต่น่าจะไม่ได้ติดต่อกันแล้วมั้ง พื้นฐานครอบครัวลี่ลี่ซือไม่ธรรมดา คงเป็นคนหยิ่งในศักดิ์ศรีพอตัวแหละ"
หลงไป่หลิงหันไปหาซีเจี๋ย "ซีเจี๋ย ในมหาลัยเธอสนิทกับหมี่เจี้ยนไม่ใช่เหรอ ดูทรงแล้วเธอต้องติดต่อกับหมี่เจี้ยนบ่อยๆ นะ ไม่แน่อาจจะอาศัยเรือของหมี่เจี้ยนไปเกาะขาใหญ่ได้ อนาคตเผื่อจะได้พึ่งพาอาศัยกันไง"
ซีเจี๋ยทำหน้าเบิกบานเหมือนเห็นด้วยสุดๆ "ได้เลย! ได้เลย! พอกลับไปฉันจะรีบไปเสิร์ฟน้ำเสิร์ฟชาให้หมี่เจี้ยนเลย"
เว่ยเหรินเจี๋ยกับพวกคุยอะไรกัน จางเซวียนไม่รู้
ตอนนี้เขากำลังดื่มด่ำกับความอร่อยของตับตุ๋น
พูดตามตรง มาอยู่ทางเหนือนานขนาดนี้ มีแค่รสชาตินี้กับหม้อไฟจามรีทิเบตร้านนั้นแหละที่เขาจำได้ขึ้นใจ
ส่วนอาหารอย่างอื่น ต่อให้เป็นอาหารหรูในสโมสรอานฉาง ในสายตาเขา มันก็แค่พอกินได้ ก็โอเค รู้สึกว่ากินไปตามราคา ไม่ได้กินแล้วรู้สึกคาดหวังหรือรู้สึกพรีเมียมเป็นพิเศษ
อาจจะเป็นเพราะความคาดหวังในใจมันสูงเกินไป
แน่นอนว่า ปักกิ่งกว้างใหญ่ขนาดนี้ รอเรียนจบก่อนเถอะ ต้องมาขุดคุ้ยหาของกินให้ทั่ว
ในโลกของนักกิน ถ้าไม่ไถพรวนปักกิ่งสักรอบ ก็เสียดายแย่
กินไปคำหนึ่ง หลิวอี๋พูด "อื้ม ตับตุ๋นนี่อร่อยจริง"
หมี่เพ่ยก็พยักหน้าตาม "ไม่เลวเลยจริงๆ"
ได้รับการยอมรับจากสองสามีภรรยา จางเซวียนรู้สึกปลื้มปริ่มในใจ เที่ยวนี้ไม่เสียเปล่า
กินมื้อเช้าเสร็จ หมี่เจี้ยนถามจางเซวียน "เครื่องออกกี่โมง?"
จางเซวียนตอบ "บ่ายโมง"
หมี่เจี้ยนดูเวลา 8:13 น. รีบกำชับทันที "งั้นนายไปทำธุระของนายเถอะ ถึงแล้วส่งข้อความมาบอกฉันด้วย"
"โอเค"
ไม่ได้ดัดจริตยื้อยุด จางเซวียนขับรถพาทั้งสามคนไปที่ซื่อเหอย่วนก่อน
เป้าหมายชัดเจน หยิบไวน์แดงสองขวดมอบให้หมี่เพ่ย "คุณอาครับ นี่ไวน์ที่พี่หลี่ให้มาเมื่อวาน ผมจะไปแล้ว ทิ้งไว้ที่นี่ก็ไม่มีประโยชน์ คุณอาเอาไปดื่มเถอะครับ"
หมี่เพ่ยรู้ว่าไวน์นี้ราคาแพงระยับ ไหนเลยจะกล้ารับ? รีบปฏิเสธทันควัน
หลังจากเกี่ยงกันไปมา จางเซวียนก็หันไปมองหมี่เจี้ยนที่ยืนยิ้มดูละครฉากนี้อยู่ตลอดเวลา
หมี่เจี้ยนสบตาเขานิ่งเงียบอยู่นาน คิดครู่หนึ่ง สุดท้ายเธอก็ยื่นมือมารับไว้
ส่งครอบครัวสามคนกลับมหาวิทยาลัยปักกิ่ง จางเซวียนแวะไปบ้านเวินอวี้อีกรอบ
เขาหยิบกุญแจซื่อเหอย่วนออกมาพูดกับเวินอวี้ "พี่สะใภ้ครับ รบกวนช่วยเก็บกุญแจไว้ให้หน่อย คราวหน้าพี่เถาเกอจะมาเอาที่พี่ครับ"
เถาเกอคงแจ้งเวินอวี้ไว้แล้ว อีกฝ่ายรับกุญแจใส่กระเป๋าเสื้อโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง
สุดท้ายถามว่า "ได้ข่าวว่าวันนี้จะกลับทางใต้เหรอ เที่ยงนี้ทานข้าวที่นี่สิ ถือว่าพี่เลี้ยงส่ง"
จางเซวียนรีบโบกมือ "ขอบคุณครับพี่สะใภ้ แต่ผมต้องแวะไปสำนักพิมพ์เหรินหมินเหวินเสวียอีก เวลาอาจจะไม่พอ"
ได้ยินดังนั้น เวินอวี้ก็ไม่รั้งไว้ เดินไปส่งถึงปากตรอก รอจนรถลับสายตาไปถึงได้กลับเข้าบ้าน
ไปสำนักพิมพ์เป็นข้ออ้าง หลังจากออกมาจากตรอกหนานหลัวกู่เซี่ยง จางเซวียนพาเฉินเยี่ยนตรงดิ่งไปสนามบิน
ห้องรอขึ้นเครื่องไม่มีอะไรน่าสนใจ
กวาดตามองไปรอบๆ เจอผู้หญิงที่พอดูได้แค่คนเดียว แถมข้างๆ ยังมีผู้ชายคอยประกบอีก
ว่างจัด จางเซวียนหยิบหนังสือออกมาจากเป้ นี่เป็นหนึ่งในไอเทมที่เขาต้องพกติดตัวทุกครั้งที่ออกจากบ้าน ฆ่าเวลาได้ เติมความรู้ได้ แถมยังใช้ปฏิเสธคนมาจีบได้ด้วย
คราวนี้เขาอ่านนิยายวิทยาศาสตร์ที่ตีพิมพ์เมื่อไม่กี่ปีก่อนเรื่อง Hyperion ผลงานของนักเขียนชาวอเมริกัน แดน ซิมมอนส์
ตอนที่หนังสือเล่มนี้ออกมา มันไร้เทียมทาน กวาดรางวัลใหญ่มาเพียบ ในประวัติศาสตร์นิยายวิทยาศาสตร์ เป็นการดำรงอยู่ที่ไม่อาจมองข้ามได้
ตอนนี้จางเซวียนมีเป้าหมาย คือจะอ่านนิยายวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียงทุกเรื่องในช่วง 50 ปีที่ผ่านมาให้ครบ แล้วค่อยมาสังเคราะห์ เชื่อมโยง เพื่อสะสมวัตถุดิบสำหรับงานเขียนออริจินัลของตัวเองในวันหน้า
ขณะที่เขากำลังอ่านอย่างออกรส โนเกียก็ดังขึ้น
"ตื๊ดตือตืดตือ... ตื๊ดตือตืดตือ... ตื๊ดตือตืดตือตื๊อ..."
ดูหน้าจอ เป็นจีวองชี่
จางเซวียนหนังตากระตุก ตาแก่นี่คงยังไม่ถอดใจสินะ?
ลังเลนิดหน่อย แต่จ้องหน้าจอเล็กๆ อยู่พักหนึ่ง ก็กดรับ
"ฮัลโหล... อ๋อ ครับ... อ๋อ ขอบคุณครับ... อ๋อ ครั้งหน้าถ้าไปยุโรปผมจะแวะไปแน่นอนครับ... อ๋อ ครับๆ ได้ครับ..."
วางสาย จางเซวียนพูดไม่ออก หมอนั่นส่งเสื้อผ้าแบรนด์เนมคอลเลกชั่นใหม่มาให้ตั้งชุดใหญ่ บอกว่าตัดเย็บตามไซส์เขาเป๊ะ
แม่งเอ๊ย เจตนาของซือหม่าเจาใครๆ ก็รู้กันทั่ว (เจตนาชัดเจนเกินไป)
ฉันกับนายไม่ได้สนิทกันขนาดนั้น แล้วนายก็ไม่ใช่โซฟี มาร์โซ
จริงๆ เลย
เก็บมือถือ จางเซวียนอ่านหนังสือต่อ
"ติ๊ง..."
มีข้อความเข้าอีกแล้ว
เบอร์แปลก
แปลก?
กดเปิดดูด้วยความสงสัย เนื้อหาคือ: ไฮ้ จางเซวียน ยินดีด้วยนะที่ได้รางวัลวรรณกรรมเหมาตุ้น
ไม่มีชื่อผู้ส่ง
แต่ในหัวจางเซวียนปรากฏใบหน้าซุกซนของใครคนหนึ่งขึ้นมาทันที ตอบกลับ: ขอบคุณ
ส่งเสร็จ จางเซวียนก็เริ่มรอ เขาอยากรู้มากว่าแม่สาวคนนี้จะส่งข้อความอะไรมาอีก?
แต่เขาก็ต้องผิดหวัง รอแล้วรอเล่าก็ไม่มีข้อความตอบกลับ
ผ่านไปสิบนาที จางเซวียนผู้หมดความอดทนก็โทรกลับไปที่เบอร์นั้นทันที
"ฮัลโหล สวัสดีค่ะ เรียนสายใครคะ?" ปลายสายเป็นเสียงผู้หญิงวัยกลางคน
???
ในหัวจางเซวียนเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถาม "สวัสดีครับ ขอสายซีเจี๋ยหน่อยครับ"
"ซีเจี๋ยคือใครคะ?" อีกฝ่ายถาม
จางเซวียนยิ่งงงหนัก "คุณไม่รู้จักซีเจี๋ยเหรอครับ?"
อีกฝ่ายตอบ "ไม่รู้จักซีเจี๋ยค่ะ"
"ผู้หญิงที่ใช้มือถือคุณส่งข้อความหาผมเมื่อกี้นี้ คุณไม่รู้จักเหรอครับ?" จางเซวียนถาม
"อ๋อ คุณหมายถึงแม่หนูคนเมื่อกี้นี้เหรอ เธอบอกว่ามีธุระด่วน ขอยืมมือถือฉันส่งข้อความหาที่บ้านหน่อย เรารู้จักกันบนรถไฟค่ะ"
จางเซวียนมึนตึ้บ "รถไฟ? ขอโทษนะครับ รถไฟไปไหนครับ?"
"ปักกิ่งไปเทียนจิน แต่เราลงรถแยกย้ายกันไปแล้วค่ะ"
เฮ้อ ยัยคนนี้!
จางเซวียนพูดอย่างสุภาพ "ผมขอขอบคุณแทนผู้หญิงคนเมื่อกี้ด้วยนะครับ ขอให้เดินทางโดยสวัสดิภาพครับ"
อีกฝ่ายตอนแรกยังงงๆ แต่พอได้ยินน้ำเสียงแบบนี้ อารมณ์ดีขึ้นทันตาเห็น "ไม่เป็นไรค่ะ ฉันเห็นเธอหน้าตาน่ารักน่าเอ็นดูถึงได้ให้ยืม"
วางสาย จางเซวียนครุ่นคิด ซีเจี๋ยไปเทียนจินทำไม?
ไปดูทะเล?
ขึ้นเครื่องแล้ว ครั้งนี้ใจจดจ่ออยู่แต่เรื่องซีเจี๋ย เลยไม่เมาเครื่องเป็นครั้งแรก
"ฉันจะนอนสักหน่อย เครื่องลงแล้วค่อยปลุกนะ"
เมื่อคืนไม่ได้นอนทั้งคืน วันนี้ก็อดทนมาครึ่งค่อนวัน พอเครื่องไต่ระดับถึงชั้นสตราโตสเฟียร์ เขาก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป กำชับเฉินเยี่ยนเสร็จก็คอพับหลับไป
2 ชั่วโมงต่อมา จางเซวียนรู้สึกเหมือนมีคนเขย่าตัว
"ถึงแล้วเหรอ?" จางเซวียนลืมตาอย่างงัวเงีย
เฉินเยี่ยนบอก "ใกล้แล้วค่ะ"
ตอนนั้นเอง แอร์โฮสเตสเริ่มประกาศ: ท่านผู้โดยสารที่เคารพคะ ขณะนี้เรา...
เครื่องบินลงจอด เก็บสัมภาระลงเครื่อง ออกจากสนามบิน
ได้หลับสนิทไปสองชั่วโมง ตอนนี้ร่างกายจางเซวียนเบาสบาย อารมณ์ดีสุดๆ
"น้องเขย ทางนี้!" เสียงตู้จิ้งหลิง
"ทางนี้! ทางนี้!" พอเห็นจางเซวียนมองมา ตู้ซวงหลิงที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็ยิ้มแก้มปริแทบจะกระโดดตัวลอย หน้าตาเต็มไปด้วยความปิติยินดี
"พี่จิ้งหลิง ซวงหลิง" จางเซวียนเดินเข้าไปถาม "รอนานไหม?"
ตู้ซวงหลิงกางแขนออก กอดเขาด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม แล้วคล้องแขนเขาพูดเบาๆ ว่า "ไม่นาน ฉันกับพี่กะเวลามาพอดีเป๊ะ"
ตู้จิ้งหลิงทักทายเฉินเยี่ยน แล้วถามจางเซวียน "น้องเขย หิวไหม?"
"ก็ไหวอยู่ครับ ไม่ค่อยหิวเท่าไหร่"
ขณะที่คณะเดินทางเดินออกจากประตูผู้โดยสารขาเข้า มุ่งหน้าไปยังจุดจอดรถ จางเซวียนกับตู้ซวงหลิงก็ชะงักไปพร้อมกัน
มีคนเดินสวนมา เฉินรื่อเซิง
"เชี่ย! เชี่ย! พวกนายสองคนมาทำอะไรที่นี่?" เฉินรื่อเซิงก็อึ้งไปเหมือนกัน ก่อนจะวิ่งเข้ามาหา ท่าทางตื่นเต้นสุดขีด!

ตอนก่อน

จบบทที่ บทที่ 510 เฮ้อ ซีเจี๋ยคนนี้ [ฟรี]

ตอนถัดไป