บทที่ 520 สร้างยุคสมัย [ฟรี]

บทที่ 520 สร้างยุคสมัย [ฟรี]
จางเซวียนนั่งลงในรถ สั่งเฉินเยี่ยน "กลับจงต้า"
รถแล่นมุ่งหน้าลงใต้ พอเข้าเขตไห่จู โทรศัพท์ก็ดังขึ้น
เป็นเบอร์โทรศัพท์บ้านของพี่สะใภ้หัว
เฉินเยี่ยนตามองตรงไปข้างหน้า ยื่นมือขวาไปปิดวิทยุในรถ
กดรับสาย จางเซวียนเรียก "พี่สะใภ้?"
"น้าเล็ก หนูเอง" เสียงผู้หญิงคนหนึ่ง
"หยางเจีย?"
"อื้ม"
"อยู่บ้านมาตั้งนานแล้ว รู้สึกยังไงบ้าง?"
"น่าเบื่อมาก"
"แล้วอะไรอีก?"
"โดนคนนินทาทุกวันเลย"
จางเซวียนหัวเราะร่า "ทนไม่ไหวแล้ว อยากออกมาทำงานแล้วสิ?"
หยางเจียรู้สึกเกรงใจนิดหน่อย แต่ก็ตอบว่า "ใช่ค่ะ"
"ได้สิ"
จางเซวียนย้ำ "แต่ฉันบอกไว้ก่อนนะ ข้างนอกมันไม่เหมือนที่มหาวิทยาลัยกับหน่วยงานราชการ ต้องเตรียมใจลำบากไว้ด้วย"
หยางเจยายอมรับ
รู้ว่าเธอหน้าบาง จางเซวียนก็ไม่ได้ทำให้เธอลำบากใจ "งั้นเธอออกมาเถอะ ก่อนออกเดินทางโทรบอกฉันหน่อย ฉันจะได้จัดคนไปรับที่สถานี"
"ขอบคุณค่ะน้าเล็ก"
"อื้ม"
วางสาย ในใจจางเซวียนกำลังชั่งน้ำหนัก จะเอาหยางเจียไปฝากไว้กับเฉียนซื่อลี่ดีไหมนะ?
หรือจะเอาไว้ที่บริษัทการค้าต่างประเทศดี?
ถ้ามองจากโอกาสเติบโตระยะสั้น งั้นบริษัทการค้าต่างประเทศย่อมทำเงินได้เร็วกว่าแน่
แต่ถ้ามองแผนระยะยาว หากเฉียนซื่อลี่ไม่มีกลยุทธ์ที่ดี หรือดึงหุ้นส่วนที่มีพาวเวอร์มาร่วมหุ้นไม่ได้ในภายหลัง งั้นบริษัทการค้าต่างประเทศก็ยังทำเงินได้เร็วกว่าอยู่ดี
ช่างเถอะ ถึงเวลาให้หยางเจียเลือกเองแล้วกัน
ส่วนอสังหาริมทรัพย์อิ๋งไท่ เลิกคิดไปได้เลย
นี่เป็นทรัพย์สินหลักของเขา จะไม่มีทางเปิดประตูอำนวยความสะดวกให้ญาติพี่น้องตระกูลจางเด็ดขาด
ระบบเล่นพรรคเล่นพวกและธุรกิจครอบครัวเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจที่สุด
หากต้องการรับประกันความมั่งคั่งรุ่งเรืองของตระกูลจางไปหลายชั่วคน ทรัพย์สินหลักประเภทนี้ต้องเก็บไว้ให้ทายาทสายตรงเท่านั้น
...
ว่านจวินได้รับบาดเจ็บ
นี่เป็นข่าวแรกที่จางเซวียนได้รับหลังจากกลับมาจากถนนเทียนเหอ เลขที่ 228
จางเซวียนถามโอวหมิง "ตอนนี้เหล่าว่านอยู่ที่ไหน?"
โอวหมิงบอก "พักฟื้นอยู่ที่ห้องเช่า"
เว่ยจื่อเซินถามด้วยความเป็นห่วง "ใครบอกนาย?"
โอวหมิงดึงตัวเสิ่นฝานมา "ฉันกับเหล่าเสิ่นเห็นมากับตา"
หลี่เจิ้งลากเก้าอี้มานั่งคร่อม "ตกลงมันเกิดอะไรขึ้น นายเล่ามาซิ"
โอวหมิงลูบหัวโล้น "จะเกิดอะไรขึ้นได้ล่ะ? ก็เพราะเถ้าแก่เนี้ยชาวไป่เซ่อคนนั้นน่ะสิ"
จากการบอกเล่าของโอวหมิง ทุกคนก็เข้าใจที่มาที่ไปของเรื่องราว
เช้าวันที่ 2 ตุลาคม
หลังจากโอวหมิงกับเสิ่นฝานกินข้าวเช้าเสร็จ ขณะปั่นรถสามล้อเครื่องตระเวนรับซื้อของเก่า ก็บังเอิญเห็นคนไปหาเรื่องที่หน้าห้องเช่าของว่านจวิน
ด้วยความเป็นห่วงว่านจวิน ทั้งสองจึงจอดรถสามล้อเครื่องแล้วรีบตามไปดู
คนที่มาหาเรื่องไม่ใช่ใครอื่น คือสามีของเถ้าแก่เนี้ยชาวไป่เซ่อนั่นเอง
คนคนนี้ลักเล็กขโมยน้อยระหกระเหินอยู่ข้างนอกมาพักหนึ่ง พอไปไม่รอด ก็กลับมาขอเงินเถ้าแก่เนี้ย
แต่สามีผีพนันคนนี้รู้ตัวว่าสู้ว่านจวินไม่ได้ เพื่อความไม่ประมาท จึงเตรียมมีดพกติดตัวมาด้วย
เหตุการณ์ต่อจากนั้นก็เดาได้ไม่ยาก ความแค้นที่ถูกแย่งเมียบวกกับสู้ไม่ได้ สามีผีพนันจึงชักมีดออกมาระหว่างมีปากเสียงกัน
โชคดีที่ว่านจวินหนุ่มแน่นแข็งแรง ส่วนสามีผีพนันร่างกายทรุดโทรมเพราะเหล้าและนารีมานานแล้ว ภายใต้ความแตกต่างของพละกำลัง ว่านจวินแค่โดนฟันที่แขน ไม่โดนจุดสำคัญ
จางเซวียนถามด้วยความเป็นห่วง "ผลเป็นไงบ้าง?"
โอวหมิงบอก "มีคนแจ้งตำรวจ แต่ไอ้สามีผีพนันนั่นหนีไปได้ ว่านจวินโดนฟันที่แขนแผลหนึ่ง บาดเจ็บถึงกระดูก ตอนนี้อยู่ในช่วงพักฟื้น"
หลี่เจิ้งตาแดงก่ำด้วยความร้อนใจทันที "แจ้งตำรวจ? งั้นทางมหาวิทยาลัยก็รู้เรื่องน่ะสิ? แล้วเหล่าว่านจะไม่โดนไล่ออกเหรอ?"
ได้ยินดังนั้น ทุกคนมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ต่างก็นึกถึงปัญหานี้ขึ้นมา
การไปมั่วสุมกับหญิงที่มีสามีแล้ว ยังไงก็ไม่ใช่เรื่องน่าภาคภูมิใจ ทางมหาวิทยาลัยไม่รู้ก็แล้วไป
แต่ถ้าทางมหาวิทยาลัยรู้ ต้องมีบทลงโทษหนักแน่นอน
"พวกนายวางใจเถอะ ไม่โดนหรอก" ทันใดนั้น ก็มีเสียงดังมาจากข้างนอก
ทุกคนแปลกใจ หันไปมองที่ประตูหอพักพร้อมกัน
เห็นเพียงว่านจวินที่มีผ้ากอซพันแขนขวาหนาเตอะ ราวกับมัมมี่
"เหล่าว่าน นายกลับมาแล้ว" เสิ่นฝานลุกขึ้น สละที่นั่งให้ว่านจวินนั่ง
เมื่อเผชิญกับความห่วงใยของทุกคน ว่านจวินรู้สึกซาบซึ้งใจมาก
เขาพูดว่า "พี่เขยฉันวิ่งเต้นใช้เส้นสายทันที ทางโรงพักไม่ได้แจ้งทางมหาวิทยาลัย ส่วนที่ฉันแจ้งกับอาจารย์ที่ปรึกษาไปคืออุบัติเหตุจากการทำงาน"
จางเซวียนถาม "ทำไมนายกลับมาที่หอพัก ไม่อยู่รักษาตัวที่โรงพยาบาล?"
ว่านจวินใช้มือซ้ายทำท่าทางประกอบ "ฉันถึงจะเจ็บถึงกระดูก แต่หมอบอกว่าแค่ไปตรวจตามนัด เปลี่ยนยาตามนัดก็พอ ไม่ต้องนอนโรงพยาบาลนานๆ"
โอวหมิงรินน้ำเปล่าให้ว่านจวินแก้วหนึ่ง ลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพูดเตือนสติ "เหล่าว่าน ถึงฉันเหล่าโอวอาจจะปากหมาไปหน่อย แต่ก็ยังอยากเตือนนาย เลิกกับเถ้าแก่เนี้ยร้านตัดผมคนนั้นเถอะ ถ้าเธอเป็นแม่หม้าย นายจะปลดปล่อยพละกำลังยังไงก็เต็มที่เลย แต่เธอเป็นผู้หญิงมีผัวแล้วนะ นายขืนเป็นแบบนี้ต่อไป ภายหน้าจะมีแต่ปัญหาไม่จบไม่สิ้น อีกอย่าง ตอนนี้นายมีเงินแถมเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยชื่อดัง ภายหน้าจะหาผู้หญิงดีๆ ก็ไม่ใช่เรื่องยากนี่นา"
สิ้นคำพูดนี้ หอพัก 303 ก็เงียบกริบในพริบตา
นี่เป็นครั้งที่สองแล้วที่โอวหมิงพูดแบบนี้
คนอื่นไม่ใช่ไม่รู้เหตุผลข้อนี้ เพียงแต่คำเตือนที่จริงใจมักขัดหู ว่านจวินที่กำลังหลงใหลในรสสวาทของสาวใหญ่ฟังไม่เข้าหูหรอก
ทั้งสี่คนไม่พูดอะไร ได้แต่มองว่านจวิน
สีหน้าของว่านจวินเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา จากนั้นก็เงยหน้ากระดกน้ำเปล่าจนหมดแก้ว วางแก้วเคลือบลง ลุกขึ้นแล้วพูดว่า "ฉันรู้แล้ว"
พูดจบ ว่านจวินก็เดินออกไป
เข้าประตู ออกประตู กินเวลาไม่ถึงสองนาที
ทุกคนเงียบกันไปพักหนึ่ง โอวหมิงก็ทบทวนตัวเอง "ฉันเหล่าโอวโง่อีกแล้วใช่ไหม พูดผิดอีกแล้วใช่ไหม?"
หลี่เจิ้งยกนิ้วโป้งให้เขา "หอพักเราต้องการพี่น้องที่กล้าพูดความจริงแบบนาย"
โอวหมิงหยิบแก้วเคลือบที่วางอยู่บนเก้าอี้ขึ้นมา ก้มมองดูแล้วแสยะยิ้มเยาะตัวเอง "คราวก่อนฉันบอกว่าเถ้าแก่เนี้ยร้านตัดผมหน้าตาบ้านๆ ให้คะแนนเต็มที่ก็แค่ 68 คะแนน เหล่าว่านไม่คุยกับฉันครึ่งเดือน ซวยแล้วสิ คาดว่ารอบนี้น่าจะไม่คุยกับฉันเป็นปี เฮ้อ ปากฉันเหล่าโอวนี่มันแกว่งหาเท้าจริงๆ"
ทุกคนฟังแล้วก็หัวเราะ
จางเซวียนข้ามหัวข้อนี้ไป ถามโอวหมิง "ปิดเทอมนี้พวกนายหาเงินได้เท่าไหร่?"
โอวหมิงถูมือไปมา คันไม้คันมืออยากอวด "ทายซิ พวกนายทาย ให้โอกาส 3 ครั้ง ทายถูกเดี๋ยวเลี้ยงข้าวที่โรงอาหาร ทายไม่ถูก พวกนายเลี้ยงฉันกับเหล่าเสิ่น"
เว่ยจื่อเซินเปิดฉากก่อน "1,300?"
หน้าของโอวหมิงเปลี่ยนเป็นสีตับหมูทันที "เหล่าเว่ยนายรู้ได้ไง? นายแอบสะกดรอยตามพวกฉันเหรอ?"
เว่ยจื่อเซินกระโดดโลดเต้นดีใจ "ฮ่า! ฉันมั่วถูกเฉย รีบเลี้ยงข้าวเลย! รีบเลี้ยงข้าวเลย!"
คำไหนคำนั้น นี่คือคุณสมบัติที่ดีของโอวหมิง
คนกลุ่มหนึ่งเดินไปโรงอาหาร ยังบังเอิญเจอต่งจื่ออวี้, หลิวซือหมิง, ฟางเหม่ยจวน และหลิวหลินทั้งสี่คน
เอาล่ะสิ โอวหมิงสูดหายใจเข้าลึกๆ จำใจต้องเก็บความงกเอาไว้ "ไหนๆ ก็เจอกันแล้ว งั้นกินข้าวด้วยกันเลยสิ วันนี้ฉันเหล่าโอวเลี้ยงเอง"
"นายเลี้ยงอีกแล้ว? นี่เปลี่ยนแฟนคนที่ 8 เร็วขนาดนี้เลยเหรอ?" หลิวหลินเป็นคนปากตรงกับใจมาก
โอวหมิงทำหน้าปั้นยาก "เธอกินของฉันแล้วก็อย่าหัวเราะเยาะฉันสิ ฉันเหล่าโอวก็เป็นคนที่มีหัวใจนะ"
หลังมื้อเย็น จางเซวียนไม่ได้กลับไปที่หอพัก แต่กลับไปบ้านเช่าเพื่อเขียนงานต่อ
ปากบอกว่าจะรักษาสุขภาพ แต่พอนั่งลงในห้องทำงาน ไฟแรงบันดาลใจมา สุดท้ายก็ลืมสิ้นทุกสิ่งอย่าง
พับผ่าสิ เขียนไปเขียนมาโต้รุ่งอีกแล้ว
ชำเลืองมองออกไปข้างนอก แม่นกกาเหว่ากำลังร้องจิ๊บๆ พ่อนกกาเหว่ากระโดดโลดเต้นไปเกาะตัวนั้นทีตัวนี้ที มีความสุขเสียจริง
ชิ พวกมันใช้ชีวิตกันน่าอิจฉากว่าฉันอีก
ดูเวลา เช้า 8:12 น.
เวลาไม่เป็นใจเอาเสียเลย เผลอแป๊บเดียวก็ปาเข้าไปเวลานี้แล้ว
วันนี้เป็นวันหยุดชาติวันสุดท้าย กินข้าวเช้าเสร็จตัวเองต้องนอนสักตื่น
แล้วค่อยไปเดินเล่นในมหาลัย ถือโอกาสไปเก็บเกี่ยวอาหารตาดูเรียวขายาวๆ อีกเดี๋ยวก็จะเข้าสู่ช่วงปลายฤดูใบไม้ร่วงแล้วนี่นา ไม่รีบตักตวงเดี๋ยวจะอดดู
พอนึกถึงมื้อเช้า ท้องไส้ก็เริ่มร้องโครกคราก
ลุกขึ้น หมุนปิดฝาปากกา ปิดฝาขวดหมึกให้แน่น เก็บต้นฉบับใส่ลิ้นชักล็อกกุญแจ แล้วเดินออกจากห้องทำงาน
เวลานี้ตู้ซวงหลิง เหวินฮุ่ย และโจวชิงจู๋ สามสาวกำลังสุมหัวกันอ่านหนังสือพิมพ์ที่เพิ่งซื้อมาบนโซฟาในห้องรับแขก
ได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวที่หน้าห้องทำงาน สามสาวหันขวับมาพร้อมกัน จ้องมองมาที่เขาเป็นตาเดียว
จ้องเขาเขม็ง
"เป็นอะไรกัน? ทำไมมองฉันด้วยสายตาแบบนั้นล่ะ?"
ออกจากห้องมาก็โดนจ้องจนพรุน จางเซวียนที่ยังจมอยู่ในโลกของหนังสือสะดุ้งตกใจ ก่อนจะตั้งสติถามกลับไป
สามสาวไม่พูดอะไร ยังคงพินิจพิเคราะห์เขาไม่วางตา
"หรือว่าฉันหล่อขึ้นอีกแล้ว?" จางเซวียนยกมือขึ้นทำท่าประกอบ
"ที่รัก นี่เรื่องจริงเหรอ?" ไม่สนใจว่าจะมีคนนอกอยู่ด้วย ตู้ซวงหลิงที่หายอึ้งแล้วตะโกนถามด้วยความตื่นเต้น
"อะไรเรื่องจริง?" จางเซวียนทำหน้างง
"ข่าวในหนังสือพิมพ์ไง" ตู้ซวงหลิงลุกขึ้น ซอยเท้าถี่ๆ วิ่งเข้ามาดึงมือเขา
แม่สาวคนนี้เป็นอะไรไป?
หนังสือพิมพ์ลงข่าวอะไรอีกแล้ว?
จางเซวียนถูกลากจนเซถลามาหยุดอยู่หน้าโซฟา
เหวินฮุ่ยยื่นหนังสือพิมพ์ในมือให้เขา สีขาวดำบริสุทธิ์สะท้อนเงาของเขา รอคอยประโยคถัดไปจากปากเขาเงียบๆ
รับหนังสือพิมพ์มา
จางเซวียนกวาดตามอง พาดหัวข่าวตัวหนาใหญ่ยักษ์ดึงดูดความสนใจของเขาทันที
สำนักข่าวซินหัวรายงาน
《นักเขียนซานเยว่กำลังสร้างยุคสมัย!》 นี่คือพาดหัวหลัก
《นี่คือนวนิยายระดับซูเปอร์ แค่ชื่อเรื่องอย่างเดียวก็ขายลิขสิทธิ์ได้ราคาสูงเสียดฟ้าถึง 550,000,000 หยวน ทั้งที่ยังไม่ทันได้ตีพิมพ์!》 นี่คือพาดหัวรอง

ตอนก่อน

จบบทที่ บทที่ 520 สร้างยุคสมัย [ฟรี]

ตอนถัดไป