บทที่ 525 โคตรเจ๋งเลย! เธอมาทำอะไรที่นี่? [ฟรี]
บทที่ 525 โคตรเจ๋งเลย! เธอมาทำอะไรที่นี่? [ฟรี]
ตาลุงนี่คงไม่ได้คิดจะเป็นพ่อเล้าหรอกใช่ไหม? ทำไมถึงได้ไม่ยอมตัดใจขนาดนี้?
จะว่าไป ตนก็ไม่ได้มีความคิดอะไรกับโซฟี มาร์โซเสียหน่อย หรือว่าคราวที่แล้วเผลอมองมากไปหน่อยเลยโดนจับได้?
คนอะไรจะแสนรู้ขนาดนั้น?
จางเซวียนรู้สึกกลุ้มใจ ดูสิว่าตัวเองทำเรื่องอะไรลงไป?
ตัดสินใจแล้ว ครั้งหน้าถ้าจะมองก็มองมันตรงๆ เลย เรื่องแค่นี้มันจะอะไรกันนักหนา
เก็บจดหมายเข้าที่ แล้ววางไว้ข้างๆ
จางเซวียนหยิบจดหมายจากอเมริกาขึ้นมา แล้วฉีกซองออกอย่างป่าเถื่อนทันที
แต่พอเห็นแค่ประโยคขึ้นต้น เขาก็ถึงกับงงเป็นไก่ตาแตก!
นี่มันจดหมายทวงนิยายชัดๆ แถมตำแหน่งคนเขียนยังเป็นถึงประธานาธิบดี...
นี่... นี่... แม่งเอ๊ย จะเร้าใจเกินไปแล้วมั้ง?
คุณบริหารประเทศใหญ่โตขนาดนั้น ยังมีเวลามาตามทวงนิยายอีกเหรอ?
โคตรจะเหลือเชื่อ!
จดหมายไม่หนา มีแค่กระดาษแผ่นเดียว
เนื้อหาก็ไม่ยาว มีแค่ 2 ย่อหน้า
ย่อหน้าแรก: สวัสดีคุณมิสเตอร์มาร์ช ผมชอบ Game of Thrones มาก นี่เป็นหนังสือระดับตำนาน ยอดเยี่ยมมาก ยิ่งใหญ่มาก ผมภูมิใจในตัวคุณ
ดูสิ ดูสิ สมกับเป็นชนชั้นนำจริงๆ ตัวอักษรไม่เยอะ แต่กระชับได้ใจความ
เขาแสดงออกถึงความชื่นชอบที่มีต่อ Game of Thrones อย่างเต็มที่
ย่อหน้าสอง: พอจะส่งผลงานตอนต่อไปมาให้หน่อยได้ไหม รอติดตามอยู่!
นี่คือการทวงนิยายชัดๆ ถามว่า Game of Thrones เล่มสองจะออกเมื่อไหร่?
หลังจากสองย่อหน้านั้น เนื้อหาที่เป็นทางการก็จบลง ท้ายสุดมีลงชื่อกำกับไว้
ชายวัยกลางคนในร่างเด็กหนุ่มจ้องมองชื่อนั้น เขายังคงรู้สึกเหลือเชื่อ!
ยังคงรู้สึกเหมือนฝันไป!
สมกับเป็นคนที่เติบโตมาในวัฒนธรรมตะวันตก การแสดงออกทางอารมณ์ช่างตรงไปตรงมาเสียจริง
โอ้โห ไม่ห่วงภาพลักษณ์ตัวเองหน่อยเหรอ ถึงได้รีบร้อนขนาดนี้?
หันกลับมาอ่านจดหมายอีกรอบ แล้ววางลง
จะบอกว่าเป็นเกียรติยศอันยิ่งใหญ่ไหม?
ก็ไม่เชิง
แต่ถ้าจะบอกว่าชายแก่คนนี้ไม่มีความรู้สึกภูมิใจเลยในตอนนี้?
นั่นโกหกคำโตแล้ว!
จุ๊ๆ ดูสิ! ดูสิ! แม้แต่ลูกพี่ใหญ่ของพวกคุณยังเป็นนักอ่านของผม ต่อไปถ้าผมจะไปดูดาราหญิงที่ฮอลลีวูดสักสองสามคนคงไม่เกินไปใช่ไหม?
ในขณะที่จางเซวียนกำลังจินตนาการบรรเจิดอยู่ที่โต๊ะ อาจารย์วิชาการชำระเงินระหว่างประเทศที่อยู่หน้าชั้นก็เหลือบมองเขาอยู่หลายรอบแล้ว
หรือจะพูดว่า ตั้งแต่เริ่มคลาส อาจารย์วิชาการชำระเงินระหว่างประเทศก็จับตามองเขามาตลอด
ใครใช้ให้เขาทำตัวแปลกแยกขนาดนั้นล่ะ?
ห้องเรียนใหญ่โตขนาดนี้ คนอื่นเขาตั้งใจเรียนจดเลคเชอร์กันขะมักเขม้น แต่เขากลับเอาแต่แกะจดหมาย อ่านจดหมาย แถมยังทำหน้าตาตื่นเต้นออกรสออกชาติอีกต่างหาก
อาจารย์วิชาการชำระเงินระหว่างประเทศเพิ่งย้ายมาจงต้าปีนี้ ปกติก็ไม่เคยสอบถามเรื่องราวเกี่ยวกับนักเขียนใหญ่คนนี้จากใคร
แต่ตั้งแต่จางเซวียนเข้าเรียนวิชาของเธอครั้งแรก เธอก็รู้สึกว่าเธอจำเขาได้
เห็นจางเซวียนนั่งเหม่ออยู่ตรงนั้น อาจารย์วิชาการชำระเงินระหว่างประเทศก็หยุดสอนชั่วครู่ แล้วถามด้วยความห่วงใย "เกิดอะไรขึ้นหรือเปล่า?"
พรึ่บเดียว นักศึกษาทั้งสองห้องต่างหันขวับไปมองจางเซวียนตามสายตาอาจารย์
"เอ่อ... ไม่มีอะไรครับ" จางเซวียนที่เพิ่งได้สติฝืนยิ้มตอบ
อาจารย์พยักหน้าเบาๆ แล้วสอนต่อ
เสี่ยวสืออีเหลือบมองเสี้ยวหน้าของเขา แล้วแอบชำเลืองมองไปที่จดหมาย
ด้วยความอยากรู้อยากเห็นจริงๆ ปกติเธอไม่เคยแอบดูจดหมายของจางเซวียนหรอก แต่วันนี้ท่าทางแปลกๆ ของเขามันกระตุกต่อมความสนใจของเสี่ยวสืออีเข้าให้
ถ้าไม่ดูก็แล้วไป แต่พอดูปุ๊บ!
สีหน้าของเสี่ยวสืออีก็เต็มไปด้วยความตกตะลึงทันที!
เอาล่ะสิ นิ่งค้างไปอีกคน อาจารย์วิชาการชำระเงินระหว่างประเทศที่อยู่หน้าชั้นเริ่มอยากรู้แล้วว่าในจดหมายแผ่นนั้นเขียนอะไรไว้?
ไม่สนใจอาจารย์ที่กำลังมองมา เสี่ยวสืออีฉีกกระดาษแผ่นหนึ่งเขียนข้อความ: ใช่คนคนนั้นจริงๆ เหรอ?
จางเซวียนชำเลืองมองเธอ แล้วตอบกลับ: น่าจะใช่คนนั้นแหละ
เสี่ยวสืออีลังเลอยู่ครู่หนึ่ง เขียนด้วยความคาดหวัง: ขอดูหน่อยได้ไหม?
แต่พอเขียนเสร็จ เธอก็ยื่นมือขวาไปขยำกระดาษเป็นก้อนกลม แล้วยัดใส่กระเป๋าเสื้อ
จากนั้นเสี่ยวสืออีก็ฉีกกระดาษอีกแผ่น เขียนว่า: เขาเขียนจดหมายหานายทำไม?
คราวนี้ก็เหมือนเดิม เขียนเสร็จก็ขยำทิ้ง ยัดลงกระเป๋า
ต่อมาเธอฉีกกระดาษอีกแผ่น คิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วเขียน: ไม่เป็นไรใช่ไหม?
จางเซวียนตอบ: ไม่เป็นไร ก็แค่ทวงนิยาย
ตามองคำว่า ทวงนิยาย บนกระดาษ นิ่งเงียบไป 2 วินาที มุมปากของเสี่ยวสืออีก็ยกโค้งขึ้นเล็กน้อย จากนั้นก็สอดกระดาษไว้ในหนังสือ แล้วตั้งใจเรียนจดเลคเชอร์ต่อ
สุดท้ายเป็นจดหมายจากในมหาวิทยาลัยสองฉบับ เหมือนที่คาดไว้ เป็นจดหมายรัก
จำได้ว่าตอนปีหนึ่ง มีสาวคณะแพทยศาสตร์เขียนจดหมายรักหาเขาติดต่อกันถึง 5 ฉบับ
ภายหลังพอชื่อเสียงเขาโด่งดังขึ้นเรื่อยๆ ก็หายเงียบไป
ไม่รู้ว่าสาวคณะแพทย์คนนั้นตอนนี้มีแฟนไปหรือยัง?
แล้วสาวคนนี้ล่ะ?
ไม่ลงชื่อ
ในเมื่อคุณไม่กล้าลงชื่อ แต่ยังกล้าเขียนมาสองฉบับติด ก็นับว่าใช้ได้เลยนะ
กินอิ่มแล้วว่างจัดจริงๆ!
ชื่นชมสำนวนภาษาอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็เตรียมปล่อยให้มันฝุ่นจับ
ช่วงเช้ามีเรียนเต็ม
หลังเลิกเรียนคาบสี่ จางเซวียนตามพวกเพื่อนตัวดีห้อง 303 รีบไปโรงอาหาร ระหว่างทางก็เจอกับเลขาธิการพรรคคณะบริหารธุรกิจที่โถงตึกเรียน
เลขาธิการพรรคคณะบริหารธุรกิจกำลังเดินเข้ามาจากข้างนอก พอเงยหน้าเห็นจางเซวียนก็ถามตรงๆ เลยว่า
"จางเซวียน ได้ข่าวว่าประธานาธิบดีสหรัฐฯ เขียนจดหมายมาทวงนิยายคุณเหรอ?"
"หะ?"
จางเซวียนมึนตึบ ผมเพิ่งจะอ่านจดหมายเองนะ ท่านรู้ได้ยังไง?
อีกอย่าง ถ้าจะถามก็ช่วยถามเบาๆ หน่อยได้ไหม?
ผมน่ะเป็นคนถ่อมตัวนะ
เผชิญกับสายตานับสิบ หรืออาจจะถึงร้อยคู่ในโถงอาคาร จางเซวียนยิ้มแล้วพูดว่า "อาจารย์ครับ นี่ท่านทำงานข่าวกรองหรือเปล่าครับเนี่ย?"
"ฮ่าฮ่าฮ่า!..."
เลขาธิการพรรคคณะบริหารธุรกิจหัวเราะร่า อธิบายว่า "ผมก็ได้รับโทรศัพท์จากลูกชาย เขาเรียนอยู่ที่อเมริกา
เขาเห็นข่าวนี้ทางช่อง CBS ก็เลยโทรมาบอกผม"
แบบนี้ต้องตำหนิสื่อพวกนี้แล้วนะ ข่าวของใครต่อใครก็กล้ารายงานไปหมด
ประเด็นคือ ข้อมูลพวกแม่งยังไวโคตรๆ
ไม่รู้ว่าสื่อพวกนี้แอบสร้างเครือข่ายข้อมูลไว้มากแค่ไหน?
แต่พอลองคิดดูดีๆ ก็ไม่น่าแปลกใจเท่าไหร่
เพราะนั่นคืออเมริกา แถมกว่าจดหมายจะข้ามมหาสมุทรมาถึงจงต้าก็ต้องใช้เวลาพอสมควร นานพอที่สื่อพวกนั้นจะขุดคุ้ยข้อมูลได้
หรือบางที คนส่งจดหมายอาจจะไม่ได้คิดจะปิดบังเลยตั้งแต่แรก ใช่ไหมล่ะ?
จางเซวียนไม่ปฏิเสธ "ผมเองก็เพิ่งได้รับจดหมายเมื่อเช้านี้ครับ"
พอได้รับการยืนยันจากเขา เลขาธิการพรรคคณะบริหารธุรกิจก็ดีใจมาก ตบไหล่เขาหนักๆ แล้วเดินจากไป
"พี่เซวียน พี่เซวียน จดหมายนั่นอยู่ไหน? ฉันให้ 200 หยวน ขายไหม?" โอวหมิงได้สติจากความตื่นตะลึงเป็นคนแรก
"เหล่าโอว แกฝันอยู่รึไง อย่าว่าแต่ 200 เลย ให้หมื่นนึงก็ไม่พอซูบฟัน พี่เซวียนใช่คนที่ขาดเงินแค่นั้นเหรอ?" เว่ยจื่อเซินตำหนิด้วยความชอบธรรม
จางเซวียนไม่สนใจพวกตัวตลก เดินตรงเข้าไปหาตู้ซวงหลิงที่เพิ่งเดินลงมาจากตึก
เห็นฉากนี้ นักศึกษาหญิงหลายคนก็ละสายตาด้วยความไม่ยินยอม เดินออกจากโถงตึกไปด้วยความอิจฉาริษยา
"ไปกินที่ไหนดี?" หลังจากทั้งสี่คนออกจากตึกเรียน ตู้ซวงหลิงก็ถาม
จางเซวียนบอก "ช่วงบ่ายคาบ 5-6 ฉันมีเรียน ไปกินร้านข้างนอกกันเถอะ วันนี้อารมณ์ดีมาก จะเลี้ยงมื้อใหญ่พวกเธอเอง"
เห็นว่ารอบข้างไม่ค่อยมีคนแล้ว โจวชิงจู๋ที่อัดอั้นมานานก็อดถามไม่ได้
"ท่านนักเขียนใหญ่ จดหมายอยู่ไหน? ขอดูหน่อยได้ไหม?"
"ได้สิ" พูดจบ จางเซวียนก็หาจดหมายจากอเมริกาแล้วยื่นให้
เนื้อความในจดหมายมีไม่เยอะ แต่ตู้ซวงหลิง เหวินฮุ่ย และโจวชิงจู๋กลับมุงดูกันนานถึง 2 นาที
เหวินฮุ่ยได้สติก่อนใคร เงยหน้ามองเขา "นายแจ้งเรื่องจดหมายฉบับนี้กับสำนักพิมพ์เพนกวินได้นะ นี่เป็นวัสดุประชาสัมพันธ์ชั้นดีเลย"
สายตาสี่คู่สบกันชั่วครู่ แล้วก็แยกย้าย...
จางเซวียนส่ายหน้า "คงไม่ต้องถึงมือฉันหรอก ในเมื่อสถานีโทรทัศน์ CBS ของอเมริกายังรู้แล้ว ไม่มีเหตุผลที่สำนักพิมพ์เพนกวินจะไม่รู้
ป่านนี้คงรู้กันทั่วแล้วล่ะ เพียงแต่ข่าวในประเทศอาจจะช้าไปหน่อย"
เหวินฮุ่ยเห็นด้วย ยิ้มอย่างเข้าใจแล้วเดินนำไปข้างหน้า
...
เรียนจบคาบ 5-6
จางเซวียนแวะไปนั่งเล่นที่ห้องหัวหน้าภาควิชาคณะบริหารธุรกิจ ดื่มชาอยู่พักหนึ่ง
แต่พอออกมา ข้างนอกฝนก็ตกลงมาอีกแล้ว เป็นพายุฝนห่าใหญ่เลยทีเดียว
หัวหน้าภาควิชาฯ มองม่านฝนที่ปกคลุมท้องฟ้าด้านนอก แล้วยิ้มถาม "ผมไม่ได้พกร่มมา คุณก็ไม่ได้พกมาเหมือนกันเหรอ?"
จางเซวียนยิ้มตาม "ไม่ได้พกมาจริงๆ ครับ เมื่อตอนกลางวันอากาศยังดีอยู่เลย ไม่คิดว่าจู่ๆ ฝนจะเทลงมาหนักขนาดนี้"
หัวหน้าภาควิชาฯ บอก "คุณรอเดี๋ยว ผมไปยืมร่มมาให้"
จางเซวียนรีบโบกมือ "อาจารย์ ไม่ต้องครับ"
เห็นหัวหน้าภาควิชาฯ มองมาอย่างไม่เข้าใจ เขาจึงอธิบายว่า "เมื่อก่อนมัวแต่ยุ่งกับการเขียนงานในห้องหนังสือ ผมเริ่มรู้สึกไม่คุ้นเคยกับตึกเรียนแล้ว
ถือโอกาสนี้หาห้องเรียนเงียบๆ นั่งเล่นสักหน่อย เผื่อจะได้คิดอะไรเพลินๆ"
เหตุผลนี้ไม่ได้พูดปัดไปส่งเดช
ไม่อยากให้หัวหน้าภาควิชาฯ ต้องลำบากนั่นเรื่องจริง
อยากหาห้องเรียนเงียบๆ นั่งเล่นก็นั่นเรื่องจริง
เขาเองก็ไม่รู้ว่าปัญหาอยู่ตรงไหน? แต่เขาหาความรู้สึกตอนเขียน คนในโลกกว้าง ต่อไม่เจอมานานแล้ว
ก็เลยถือโอกาสเปลี่ยนบรรยากาศมาขบคิดปัญหาก็ไม่เลว บางทีอาจจะได้อะไรที่แตกต่างออกไปจริงๆ
หัวหน้าภาควิชาฯ มองเขาอย่างจริงจัง เห็นว่าเขาพูดด้วยความจริงใจ จึงบอกว่า "ได้ งั้นคุณลองไปดูชั้นห้าสิ ห้องเรียนพวกนั้นเป็นของปีสี่ ปกติไม่ค่อยมีคนหรอก"
"ครับ ผมจะลองไปดู"
พูดจบก็ไปทันที เดินขึ้นบันไดไป
หัวหน้าภาควิชาฯ พูดไม่ผิด ห้องเรียนห้องแรกไม่มีคนจริงๆ
แต่เขาไม่เข้าไป เขามีนิสัยอยู่อย่างหนึ่ง คือไม่ชอบเข้าห้องเรียนที่อยู่ติดบันได
เหมือนเวลาไปซื้อผักที่ตลาดสด มักจะไม่ชอบซื้อแผงแรก
เดินต่อ ห้องเรียนที่สองมีคน เป็นชายหนึ่งหญิงหนึ่ง ดูท่าทางจะเป็นคู่รัก
ช่างเถอะ ไม่ไปเป็นกขค. ดีกว่า ขืนเข้าไปแล้วฝ่ายหญิงใจลอยไม่ได้สนใจแฟนตัวเองจะทำยังไง?
แบบนั้นบาปกรรมแย่
ลองเปลี่ยนห้องดู
ผลักประตูห้องเรียนที่สาม ก็พบว่ามีคนเหมือนกัน
เพียงแต่ตอนที่เขากำลังจะหันหลังเดินออกไป ก็ต้องชะงักฝีเท้า
ถามว่า "เธอมาทำอะไรที่นี่?"