บทที่ 693 ซีเจี๋ยและหมี่เจี้ยนพบกัน [ฟรี]

บทที่ 693 ซีเจี๋ยและหมี่เจี้ยนพบกัน [ฟรี]
หลังจากเดินลงมาจากจัตุรัสเทียนอันเหมิน ตามคำแนะนำของหมี่เจี้ยน คณะเดินทางก็ได้ไปทานตับตุ๋นที่ร้านเหยาจี้
ระหว่างทาง จางเซวียนพูดกับหมี่เจี้ยนว่า "เคยพาเธอมาแค่ครั้งเดียว ไม่คิดว่าเธอจะจำที่นี่ได้"
หมี่เจี้ยนยิ้มบางๆ กล่าวว่า "ฉันกับพวกซืออวี่มาทานทีหลังอีกตั้งหลายครั้ง แถมยังเคยเจอพวกซีเจี๋ย เว่ยเหรินเจี๋ย แล้วก็หลงไป่หลิงที่นี่ด้วย"
พอได้ยินชื่อ ซีเจี๋ย เขาก็อยากจะหลบหนีจากชื่อนี้โดยสัญชาตญาณ
แต่ก็ถามกลับไปว่า "เว่ยเหรินเจี๋ยกับหลงไป่หลิงยังคบกันอยู่ไหม?"
หมี่เจี้ยนตอบว่า "คบกันอยู่ ความรักยังดีอยู่เลย ไป่หลิงสวยขึ้นเรื่อยๆ ด้วยนะ"
โครงหน้าของหลงไป่หลิงนั้นดีอยู่แล้ว ที่สวยขึ้นเป็นเพราะสิววัยรุ่นบนใบหน้าค่อยๆ หายไป
ความจริงแล้วในปักกิ่งมีร้านอาหารเล็กๆ ที่ขายตับตุ๋นเป็นอาหารเช้าอยู่มากมาย แต่ถ้าจะพูดถึงร้านที่มีชื่อเสียงที่สุดก็มีเพียงสองแห่งคือ: เหนือมีเหยาจี้ ใต้มีเทียนซิง
สถานที่ก็ยังเป็นที่เดิม ไม่ได้ดูโดดเด่นอะไร
เถ้าแก่ร้านยังจำจางเซวียนได้ พอเห็นเขา ก็รีบทักทายทันที "คุณไม่ได้มาปักกิ่งพักใหญ่แล้วนะเนี่ย ยินดีต้อนรับกลับมาครับ"
จางเซวียนชอบความใจกว้างและเป็นกันเองของเถ้าแก่คนนี้ จึงตอบว่า "ช่วงนี้ยุ่งตลอดเลยครับ พอว่างก็เลยแวะมาดูเสียหน่อย"
เมื่อได้ยินเสียงที่คุ้นเคย ซีเจี๋ยที่กำลังนั่งกินตับตุ๋นอยู่ที่โต๊ะด้านในก็หันกลับมามองโดยสัญชาตญาณ
ไม่มองก็ยังดีอยู่หรอก แต่พอมองปุ๊บ ก็สบตากับใครบางคนเข้าพอดี
ซีเจี๋ยหยุดสายตาอยู่ที่เขาเพียงวินาทีเดียว ก็หันไปทักทายหมี่เจี้ยน "หมี่เจี้ยน บังเอิญจังนะ เจอที่นี่อีกแล้ว"
หมี่เจี้ยนยิ้มตอบ "บังเอิญจริงๆ นี่เราเจอกันที่นี่เป็นครั้งที่สาม หรือครั้งที่สี่แล้วนะ?"
พูดจบ หมี่เจี้ยนก็ทักทายหลงไป่หลิงและเว่ยเหรินเจี๋ยที่นั่งโต๊ะเดียวกับซีเจี๋ยด้วย
ตามมารยาท เพื่อนร่วมชั้นมัธยมและเพื่อนร่วมมหาวิทยาลัยมาเจอกันโดยบังเอิญ ความรู้สึกย่อมดีมาก หลังจากซีเจี๋ยทักทายครอบครัวของหมี่เจี้ยนเสร็จ ก็เหลือบมองจางเซวียนแวบหนึ่ง แล้วหันไปถามหมี่เจี้ยนด้วยน้ำเสียงร่าเริง
"เพื่อนเก่า คราวก่อนที่เจอพวกเธอที่นี่ พวกเธอบอกว่าเป็นเพื่อนกัน คราวนี้คงเป็น Honey ของเธอแล้วสินะ?"
ซีเจี๋ย... ยัยซีเจี๋ยตัวแสบ เธอจงใจใช่ไหมเนี่ย?
จางเซวียนมีสีหน้าเรียบเฉยดั่งผิวน้ำที่สงบนิ่ง แต่ภายในใจดวงน้อยๆ กลับเต้นระรัว พลางคิดในใจว่าเธอช่างร้ายลึกนัก คราวหน้าฉันไม่เอาเธอไว้แน่
พับผ่าสิ คนบนบานประตูกับคนใต้บานประตูทำไมถึงแตกต่างกันขนาดนี้นะ? (หมายถึงต่อหน้ากับลับหลัง)
เมื่อเจอปัญหานี้ หมี่เจี้ยนที่ถูกต้อนให้จนมุมกลับไม่ตื่นตระหนก "ทุกคนต่างก็มองว่าเขาเป็นแฟนฉัน งั้นเธอก็มองว่าเขาเป็นแฟนฉันเถอะ"
พูดจบ หมี่เจี้ยนก็ยิ้มแล้วถามว่า "เช้าขนาดนี้ ทำไมพวกเธอถึงมากันเร็วจัง?"
ซีเจี๋ยชี้ไปที่เว่ยเหรินเจี๋ยและหลงไป่หลิง "ถามพวกเขาเถอะ ฉันคนโสดไม่มีสิทธิมนุษยชน ถูกลากมาต่างหาก"
หลงไป่หลิงหันมองหมี่เจี้ยนแล้วพูดว่า "เดิมทีก็อยากจะชวนเธอเหมือนกัน แต่รูมเมทเธอบอกว่าคุณน้าทั้งสองมาปักกิ่ง พวกเราเลยไม่ได้ไปตาม"
ภายใต้สายตาจ้องมองของคนแซ่ซี จางเซวียนจึงพูดประโยคแรกออกมา "งั้นมานั่งรวมโต๊ะกันไหม จะได้คึกคัก?"
ซีเจี๋ยทำท่าทางขอร้องให้ปล่อยเธอไป "ไม่ล่ะ วันนี้ฉันเป็น กขค. มาครั้งหนึ่งแล้ว ไม่อยากเป็นครั้งที่สองหรอก"
จางเซวียนดึงสายตากลับมาเงียบๆ ไม่พูดอะไรอีก
ตอนนี้เขายังจำคำพูดของซีเจี๋ยเมื่อเช้าวันนั้นได้ดี: ฉันชอบกินคนเดียวมาตั้งแต่เด็ก ไข่ดาวทอดก็ไม่อยากแบ่งใคร
จางเซวียนยื่นเมนูให้หมี่เจี้ยน
อาหารเช้าไม่ได้ราคาแพงอะไร เพื่อให้พ่อแม่และลุงป้าได้ลิ้มลองของแปลกใหม่ หมี่เจี้ยนจึงสั่งเมนูขึ้นชื่อของร้านมาอย่างละหนึ่ง
อย่างเช่น ตับตุ๋น, ซาลาเปา, ไส้ทอด, ขนมวานโต้วหวง (ขนมถั่วเหลืองกวน), จ้าเกอจือ (แป้งทอดกรอบ)
และรวมถึงหลูจู่ (เครื่องในตุ๋น) ซึ่งเป็นของว่างสัญลักษณ์ของปักกิ่ง
หลิวอี๋ชอบกินตับตุ๋นกับขนมวานโต้วหวง ส่วนหมี่เพ่ยชอบหลูจู่เป็นพิเศษ
ลุงกับป้าสะใภ้กินได้ทุกอย่าง มาครั้งแรกก็รู้สึกว่าอะไรๆ ก็สดใหม่ไปหมด
ความจริงแล้วความชอบของหลิวอี๋กับหมี่เพ่ยนั้น จางเซวียนรู้ทะลุปรุโปร่งมานานแล้ว นี่จึงเป็นเหตุผลที่เขาเห็นด้วยอย่างยิ่งตอนที่หมี่เจี้ยนบอกว่าจะมาทานตับตุ๋นร้านเหยาจี้
แต่ในขณะที่เขากินหลูจู่ ก็อดบ่นพึมพำในใจไม่ได้: ร้านตับตุ๋นเหยาจี้นี่ฮวงจุ้ยไม่ดี ชงกับดวงตกฟากของเขา วันหลังทางที่ดีมาให้น้อยหน่อยจะดีกว่า
ทานอาหารเช้าไปได้ครึ่งทาง เถาเกอก็โทรมา
พอรับสาย เถาเกอก็ถามเข้าประเด็นทันที "นายอยู่ไหน?"
จางเซวียนอ้างว่าในร้านเสียงดังเกินไป พูดฮัลโหลๆ สองสามครั้งแกล้งทำเป็นไม่ได้ยินเสียงจากโทรศัพท์ แล้วเดินออกไปนอกร้าน
เห็นดังนั้น เถาเกอจึงถาม "ไม่สะดวก? หรือสัญญาณไม่ดี?"
จางเซวียนไม่สนใจ บอกสถานที่ไปตรงๆ
เถาเกอคิดครู่หนึ่งแล้วพูดว่า "ในเมื่อนายอยู่กับครอบครัวหมี่เจี้ยน งั้นเอาเบอร์โทรหอพักของซีเจี๋ยมาให้พี่ พี่จะไปหาเธอที่เป่ยต้าเอง"
จางเซวียนหลุบตาลง "ซีเจี๋ยไม่อยู่เป่ยต้า ก็อยู่ที่ร้านตับตุ๋นเหยาจี้เหมือนกัน"
เถาเกออึ้งไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็เดาะลิ้นอย่างสะใจ "เอาสองคนมาเจอกันนายไปเอาความกล้ามาจากไหน?"
จางเซวียนถอนหายใจ อธิบายไปรอบหนึ่งแล้วพูดว่า "งั้นคุณไปพักผ่อนก่อนไหม รอซีเจี๋ยกลับไปแล้วค่อยไปหาเธอ?"
เดิมทีเถาเกอคิดจะบุกมาที่ร้านตับตุ๋นเหยาจี้เพื่อพาซีเจี๋ยออกไปเลย แต่พอนึกถึงว่าครอบครัวหมี่เจี้ยนคุ้นเคยกับเธอ ความคิดนี้จึงต้องล้มเลิกไป
เถาเกอพูดว่า "ชาตินี้พี่คงติดหนี้นายจริงๆ พี่จะหาที่รออยู่แถวนอกร้าน พอซีเจี๋ยทานเสร็จออกมา นายส่งข้อความหาฉันนะ ฉันจะได้ดักรอ"
จางเซวียนได้สติกลับมา "คุณยุ่งมากเหรอ?"
เถาเกอตอบ "ก็ไม่ได้ยุ่งมาก แต่มีธุระนิดหน่อย"
จางเซวียนพูด "ลำบากคุณแล้ว"
เถาเกอพูด "นายก็เลิกพูดคำเกรงใจพวกนี้ได้แล้ว มีเวลาว่างก็มาทานข้าวกับพี่สักมื้อ"
พอกลับเข้ามาในร้าน จางเซวียนก็นั่งทานอาหารเช้าต่อ คุยเล่นกับหมี่เจี้ยน
ไม่นานนัก ซีเจี๋ยทั้งสามคนก็เดินออกไป ชายวัยกลางคนในร่างเด็กหนุ่มเอามือซ้ายล้วงกระเป๋า พิมพ์ข้อความหาเถาเกอโดยไม่มองแป้น: ซีเจี๋ยออกมาแล้ว
......
หลังอาหารเช้า คณะเดินทางก็มาถึงห้างสรรพสินค้าอิ๋งไท่ที่ซานหลี่ถุน
วันนี้เป็นวันเปิดห้าง
แม้ว่าจะมีห้างสรรพสินค้าสองแห่งในกว่างโจวและเซี่ยงไฮ้แล้ว แต่หลิวอี๋และหมี่เพ่ยเพิ่งจะเคยเห็นธุรกิจของเขาเป็นครั้งแรก
เมื่อก่อนเคยอ่านรายงานในหน้าหนังสือพิมพ์ สื่อต่างพากันยกย่องให้ห้างสรรพสินค้าอิ๋งไท่เป็นห้างอันดับหนึ่งของจีน เป็นเพดานบินของห้างสรรพสินค้าในประเทศ และเป็นต้นแบบในระดับเอเชีย หรือแม้แต่มองไปในระดับโลก
ด้วยความอยากรู้อยากเห็น หลิวอี๋ทั้งสี่คนเดินชมตั้งแต่ชั้น 1 ไปจนถึงชั้น 7 แล้วก็ย้อนกลับมาที่ชั้น 3
เมื่อยืนอยู่ที่ชั้น 3 มองลงมายังห้างที่เนืองแน่นไปด้วยผู้คน ป้าสะใภ้ก็กระซิบถามลุงว่า
"คนเยอะขนาดนี้ วันหนึ่งคงหาเงินได้ไม่น้อยเลยใช่ไหม?"
เนื่องจากเรื่องของหมี่เจี้ยน ลุงจึงเคยใส่ใจเรื่องพวกนี้มาก่อน "ในหนังสือพิมพ์มีรายงาน ห้างสรรพสินค้าอิ๋งไท่ที่เซี่ยงไฮ้เปิดเมื่อเดือนกรกฎาคม ว่ากันว่ามีคนเข้าใช้บริการประมาณ 440,000 คนต่อวัน ยอดใช้จ่ายต่อหัวมากถึง 25 หยวนเลยทีเดียว"
ป้าสะใภ้ตะลึง "งั้นวันหนึ่งกระแสเงินสดก็ 11,000,000 กว่าหยวนเลยสิ?"
ลุงพยักหน้า "ก็ราวๆ นั้น"
ต่างจากลุงและป้าสะใภ้ คู่สามีภรรยาหลิวอี๋และหมี่เพ่ยอยู่ในสภาวะที่ค่อนข้างสงบนิ่ง สายตานอกจากจะกวาดมองไปทั่วห้างสรรพสินค้าอิ๋งไท่แล้ว ส่วนใหญ่ยังจับจ้องไปที่จางเซวียนซึ่งกำลังสื่อสารกับพนักงานบริหารของห้าง
สังเกตจางเซวียนอยู่ครู่หนึ่ง จู่ๆ หลิวอี๋ก็กดเสียงต่ำพูดว่า "ฉันยังคงงุนงงในตัวจางเซวียนมาจนถึงตอนนี้"
หมี่เพ่ยถาม "ด้านไหน?"
หลิวอี๋เอ่ยปาก "เขาอายุน้อยแค่นี้ ทำไมถึงเขียนหนังสือที่มีชื่อเสียงขนาดนั้นได้?"
หมี่เพ่ยไม่ค่อยแปลกใจเรื่องนี้นัก "ในด้านวรรณกรรม ทุกยุคทุกสมัยย่อมมีอัจฉริยะ แม้จำนวนจะน้อย แต่ก็ไม่ได้หาได้ยาก"
หลิวอี๋พูดต่อ "ยังมีเรื่องที่งุนงงยิ่งกว่า ตลอดสองปีมานี้ฉันคอยสังเกตท่าทีของจางเซวียนที่มีต่อเจี้ยนเป่า แต่กลับพบว่ามันเสมอต้นเสมอปลายอย่างน่าประหลาด ความรู้สึกรักใคร่เอ็นดูแบบนั้นไม่ได้ดูเสแสร้งเลย
แต่ในเมื่อเขาชอบเจี้ยนเป่าขนาดนี้ ทำไมยังต้องไปพัวพันไม่เลิกรากับแม่หนูตู้ซวงหลิงคนนั้นด้วย?"
เรื่องนี้หมี่เพ่ยก็สงสัย ไม่รู้จะตอบอย่างไรเหมือนกัน
หลิวอี๋มองดูฝูงชนที่เดินขวักไขว่ ถอนหายใจอย่างจนใจพลางเปรยว่า "ถ้าไม่ใช่เพราะเจี้ยนเป่าตกหลุมรักจางเซวียนตั้งแต่แรกเห็น ถ้าไม่ใช่เพราะคุณยืนกรานแต่แรกว่าจะไม่แทรกแซงความรักของเจี้ยนเป่า เราคงไม่เดินมาถึงจุดนี้กันหรอก
ตอนนี้เป็นไงล่ะ จะขึ้นก็ไม่ได้ จะลงก็ไม่ลง อึดอัดจะตาย
บางครั้งฉันยังเคยคิดเลยว่า ฉันลาออกจากงาน แล้วพาครอบครัวย้ายไปอยู่ในที่ที่ไม่มีใครรู้จักแล้วเริ่มต้นชีวิตใหม่ดีไหม"
หมี่เพ่ยเงียบกริบ สถานการณ์ตอนนี้ ยิ่งจางเซวียนประสบความสำเร็จมากขึ้นเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งขาดความมั่นใจกว่าเมื่อก่อน
พวกเขาไม่ได้หวังเงินทองหรือชื่อเสียงของจางเซวียน ถ้าลูกสาวกับจางเซวียนไปกันไม่รอด อย่างมากก็แค่เลิกกัน
ก็แค่คบหาดูใจกัน การเลิกราแม้อาจจะดูไม่ดี แต่การพบและพรากก็เป็นเรื่องปกติของมนุษย์
แต่ตอนนี้ญาติพี่น้องรอบข้างต่างก็คาดหวังว่าจางเซวียนกับเจี้ยนเป่าจะลงเอยกัน และลูกสาวเองก็ดูเหมือนจะไม่อยากเดินออกมา นี่แหละคือจุดที่น่าลำบากใจ
วันเปิดห้างงานยุ่งมาก
แม้จางเซวียนในฐานะบอสใหญ่จะไม่ต้องลงไปลุยแนวหน้าด้วยตัวเอง แต่ก็อดทนดูดายไม่ได้ ช่วยจัดการเรื่องราวไปหลายอย่าง
ตอนเที่ยง จางเซวียนถามเผิงจื้อหย่ง "สถานการณ์ห้างช่วงเช้าเป็นไงบ้าง?"
เผิงจื้อหย่งตอบอย่างฉะฉาน "ดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ครับ เมื่อกี้ประเมินคร่าวๆ กระแสเงินสดแตะ 6,000,000 กว่าหยวนแล้ว"
จางเซวียนพอใจมาก จากนั้นก็กำชับอย่างจริงจัง "บ่ายนี้ผมจะไปแล้ว ทางนี้ฝากคุณด้วยนะ ทำให้เต็มที่"
"ครับ ประธานจาง" เผิงจื้อหย่งรับคำ
เพื่อสัมผัสบรรยากาศ มื้อเที่ยงจึงทานกันที่ชั้น 7 ของห้าง
หลังอาหาร ทั้งคณะก็เดินทางไปถึงสนามบิน
หมี่เจี้ยนเดินทางกลับมณฑลเซียงพร้อมกับทุกคน
หลิวอี๋เดิมทีจะไม่ยอม ด้วยความเคยชินที่เป็นห่วงความปลอดภัยของเจี้ยนเป่าตอนกลับมหาวิทยาลัย แต่พอเหลือบมองเฉินอินที่ตามมาด้วย คำพูดที่จ่ออยู่ที่ปากก็กลืนลงคอไป
ลูกสาวโตแล้วสินะ มีผู้ชายคอยห่วงใย แถมยังจัดหาบอดี้การ์ดหญิงมาให้ หลิวอี๋แม้จะไม่รู้ว่าบอดี้การ์ดคนนี้เงินเดือนเท่าไหร่ แต่ก็เห็นความใจป้ำและความใส่ใจของจางเซวียนอยู่ในสายตา
จางเซวียนก็ขึ้นเครื่องบินไปด้วย ตั้งใจจะกลับบ้านสักรอบ
เมื่อคืนโทรคุยกัน ทราบว่าภรรยาของเขากำลังพาแม่สาวเหวินฮุ่ยและโจวชิงจู๋ไปเก็บเห็ดทั่วภูเขา ต้องกลับไปดูเสียหน่อย
ตอนข้าวตั้งท้อง โดยทั่วไปจะมีเห็ดให้เก็บ และตอนข้าวสุกงอมจะเป็นฤดูกาลที่มีเห็ดมากที่สุด ตอนนี้เป็นช่วงที่เห็ดป่าออกผลผลิตสูงสุดพอดี
เนื่องจากครอบครัวหมี่เจี้ยนต้องตรงไปเยี่ยมคุณยายที่เมืองเสินโจว จางเซวียนจึงไม่ได้แวะพักที่ฉางซาหลังจากลงเครื่อง แต่ต่อนั่งรถกลับตำบลเฉียนเลย
ตอนผ่านเมืองฉางซา เขานึกถึงครูเว่ยเวย นึกถึงลูกแบดมินตันที่สวยงามลูกนั้น
แล้วก็นึกถึงเรื่องซื้อบ้าน จึงสั่งจ้าวเล่ยว่า "ถ้ามีเวลาคุณไปหาซื้อคอนโดแถวหูต้าให้ผมสักห้องนะ"
จ้าวเล่ยพยักหน้า แสดงว่ารับทราบ
ไม่ได้นั่งรถบัสมานานแล้ว คิดว่าที่บ้านตอนนี้คงเป็นฤดูเก็บเกี่ยวที่งานยุ่ง จางเซวียนจึงไม่ได้แจ้งให้ตู้เค่อต้งมารับในครั้งนี้ แต่นั่งรถบัสกลับมาถึงตำบลเฉียนเอง
กิจการร้านเมล็ดพันธุ์ของบ้านตระกูลตู้ดีมาก มีคนมาซื้อเมล็ดพันธุ์ผักสำหรับฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาวมากมาย
ไม่ได้เข้าไปในบ้าน เขาหิ้วของฝากไปบ้านคุณป้าจางหรูก่อน
ป้าใหญ่สุขภาพยังแข็งแรงเหมือนเดิม พอไปถึงก็พบว่าท่านกำลังยืนด่ากราดกับคนอื่นอยู่
เอาเถอะ เรียกว่าด่ากราดกับคนอื่น แต่จริงๆ คือการบดขยี้อยู่ฝ่ายเดียว หญิงวัยกลางคนบ้านตรงข้ามด่าสู้ไม่ได้เลย ฝั่งนี้รัวคำด่าออกมาสามประโยค "ปิ้ว ปิ้ว ปิ้ว" ฝั่งนั้นเพิ่งจะเค้นออกมาได้ประโยคเดียว
ยืนดูอยู่ตรงหัวมุมสักพัก ชายวัยกลางคนในร่างเด็กหนุ่มก็รู้สึกกระอักกระอ่วนใจ ป้าใหญ่ผู้เก่งกาจของผมเอ๋ย ชีวิตนี้ท่านช่างไม่ยอมเสียเปรียบใครจริงๆ
ลองนึกถึงแม่ของตัวเอง นอกจากตอนที่ผิดใจกับอ้ายชิงแล้ว ในหมู่บ้านแทบไม่เคยหน้าแดงใส่ใคร บางครั้งต่อให้ได้รับความไม่เป็นธรรม ก็สามารถย่อยสลายอารมณ์ได้ด้วยตัวเอง
ตามคำพูดของหร่วนซิ่วฉินที่ว่า: สมมติว่าลูกถูกหมาบ้ากัดข้างถนน ลูกจะกัดตอบมันไหมล่ะ?
แน่นอน จางเซวียนรู้ว่าแม่จิตใจดีเป็นส่วนหนึ่ง
อีกส่วนหนึ่งคือแม่โตมาในเมืองตั้งแต่เด็ก อายุสิบกว่าปีถึงได้ถูกส่งลงชนบท จะให้ไปด่ากราดก็ด่าไม่ชนะหรอก ไม่ใช่คู่ต่อสู้เลย
"จางหรู! จางหรู! เลิกด่าได้แล้ว นักเขียนใหญ่หลานชายเธอมาเยี่ยมแล้วน่ะ" มีพวกตาไวชอบยุ่งเรื่องชาวบ้านตะโกนบอกทันที
พอได้ยิน จางหรูก็เก็บรังสีอำมหิตทันควัน หันกลับมาเดินหาจางเซวียนด้วยความดีใจ ท่าทางแบบนี้ ไม่มีเค้าความดุร้ายเมื่อกี้แม้แต่นิดเดียว
แต่ดูเหมือนจะไม่ค่อยให้เกียรติคน ไม่ให้เกียรติคู่ต่อสู้ ไม่เห็นเหรอว่าคนบ้านตรงข้ามยังโกรธจนหัวฟัดหัวเหวี่ยงอยู่?
ป้าใหญ่ดึงมือเขาไปกุม "กลับมาแล้วเหรอ เมื่อวานลุงเขยเธอลงนาจับปลาไหลมาได้ 2 จินกว่า เดี๋ยวป้าจะทำปลาไหลผัดเผ็ดให้กิน"
"ครับ ผมชอบกินกับข้าวฝีมือป้าที่สุดเลย"
จางเซวียนเดินเข้าไปในบ้าน พบว่าหยางหัวก็อยู่ด้วย กำลังปะยางรถจักรยานอยู่
มองหาไปรอบบ้าน ไม่เจอลุงเขย เขาจึงถาม "ลุงเขยไปไหนครับ?"
ป้าใหญ่บอก "มีข้าราชการอาวุโสเสียชีวิต เขาไปร่วมงานศพ"
"กลับมารับเมียเหรอ?" หยางหัวรินน้ำให้เขาแล้วเอ่ยแซว
จางเซวียนดื่มน้ำรวดเดียวหมด ไม่ได้ปิดบัง "พอดีมีเวลา ก็เลยกลับมาดูหน่อย ไม่ค่อยวางใจปล่อยพวกเธอสามคนวิ่งวุ่นไปทั่วภูเขา"
หยางหัวพูด "เรื่องนี้ไม่ต้องห่วง เมื่อเช้าฉันเพิ่งไปส่งทีวีที่หมู่บ้านนาย เห็นป้าสะใภ้พาซวงหลิงกับเพื่อนๆ ขึ้นเขาด้วยตัวเองเลย"
แม่พาขึ้นเขาด้วยตัวเองก็ดี เขาค่อยวางใจลงหน่อย วางแก้วลงแล้วพูดกับหยางหัวว่า "ขอกุญแจมอเตอร์ไซค์นายหน่อย ฉันจะไปบ้านพ่อตา"
หยางหัวล้วงกุญแจออกมาจากกระเป๋า "ขับช้าๆ หน่อยนะ ทางนั้นกำลังทำถนน"
"รู้แล้ว"
ไม่ได้ขี่มอเตอร์ไซค์มานาน ท่ามกลางแสงอาทิตย์ยามเย็น ลมตีเสื้อจนพองฟู ช่างสบายอารมณ์จริงๆ
ไปถึงบ้านตระกูลตู้ก็คว้าน้ำเหลว ถามดูถึงรู้ว่าตู้เค่อต้งไปทำธุระที่เสี่ยวซาเจียง
อ้ายชิงอยู่ที่โรงพยาบาล ยังไม่กลับบ้าน
เลี้ยวรถไปโรงพยาบาล คราวนี้เจออ้ายชิงแล้ว แม่ยายกำลังนั่งแทะเมล็ดแตงโมคุยเล่นกับคนอื่นอยู่
เห็นจางเซวียนเดินมาจากทางเดิน หมอคนหนึ่งรีบเตือนทันที "อ้ายชิง ลูกเขยเล็กของเธอมาแล้วแน่ะ"
"พอเลยๆ เหล่าอ้าย เธอแกล้งฉันอีกแล้ว ตัวเขาอยู่ปักกิ่งนู่น" อ้ายชิงรู้จากตู้ซวงหลิงนานแล้วว่าจางเซวียนไปไหน มีห้างเปิดใหม่ที่ปักกิ่ง เขาต้องเฝ้าอยู่ที่นั่น
"ไม่เชื่อเธอลองหันไปดูข้างหลังสิ" เหล่าอ้ายปรายตามองไปทางจางเซวียน
"ไม่ดู เมื่อวานยังคุยโทรศัพท์กับเขาอยู่เลย" เพื่อนร่วมงานที่โรงพยาบาลชอบเอาลูกเขยเล็กมาล้อเล่นกับเธอบ่อยๆ จนตอนนี้เธอมีภูมิคุ้มกันแล้ว
"แม่ครับ"
สิ้นเสียงคำว่าแม่ อ้ายชิงก็ดีดตัวลุกจากเก้าอี้ทันที
"กลับมาเมื่อไหร่ หิวไหม กินข้าวเย็นหรือยัง?" อ้ายชิงรัวคำถามมาเป็นชุด
จางเซวียนตอบ "เพิ่งถึงตำบลเฉียนครับ พอดีพ่อไม่อยู่บ้าน เลยมาดูที่โรงพยาบาล แม่จะเลิกงานหรือยังครับ?"
"เหล่าอ้าย ฝากดูทางโรงพยาบาลหน่อยนะ มีอะไรโทรเข้ามือถือฉัน ฉันไปก่อนล่ะ" อ้ายชิงเก็บของเตรียมตัวกลับ
"เออ ไปทำธุระเถอะ ทางนี้ฉันดูเอง" เหล่าอ้ายตอบรับ
อ้ายชิงอยากจะกลับบ้านไปทำกับข้าวให้เขากิน แต่กลับถูกจางเซวียนพาไปที่บ้านจางหรูแทน
จางเซวียนถาม "คืนนี้ซวงหลิงจะกลับมาไหมครับ?"
อ้ายชิงตอบ "พวกเธอไปกันตั้งแต่เมื่อเช้า คืนนี้คงไม่กลับ จะไปเที่ยวข้างบนสักสองวัน"
หลังอาหารค่ำ จางเซวียนพาอ้ายชิงกลับหมู่บ้านซ่าง
หมาเหลืองตาไวที่สุด ได้กลิ่นก็ออกมาต้อนรับแล้ว วิ่งวนพันแข้งพันขาอย่างร่าเริง
ไม่ได้เจอกันนาน เห็นมันแล้วรู้สึกผูกพัน จางเซวียนเลิกแกล้งมัน เอื้อมมือไปลูบหัวหมา แล้วเดินเข้าประตูรั้วไป
แต่พอเข้าไปข้างใน ชายวัยกลางคนในร่างเด็กหนุ่มก็ขำก๊าก กลั้นขำแทบไม่อยู่
หร่วนซิ่วฉินกำลังพาตู้ซวงหลิง, เหวินฮุ่ย และโจวชิงจู๋ สามสาวนั่งทำความสะอาดเห็ดอยู่ที่ลานบ้าน
แต่โจวชิงจู๋นี่มันตัวอะไรเนี่ย?
แก้มทั้งสองข้างบวมเป่ง เหมือนหัวหมูไม่มีผิด มองปราดเดียวก็รู้ว่าโดนผึ้งต่อย
เห็นจางเซวียนโผล่มาอย่างกะทันหัน ทั้งสี่คนข้างในต่างแปลกใจมาก
ตู้ซวงหลิงรีบเดินเข้ามาหา ถามยิ้มๆ ว่า "ทำไมกลับมาแล้วล่ะ? ทำไมไม่บอกล่วงหน้าเลยคะ?"
จางเซวียนจับมือเธอ "ธุระที่ปักกิ่งเสร็จแล้ว เป็นห่วงเธอ ก็เลยกลับมาดู"
"อื้ม..."
เห็นเขาจับมือเธอต่อหน้าคนนอกอย่างไม่ลังเล บวกกับคำพูดนี้ ตู้ซวงหลิงตายิ้มจนโค้งหยี แววตาแทบจะหยาดเยิ้มออกมาเป็นน้ำ พอใจกับคำพูดนี้มาก
จางเซวียนสบตากับเหวินฮุ่ยเงียบๆ แวบหนึ่ง จากนั้นต่างฝ่ายต่างละสายตา เขาถามโจวชิงจู๋ว่า "เจ็บไหม ไปทายาที่โรงพยาบาลไหม?"
โจวชิงจู๋โบกมือ "ไม่เป็นไร โดนผึ้งต่อยตอนเที่ยง ตอนนี้ยุบลงไปเยอะแล้ว"
จางเซวียนจ้องหน้าโจวชิงจู๋มองซ้ายมองขวา "ทำไมไม่ระวังเลย ไปแหย่รังแตนที่ไหนมาถึงได้สภาพนี้?"
โจวชิงจู๋ทำมือประกอบท่าทาง "ฉันบังเอิญไปเจอเห็ดโคนดงใหญ่บนเขา ตอนนั้นดีใจเกินไป วิ่งไม่ดูตาม้าตาเรือเลยโดนผึ้งรุมต่อย ดีนะที่วิ่งเร็ว ไม่งั้นคงดูไม่จืดกว่านี้"
เห็นตู้ซวงหลิงกับเหวินฮุ่ยกลั้นขำ จางเซวียนเลยปล่อยก๊ากออกมา
อ้ายชิงดูแผลอย่างละเอียด พบว่าไม่มีเหล็กในฝังอยู่บนหน้า ยืนยันว่าเป็นผึ้งธรรมดาต่อย ก็เบาใจ "เดี๋ยวทายาให้ คืนนี้นอนสักตื่น พรุ่งนี้เช้าก็หายเป็นปกติแล้ว ไม่ต้องห่วง"
เห็ดเต็มพื้น ทำความสะอาดเศษดินเศษหญ้าเสร็จ ชั่งน้ำหนักดู ได้ 58 จินกว่า
จางเซวียนเอ่ยชม "พวกเธอสามคนเก่งจริงๆ"
ตู้ซวงหลิงบอก "ฝีมือแม่ทั้งนั้นแหละค่ะ พวกเราสามคนเก็บได้แค่ครึ่งเดียวเองมั้ง"
ได้ยินคำว่า แม่ คำนี้ จางเซวียนแอบชำเลืองมองเหวินฮุ่ย พบว่าหญิงสาวดูเหมือนจะไม่มีปฏิกิริยาอะไร กำลังก้มหน้าล้างยางเห็ดที่มืออยู่
ทั้งสี่คนยังไม่ได้กินข้าวเย็น พอจัดการเห็ดเสร็จ หร่วนซิ่วฉินก็วิ่งไปวุ่นอยู่ในครัวหลังบ้าน
เหวินฮุ่ยตั้งใจจะเข้าไปช่วย แต่หร่วนซิ่วฉินไม่ยอม "มือหนูตอนนี้มีค่ามากนะ อย่าเข้าครัวง่ายๆ เลย"
เหวินฮุ่ยยิ้มหวาน ไม่รู้จะตอบอย่างไรดี ในความคิดของเธอ ไม่ว่าฝีมือทำอาหาร หรือทักษะเปียโน ล้วนมีไว้เพื่อรับใช้ชีวิต เธอไม่มีทางไม่ยอมมีลูกเพราะกลัวเสียหุ่นแน่นอน
เห็นอ้ายชิงกำลังเป็นลูกมือในครัว และตู้ซวงหลิงคุยโทรศัพท์กับหยางหย่งเจี้ยนอยู่ จางเซวียนจึงถามเหวินฮุ่ย "มาชนบทครั้งแรก รู้สึกยังไงบ้าง?"
"ก็ดีนะ สนุกกว่าที่จินตนาการไว้เสียอีก" เหวินฮุ่ยตอบตามความจริง
นั่นเป็นเพราะอยู่บ้านฉันต่างหาก ถ้าให้เธอไปเจอส้วมหลุมแบบบ้านนอก หรืออาบน้ำในกะละมังไม้ รับรองเธออยู่ไม่ได้เกินวันแน่
"ในเมื่อชอบ วันหลังก็มาเที่ยวที่นี่บ่อยๆ สิ" จางเซวียนพูดตามน้ำ
แต่พอพูดจบก็พบว่าเหวินฮุ่ยใช้สายตาแปลกๆ มองเขา เขาจึงรีบเสริมว่า "ในฐานะเพื่อนน่ะ"
เหวินฮุ่ยละสายตา มองออกไปที่ทิวเขายาวเหยียดแล้วพูดว่า "ฉันตั้งใจว่าจะกลับไปเรียนต่อปริญญาโทที่เซี่ยงไฮ้"
จางเซวียนเงียบ

ตอนก่อน

จบบทที่ บทที่ 693 ซีเจี๋ยและหมี่เจี้ยนพบกัน [ฟรี]

ตอนถัดไป