บทที่ 718 ชะตาใครชะตามัน [ฟรี]

บทที่ 718 ชะตาใครชะตามัน [ฟรี]
สองชั่วโมงครึ่ง เครื่องบินก็เดินทางจากกว่างโจวมาถึงเซี่ยงไฮ้
ทันทีที่คณะเดินทางลงจากเครื่อง ก็ได้พบกับกลุ่มคนมารอรับ นำโดย ฟ่านฟางลี่ และ โจวหรง
จางเซวียนถามตู้ซวงหลิงว่า "ซวงหลิง เธอจะไปกับฉัน หรือจะไปพักที่บ้านเหวินฮุ่ย?"
ตู้ซวงหลิงหันไปมองโจวชิงจู๋ ก่อนจะตอบเขาว่า "ฉันไปกับคุณ พรุ่งนี้ค่อยไปบ้านฮุ่ยฮุ่ย"
จางเซวียนพยักหน้า แล้วหันไปบอกเหวินฮุ่ยกับโจวชิงจู๋ว่า "งั้นพวกเราไปก่อนนะ เจอกันพรุ่งนี้"
"อือ" เหวินฮุ่ยยิ้มให้อย่างอ่อนโยน จากนั้นก็พาโจวชิงจู๋เดินตรงไปยังจุดที่โจวหรงยืนคอยอยู่
ฟ่านฟางลี่ทักทายตู้ซวงหลิงตามมารยาทแล้วเอ่ยถาม "บอสคะ จะไปที่ไหนก่อนดี? ไปที่ห้างสรรพสินค้า หรือไปจางเจียงคะ?"
จางเซวียนตอบไม่ตรงคำถาม "เรื่องบ้านเป็นยังไงบ้าง?"
ฟ่านฟางลี่รายงาน "บ้านที่เขต YP ยังต้องระบายอากาศอยู่ค่ะ ส่วนวิลล่ามีเป้าหมายแล้ว กำลังอยู่ในช่วงเจรจาต่อรอง"
จางเซวียนเอื้อมมือไปกุมมือตู้ซวงหลิง "ไปห้าง? หรือจะไปโรงงานผลิตโทรศัพท์มือถือ?"
ตู้ซวงหลิงรู้ดีว่าฟ่านฟางลี่เป็นผู้บริหารระดับสูงของโรงงานผลิตมือถือ จึงเออออตามน้ำไปว่า "ไปโรงงานมือถือเถอะ ฉันอยากไปดูที่นั่นพอดี"
พอรู้ว่า 'นายหญิง' ต้องการไปดูโรงงาน ฟ่านฟางลี่ก็กระตือรือร้นขึ้นมาทันที รีบชวนตู้ซวงหลิงคุยจ้อไม่หยุด
ในสายตาของพวกฟ่านฟางลี่ แม้บอสจะมีเพื่อนสาวคนสนิทหลายคน แต่ดูจากสถานการณ์ปัจจุบัน สถานะของคุณหนูตู้คนนี้มั่นคงดั่งภูผา มีความเป็นไปได้สูงมากที่จะได้เลื่อนขั้นเป็นนายหญิงตัวจริง
ด้วยการประเมินเช่นนี้ ต่อให้ไม่ต้องถึงขั้นประจบสอพลอ แต่การผูกมิตรไว้ถือเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่ง
ขืนทำให้ตู้ซวงหลิงไม่ประทับใจ แล้วเธอกลับไปเป่าหูบอส ความพยายามอย่างหนักตลอดหลายปีที่ผ่านมาอาจสูญเปล่าได้!
ตอนนี้บอสของพวกเธอทั้งรวย ทั้งมีอิทธิพล อสังหาริมทรัพย์อิ๋งไท่กำลังรุ่งโรจน์ อิ๋งไท่เทคโนโลยีก็ทำเงินมหาศาล เงินเดือนสูง โบนัสเยอะ แถมบอสยังเคยเปรยๆ ว่าอนาคตจะแจกหุ้นลมให้พนักงาน มีแต่คนโง่เท่านั้นที่ไม่รู้จักรักษาตำแหน่งงานในตอนนี้ไว้
เมื่อผู้ใหญ่ของเซี่ยงไฮ้ได้ยินว่ากำไรของ 'เสี่ยวหลิงทง' ในเดือนธันวาคมสูงถึง 146 ล้านหยวน แถมบริษัทยังปฏิเสธนโยบายลดหย่อนภาษี และยืนกรานจะจ่ายภาษีเต็มจำนวนเหมือนบริษัททั่วไป เขาก็รู้สึกสะเทือนใจมาก
นี่สิวิสาหกิจรักชาติ! นี่สิแบบอย่างของความรักชาติ!
หลังจากนั้นก็มีการลงพื้นที่ตรวจสอบ เมื่อเห็นว่าศูนย์วิจัยและพัฒนาโทรศัพท์มือถือเต็มไปด้วยศาสตราจารย์และนักศึกษาระดับหัวกะทิจากมหาวิทยาลัยชั้นนำ ผู้ใหญ่ของเซี่ยงไฮ้ก็มั่นใจทันทีว่า อิ๋งไท่เทคโนโลยีไม่ใช่แค่พวกดีแต่ปากที่มาหลอกเอานโยบายหรือที่ดิน แต่ตั้งใจจะทำธุรกิจเพื่อชาติเพื่อประชาชนจริงๆ
หลังจากเดินดูจนทั่ว ผู้ใหญ่ของเซี่ยงไฮ้ก็พอใจมาก แล้วถามหลี่เหมยที่เป็นผู้รับผิดชอบบริษัทว่า "ตอนนี้อิ๋งไท่เทคโนโลยีขาดแคลนอะไรมากที่สุด?"
หลี่เหมยตอบ "หนึ่งคือบุคลากร สองคือที่ดินสำหรับขยายโรงงานค่ะ"
หลี่เหมยไม่ได้เอ่ยถึงสิ่งที่ธุรกิจส่วนใหญ่ต้องการมากที่สุดอย่าง 'เงินทุน'
ผู้ใหญ่ของเซี่ยงไฮ้เองก็รู้ดีอยู่เต็มอก ว่านักเขียนใหญ่ผู้นั้นอาจจะขาดแคลนหลายสิ่ง แต่สิ่งที่เขาไม่ขาดแน่นอนคือเงิน
หลังจากยืนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายผู้ใหญ่ท่านนั้นก็โบกมือ อนุมัติที่ดิน 75 หมู่ ให้อิ๋งไท่เทคโนโลยีทันที ในราคาหมู่ละ 160,000 หยวน ซึ่งถือเป็นราคาถูกเหมือนให้เปล่า
นอกจากนี้ยังสั่งให้ลูกน้องไปช่วยประสานงานกับมหาวิทยาลัยชื่อดังในแถบภาคตะวันออก เพื่อส่งต่อบุคลากรเก่งๆ มาให้อิ๋งไท่เทคโนโลยี
ด้วยนโยบายที่เน้นปฏิบัติจริงสองข้อนี้จากผู้ใหญ่ของเซี่ยงไฮ้ ทำให้ตอนนี้อิ๋งไท่เทคโนโลยีเปลี่ยนไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง
ตอนที่จางเซวียนพาตู้ซวงหลิงมาถึง โรงงานกำลังขยายการก่อสร้างอาคารผลิตใหม่และหอพักพนักงาน ส่วนภายในโรงงานเก่าก็ทุ่มงบตกแต่งใหม่ มองไปทางไหนก็สะอาด เป็นระเบียบเรียบร้อย พนักงานดูมีชีวิตชีวา เริ่มมีเค้าโครงของบริษัทไฮเทคให้เห็นบ้างแล้ว
ภายใต้การนำชมของฟ่านฟางลี่ ตู้ซวงหลิงได้เปิดหูเปิดตาและมีความเข้าใจใหม่ๆ เกี่ยวกับสำนักงาน สายการผลิต และศูนย์วิจัย
ในวินาทีนี้ เธอเริ่มเห็นด้วยกับคำสัญญาของชายคนรักที่บอกว่าจะรอให้ธุรกิจมือถือประสบความสำเร็จก่อนค่อยแต่งงาน ผู้ชายที่มีเป้าหมายในหน้าที่การงานช่างน่ารัก และผู้ชายที่มุ่งมั่นจดจ่อช่างมีเสน่ห์ที่สุด
เวลาล่วงเลยเข้าสู่ช่วงพลบค่ำอย่างเงียบเชียบ ทั้งสามคนทานมื้อเย็นกันที่โรงอาหาร
จางเซวียนถามด้วยความเป็นห่วง "เป็นไง? กินอาหารทางนี้ไหวไหม?"
ตู้ซวงหลิงตอบเสียงเบา "กับข้าวติดหวาน แต่ก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่หรอก"
จางเซวียนรู้ดีว่าภรรยาของเขาคงกินไม่ค่อยลง ก็แหงล่ะ คนที่กินเผ็ดเป็นชีวิตจิตใจ จู่ๆ ต้องมาเจอกับข้าวรสหวานเลี่ยนเต็มปาก จะกินลงได้ยังไง
พอออกจากโรงงาน จางเซวียนก็พาเธอไปที่ถนนสายอาหารหยุนหนานหนานลู่ ทั้งคู่เลือกร้าน 'เซียนเต๋อไหล' เพื่อกินหมูพอร์คช็อปกับเค้กข้าว
จางเซวียนที่อิ่มมาจากโรงงานแล้ว คอยปรนนิบัติตู้ซวงหลิงกิน "พอไหม? สั่งเพิ่มอีกสักที่ไหม?"
ตู้ซวงหลิงหิวจริงๆ เธอยิ้มตาหยีแล้วกระซิบถาม "ที่รัก จะดูน่าเกลียดไหม?"
"กินได้คือพร ใครกล้าว่าอะไรเดี๋ยวพ่อจะพังร้านให้เละ" จางเซวียนกระพริบตา คุยโวด้วยความป๋า แล้วกวักมือเรียกพนักงานสั่งเพิ่มอีกจาน
เมื่อเห็นเขาดูแลเอาใจใส่ดีขนาดนี้ ตู้ซวงหลิงที่หัวใจพองโตก็ใช้ตะเกียบคีบอาหารป้อนใส่ปากเขา "คุณก็กินด้วยสิ"
จางเซวียนเคี้ยวตุ้ยๆ ต้องยอมรับว่ารสชาติไม่เลวเลย อย่างน้อยรสชาติในยุคนี้ก็ยังถือว่าต้นตำรับ ไม่เหมือนในอนาคตที่คุณภาพตกต่ำลง
พอกินเสร็จ ตู้ซวงหลิงก็ควงแขนเขาเดินเล่นชมตลาดของกินอย่างหวานชื่น ซื้อขนมกินเล่นอีกหลายอย่าง จนปากมันแผลบ พุงกางกันทั้งคู่
กลับมาถึงโรงแรม
หลังจากได้ใช้เวลาส่วนตัวร่วมกันอย่างเต็มอิ่ม จางเซวียนก็โอบกอดเธอไว้แล้วพูดว่า "พรุ่งนี้พวกเธอต้องไปยุโรปแล้ว อยู่ที่นั่นต้องระวังตัวให้มาก อย่าคลาดสายตาจากพวกเฉินเหยียนนะ"
ตู้ซวงหลิงรู้ว่าเขาเป็นห่วง จึงซุกตัวอยู่ในอ้อมกอดเขา แล้วส่งเสียงตอบรับเบาๆ "อื้ม"
คืนนี้ ตู้ซวงหลิงที่จะต้องเดินทางไกลรู้สึกอาลัยอาวรณ์เขาเป็นพิเศษ ทั้งคู่คลอเคลียกันจนดึกดื่นกว่าจะหลับไป
เช้าวันรุ่งขึ้น ตู้ซวงหลิงและโจวชิงจู๋ตามพวกเหวินฮุ่ยขึ้นเครื่องบินมุ่งหน้าสู่เนเธอร์แลนด์ตั้งแต่เช้าตรู่
หลังจากส่งทุกคนเสร็จ ช่วงเช้าจางเซวียนเรียกประชุมผู้บริหารระดับสูงที่โรงงานมือถือ ส่วนช่วงบ่ายก็แวะไปที่ห้างสรรพสินค้า กว่าจะกลับถึงโรงแรมก็ดึกดื่น
หลังอาบน้ำเสร็จ ชายวัยกลางคนในร่างเด็กหนุ่ม เอนตัวพิงหัวเตียง หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาส่งข้อความหา หมี่เจี้ยน : นอนรึยัง?
หมี่เจี้ยนตอบกลับ : ยัง เพิ่งขึ้นเตียง
จางเซวียนถาม : ตอนนี้เธออยู่ที่ไหน? ฉางซา? หรือเสินโจว?
หมี่เจี้ยน : กลับมาเมื่อวาน ตอนนี้อยู่ฉางซา
จางเซวียน : พรุ่งนี้ฉันจะไปหา
หมี่เจี้ยนจ้องมองข้อความอยู่ไม่กี่วินาที ก่อนตอบกลับ : อืม
เมื่อส่งข้อความเสร็จ หมี่เจี้ยนวางโทรศัพท์ คิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วเลิกผ้าห่ม สวมเสื้อคลุมเดินออกจากห้องนอน
เวลานี้ไฟในห้องนั่งเล่นดับหมดแล้ว หมี่เพ่ย และ หลิวอี๋ กลับเข้าห้องนอนไปแล้ว
หมี่เจี้ยนยืนเคาะประตูห้องพ่อแม่ "แม่คะ หลับหรือยัง?"
หลิวอี๋ลุกขึ้นมาเปิดประตู "เจี้ยนเป่า ดึกป่านนี้แล้วมีอะไรลูก?"
หมี่เจี้ยนจ้องตาหลิวอี๋ "พรุ่งนี้เขาจะมาบ้านเราค่ะ"
หลิวอี๋เข้าใจทันทีว่า เขา คือใคร จึงรีบถาม "เขาบอกลูกเมื่อไหร่?"
หมี่เจี้ยนตอบ "เมื่อกี้ค่ะ"
หลิวอี๋อยากจะซักไซ้ต่อ แต่พอเห็นท่าทีของลูกสาว คำพูดก็จุกอยู่ที่คอแล้วกลืนกลับลงไป
เมื่อกลับมาที่เตียง หลิวอี๋บอกหมี่เพ่ยว่า "พรุ่งนี้จางเซวียนจะมา"
ยังไม่ทันที่หมี่เพ่ยจะตอบ หลิวอี๋ก็พูดต่อ "เมื่อก่อนตอนอยู่เมืองซ่าว จางเซวียนก็เคยมาบ้านเรา แต่เจี้ยนเป่าไม่เคยดูให้ความสำคัญขนาดนี้ แล้วตอนนี้มันคือยังไง?"
หมี่เพ่ยพลิกตัว "มาถึงขั้นนี้แล้ว จะมาเสียใจหรือจะเข้าไปแทรกแซงตอนนี้ก็คงไม่ทันแล้ว ปล่อยให้มันเดินหน้าต่อไปเถอะ ดีหรือร้ายก็อยู่ที่วาสนาของเจี้ยนเป่า
ขอแค่ลูกปลอดภัย คนเป็นพ่ออย่างผมพร้อมสนับสนุนลูกเสมอ อย่างมากที่สุดพวกเราสามคนพ่อแม่ลูกก็แค่ย้ายไปอยู่ในที่ที่ไม่มีใครรู้จัก"
หลิวอี๋ตั้งท่าจะแย้ง แต่พอนึกถึงญาติพี่น้องฝั่งบ้านเดิมของตัวเอง และนึกถึงช่วงเวลาที่สองสามีภรรยาไปพักที่บ้านสี่ประสานในปักกิ่ง เธอก็เงียบปากลง
ดูเหมือนหมี่เพ่ยจะเข้าใจความกังวลของภรรยา เขาโอบเธอเข้ามากอดแล้วปลอบว่า "ชะตาใครชะตามัน อย่าคิดมากเลย นอนเถอะ พรุ่งนี้เราตื่นกันแต่เช้าหน่อย มาช่วยกันจัดบ้าน อย่าให้จางเซวียนเขาหัวเราะเยาะเอาได้"
หลิวอี๋เงียบไปนาน สุดท้ายก็ได้แต่ถอนหายใจด้วยความจำยอม

ตอนก่อน

จบบทที่ บทที่ 718 ชะตาใครชะตามัน [ฟรี]

ตอนถัดไป