บทที่ 723 การคาดเดา และสงครามฝีปาก [ฟรี]
บทที่ 723 การคาดเดา และสงครามฝีปาก [ฟรี]
ได้ยินคำพูดอันดุเดือดนี้ จางเซวียนถึงกับชาไปทั้งตัว
คิดในใจว่าโชคจะร้ายขนาดนี้เลยเหรอ? ไปศาลาอ้ายหว่านแค่เที่ยวเดียวก็โดนจับได้แล้ว?
ในขณะที่เขากำลังครุ่นคิดอยู่นั้น สายก็ถูกตัดไป
ตู้ยวี่ส่งโทรศัพท์ให้ซีเจี๋ย "บทพูดเมื่อกี้ของฉันไม่มีปัญหาใช่ไหม?"
ซีเจี๋ยเม้มปากยิ้ม "ไม่มีปัญหา"
ตู้ยวี่ยังคงสงสัยไม่หาย "จางเซวียนรู้จริงๆ เหรอว่าโทรศัพท์อยู่ที่เธอ?"
ซีเจี๋ยบอก "ฉันก็แค่สงสัย ไม่กล้าฟันธง"
ตู้ยวี่แอบชำเลืองมองเว่ยเวยที่อยู่ไม่ไกล "หมี่เจี้ยนเป็นแฟนจางเซวียนจริงๆ เหรอ?"
ซีเจี๋ยทำหน้าเหมือนมองคนโง่ใส่เธอ "พวกเธอเป็นเพื่อนร่วมชั้นกันมาสามปี เธอไม่สังเกตเห็นความผิดปกติอะไรเลยเหรอ?"
ตู้ยวี่ส่ายหน้า
ซีเจี๋ยเอามือเท้าคางพูดว่า "งั้นช่างเถอะ ฉันขี้เกียจจะอธิบายให้เธอฟังแล้ว ปัญหาความรักที่ลึกซึ้งขนาดนี้เธอก็คงย่อยไม่ทันหรอก"
ตู้ยวี่สวนกลับ "ฉันย่อยไม่ทัน แต่เธอก็ไม่ได้ร่วมวงไพ่เหมือนกันไม่ใช่เหรอ?"
ซีเจี๋ยวางมือถือบนฝ่ามือ "ภายในหนึ่งนาที จะมีข้อความเข้ามา"
ตู้ยวี่ถาม "ถ้าไม่เข้ามาล่ะ?"
ซีเจี๋ยพูด "อย่ามาสงสัยความเป็นมืออาชีพของเสือผู้หญิงอย่างฉัน"
ทันใดนั้น มือถือก็สั่น มีข้อความเข้ามา: หลังปีใหม่ฉันจะไปเมืองซ่าว
ซีเจี๋ยเก็บมือถือ พูดอย่างร่าเริง "เห็นไหม ขอแค่เหยื่อล่อดีพอ ปลาตัวใหญ่ก็จะกินเบ็ดเอง"
ตู้ยวี่เริ่มไม่พอใจ "นี่เธอกำลังด่ากระทบฉันอยู่หรือเปล่า?"
...
กำมือถือไว้ในมือ จางเซวียนส่งข้อความหาจ้าวเล่ย: วันนี้ที่ศาลาอ้ายหว่านเห็นซีเจี๋ยกับตู้ยวี่สองพี่น้องหรือเปล่า?
จ้าวเล่ยตอบ: ไม่เห็นค่ะ
คำนี้เขาเชื่อ เพราะวันนี้หิมะตก ที่นั่นไม่มีคนเลย
ไม่อย่างนั้นหมี่เจี้ยนคงไม่ยอมให้เขากอดในที่สาธารณะ
จางเซวียน: ไปโรงเรียนมัธยมหยาหลี่หน่อย ไปดูว่าสองคนนั้นไปเป็นแขกที่บ้านเว่ยเวยหรือเปล่า?
ส่งเสร็จ จางเซวียนก็รีบส่งตามไปอีกข้อความ: อย่าให้โดนจับได้นะ
จ้าวเล่ย: รับทราบ
จางเซวียนหมุนมือถือเล่นไปมา คิดไปคิดมามีความเป็นไปได้เดียว คือตอนที่หมี่เจี้ยนคุยโทรศัพท์กับเว่ยเวยเมื่อกี้ สองพี่น้องนั่นต้องอยู่ข้างๆ
ด้วยความเจ้าเล่ห์เพทุบายของซีเจี๋ย คาดว่าโทรศัพท์ของตู้ยวี่เมื่อกี้ เธอคงเป็นคนกำกับบทเอง
งั้นถ้าลองคำนวณดู มือถือน่าจะยังอยู่ที่ซีเจี๋ย
ฮึ่ม ดูท่าต่อไปนี้จะโทรหาซีเจี๋ยสุ่มสี่สุ่มห้าไม่ได้แล้ว กันไว้ดีกว่าแก้ เดี๋ยวจะแหวกหญ้าให้งูตื่น
ตอนที่จางเซวียนกำลังเหม่อลอยอยู่ตรงระเบียง หมี่เจี้ยนเดินเข้ามาถาม "มีเรื่องอะไรเหรอ?"
จางเซวียนได้สติ "เปล่าหรอก"
หมี่เจี้ยนยิ้มพูด "คุยธุระเสร็จแล้วก็เข้าไปนั่งเถอะ ไปคุยกับพ่อแม่ฉันหน่อย ไม่งั้นท่านจะคิดว่าดูแลคุณไม่ดี"
ดูสิ่งที่ตัวเองทำสิ จางเซวียนตบหน้าผากเบาๆ รับคำแล้วเดินตามหมี่เจี้ยนกลับไปที่ห้องรับแขก
คืนนั้น ทั้งสี่คนนั่งแทะเมล็ดแตงโมคุยกันจนดึก ถึงได้แยกย้ายกันกลับห้องนอน
หมี่เจี้ยนเดินเข้ามาในห้องเขา บอกกับเขาว่า "คิดว่าคุณก็ไม่ใช่คนอื่นคนไกล เลยไม่ได้ตั้งใจไปซื้อผ้าปูที่นอนผ้านวมมาใหม่ แต่พวกนี้สะอาดมากนะ คุณนอนได้เลยไม่ต้องห่วง"
ได้ยินคำว่า "ไม่ใช่คนอื่นคนไกล" จางเซวียนก็เนื้อเต้นล้มตัวลงนอน ตบที่ว่างข้างๆ "มานอนเป็นเพื่อนหน่อย"
หมี่เจี้ยนจ้องเขาเงียบๆ จนเขาเริ่มขนลุก ถึงได้ยิ้มแล้วพูดว่า "ดึกแล้ว เธอรีบพักผ่อนเถอะ พรุ่งนี้เราจะไปโรงเรียนมัธยมหยาหลี่กัน"
ฝันหวานเรื่อง ร่วมเตียง สลายไป ชายวัยกลางคนในร่างเด็กหนุ่มรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย ชาติที่แล้วทั้งคู่มักจะนอนอาบแดดบนสนามหญ้าด้วยกันบ่อยๆ แต่ชาตินี้ยังไม่เคยเลย
หมี่เจี้ยนออกไปแล้ว รอจนประตูปิดลง จางเซวียนก็ผ่อนคลายเตรียมตัวนอน
"ติ๊ง" เสียงแจ้งเตือนดังขึ้น
ในขณะที่เขากำลังสะลึมสะลือ มีข้อความเข้า
จางเซวียนฝืนลืมตาหยิบมือถือมาดู เป็นข้อความจากจ้าวเล่ย
กดเปิดอ่าน: ซีเจี๋ยกับตู้ยวี่เป็นแขกอยู่ที่บ้านเว่ยเวย มาเมื่อเช้า คืนนี้พักที่นั่น
เป็นอย่างที่คิดจริงๆ สองพี่น้องนั่นยังคิดจะหลอกเขา นิ้วมือเคาะโทรศัพท์เป็นจังหวะ ชายวัยกลางคนในร่างเด็กหนุ่มคิดในใจ: สหายซีเจี๋ย ในเมื่อเธออยากเล่น ฉันก็จะเล่นเป็นเพื่อน คราวหน้ารับรองว่าเธอต้องกลับมาขึ้นเตียงฉันแน่
ส่งข้อความตอบจ้าวเล่ย: ลำบากแล้ว รีบพักผ่อนเถอะ
วางมือถือลง เขาค่อยๆ หลับไป
วันรุ่งขึ้น เพื่อสร้างความประทับใจให้หลิวอี๋กับหมี่เพ่ย จางเซวียนจงใจตื่นแต่เช้าตรู่
"อรุณสวัสดิ์" นึกไม่ถึงว่าพอเปิดประตูก็เจอหมี่เจี้ยน
"อรุณสวัสดิ์"
หมี่เจี้ยนที่กำลังอ่านหนังสือเก่าบนโซฟาลุกขึ้นพูดว่า "เมื่อคืนหิมะตกหนัก แต่เมื่อเช้าฉันออกไปดู หิมะบนถนนถูกกวาดออกไปแล้ว รถเมล์วิ่งได้ เดี๋ยวเราไปโรงเรียนมัธยมหยาหลี่กัน"
"ได้เลย ฟังเธอ"
กินมื้อเช้าเสร็จ จางเซวียนกับหมี่เจี้ยนไปซื้อของฝากที่ห้างสรรพสินค้า จากนั้นก็นั่งแท็กซี่ไปโรงเรียนมัธยมหยาหลี่
ตอนนี้แม้จะเป็นช่วงปิดเทอมฤดูหนาว แต่นักเรียนข้างในก็ยังมีไม่น้อย ดูจากสายตาน่าจะเป็นเด็กม.6 ที่มาเรียนพิเศษ
เว่ยเวยยังเหมือนเดิม หน้าอกหน้าใจตูมตามมีเสน่ห์มาก แต่งตัวประณีตกว่าตอนอยู่เมืองซ่าวเสียอีก
เธอต้อนรับทั้งสองเข้าไปอย่างดีใจ เว่ยเวยรินชาพลางพูดว่า "แค่ตัวมาครูก็ดีใจแล้ว ไม่ต้องหิ้วของมาทุกครั้งหรอก"
หมี่เจี้ยนยิ้มตอบ "ไม่ใช่ของมีราคาอะไรหรอกค่ะ หลักๆ คืออยากมาเยี่ยมครูมากกว่า"
คุยกันสักพัก เว่ยเวยถามจางเซวียน "ฝีมือทำอาหารเธอคงไม่ตกนะ?"
จางเซวียนถอนหายใจ "ก่อนมาผมจินตนาการวิธีต้อนรับของครูไว้หลายแบบ แต่คิดไม่ถึงเลยว่าจะให้ผมเข้าครัว ขนาดไปเป็นแขกบ้านหมี่เจี้ยน พ่อแม่เธอไม่ยอมให้ผมเข้าครัวเลยนะ"
เว่ยเวยไม่สนคำพูดเขาแม้แต่น้อย "เธอรู้อยู่แก่ใจว่าไปบ้านหมี่เจี้ยนด้วยเจตนาอะไร?
ครูไม่ตามใจเธอหรอกนะ ถ้าไม่ทำกับข้าว กลางวันพวกเราสามคนออกไปกินข้าวผัดไข่ข้างนอก"
เจอคำพูดนี้เข้าไป จางเซวียนลุกเดินเข้าครัวทันที
เว่ยเวยเดินตามเข้ามาแนะนำ "นี่ขาหมูรมควัน นี่ผักตงฮั่น (ผักกาดเขียว) แล้วก็ทำแกงจืดหัวไชเท้ากระดูกหมู ยังมีไก่อีกตัว มื้อเที่ยงเรากินสี่อย่างก็พอ"
เหลือบมองที่ประตู จางเซวียนกระซิบ "หัวหน้าห้องคุมสอบ รูดซิปปากหน่อย หมี่เจี้ยนขี้อาย"
เว่ยเวยยิ้มเยาะ "เธอเหยียบเรือสองแคมแบบนี้ ไม่กลัวความแตกหรือไง?"
จางเซวียนพูดเนิบๆ "เรื่องบางเรื่องรู้อยู่เต็มอก ไม่พูดให้แตกหักก็พอ"
เว่ยเวยประหลาดใจ "หมายความว่ายังไง?"
จางเซวียนมองไปที่หน้าอกเธอแวบหนึ่ง "ก็เหมือนตอนที่เราตีแบดมินตันไง ผมชอบดู ลูกขนไก่ของครู ครูก็แกล้งทำเป็นไม่รู้ ยอมให้ผมดู แต่ก่อนหน้านี้ไม่พูดออกมาก็อยู่กันได้อย่างสงบสุข ไม่ใช่เหรอ?"
สิ้นเสียงนั้น อากาศในห้องครัวก็แข็งค้าง อุณหภูมิลดฮวบลงหลายองศา
ฟันขาวสะอาดกัดริมฝีปากล่าง แววตาเว่ยเวยเต็มไปด้วยสัญญาณอันตราย โกรธจนพูดว่า "จางเซวียน ไอ่เด็กบ้า ปากคอเรานี่มันร้ายกาจขึ้นทุกวันนะ"
จางเซวียนถือมีดสับขาหมูรมควัน "เห็นไหม พูดแทงใจดำล่ะสิ ถึงได้โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ?"
เว่ยเวยกอดอก "บังอาจนักนะ อยากให้ครูลาออกไปเป็นเลขาให้เธอที่กว่างโจวไหม?"
มีงานให้เลขาทำ ไม่มีงานก็ ทำ เลขา จางเซวียนส่ายหน้า "งั้นช่างเถอะ เป็นครูหนึ่งวันเหมือนเป็นแม่ตลอดชีวิต ครูอย่ามาทำร้ายผมเลย"
เว่ยเวยฮึดฮัด อ้าปากจะพูด "ฉันว่าเธอ..."
ตอนนั้นเองได้ยินเสียงฝีเท้าเดินมา เว่ยเวยที่กำลังจะระเบิดลงเปลี่ยนสีหน้าทันควัน ยิ้มแย้มแจ่มใสพูดว่า "หมี่เจี้ยนสวยขึ้นทุกวันเลยนะ ทั้งสองคนหน้าตาเหมือนเนื้อคู่กันเลย"
จางเซวียนตีหน้าซื่อพูดว่า "ขอบคุณครับ"
ในใจสะใจสุดๆ สงครามฝีปากหลายปี ในที่สุดก็ชนะสักที