บทที่ 748 ยุ่ง ยุ่ง ยุ่ง [ฟรี]
บทที่ 748 ยุ่ง ยุ่ง ยุ่ง [ฟรี]
เวลาประมาณ 3 ทุ่ม จางเซวียนและตู้ซวงหลิงก็กลับมาถึงบ้านใหม่ในนครเซี่ยงไฮ้
เพิ่งมาถึงใหม่ๆ ตู้ซวงหลิงดูตื่นเต้นไม่น้อย เธอลากเขาให้นั่งดูทีวีบนโซฟาด้วยกันอยู่นานกว่าจะยอมเข้านอน
เช้าวันรุ่งขึ้น
หลังทานมื้อเช้าเสร็จ เหวินฮุ่ยก็มารับตู้ซวงหลิงออกไป บอกว่าจะพาไปดูทำเลร้านเปียโนก่อน แล้วค่อยไปเดินช้อปปิ้ง
จางเซวียนดีใจที่มีคนมาอยู่เป็นเพื่อนภรรยา จึงขับรถมุ่งหน้าไปยังนิคมอุตสาหกรรมจางเจียงทันที
ไม่ได้มาแค่เดือนเดียว ความเปลี่ยนแปลงภายในนี้เรียกได้ว่ามหาศาล นอกจากจะมีบริษัทใหม่ๆ เข้ามาตั้งแล้ว โรงงานใหม่สองแห่งของอิ๋งไท่เทคโนโลยีก็มีความคืบหน้าอย่างรวดเร็วเช่นกัน
ภายใต้การนำของหลี่เหมย จางเซวียนเดินเยี่ยมชมโรงงานผลิตโทรศัพท์มือถือจนทั่ว ระหว่างนั้นยังได้พูดคุยแลกเปลี่ยนกับอู๋หย่งและหูอี้เฉิง หัวหน้าทีมวิจัยและพัฒนาโทรศัพท์มือถือทั้งสองทีมอยู่นานนับชั่วโมง
พอกลับมาถึงห้องทำงาน จางเซวียนก็ถามหลี่เหมยว่า "สถานการณ์ของบริษัทซัพพลายเออร์เสี่ยวหลิงทงทางฝั่งนี้เป็นยังไงบ้าง?"
หลี่เหมยรินชาให้เขา นั่งลงด้านข้างแล้วพูดว่า "การดึงตัวซัพพลายเออร์เสี่ยวหลิงทงมาที่จางเจียงไม่ค่อยเป็นไปตามเป้าค่ะ หลักๆ คือถ้าไม่ใช่ทางบริษัทไม่อยากย้ายมาเอง ก็เป็นทางเบื้องบนที่มองไม่เห็นค่า ยังมีอีกกรณีคือสินค้าบางอย่างในแผ่นดินใหญ่ผลิตไม่ได้ อย่างพวกชิปและสายแพที่ต้องนำเข้าจากฝั่งตรงข้ามช่องแคบ"
พอได้ยินคำว่าชิป จางเซวียนก็ขมวดคิ้ว ก่อนจะข้ามเรื่องนี้ไปถามว่า "สองกรณีแรกหมายความว่ายังไง?"
หลี่เหมยอธิบาย "บริษัทไฮเทคขนาดเล็กบางแห่งมองว่าสภาพการพัฒนาโดยรวมและการสนับสนุนของจางเจียงยังสู้ที่อื่นไม่ได้ การจะอยู่รอดในเซี่ยงไฮ้นั้นยากลำบาก จึงไม่อยากย้ายรังค่ะ ส่วนบริษัทบางแห่ง เบื้องบนมองว่าไม่ใช่บริษัทเทคโนโลยีขั้นสูง เลยไม่สนใจ อย่างเช่น BYD "
จางเซวียนอ้าปากค้าง ราวกับได้ยินเรื่องเพ้อฝัน "เบื้องบนไม่สนใจ BYD เนี่ยนะ?"
หลี่เหมยพยักหน้า "ใช่ค่ะ เบื้องบนมองว่าการผลิตแบตเตอรี่เป็นเรื่องพื้นๆ แถมยังก่อมลพิษสูง ไม่เป็นผลดีต่อการดึงดูดบริษัทและการพัฒนาที่ยั่งยืนของนิคมอุตสาหกรรมจางเจียงในอนาคต"
จางเซวียนหยิกต้นขาตัวเองทีหนึ่ง อดถามไม่ได้ "ท่านปู่คนไหนเป็นคนพูด?
ช่างมีความรู้บัดซบจริงๆ! ถ้าแบตเตอรี่นิกเกิลและแบตเตอรี่ลิเธียมไม่ใช่สินค้าไฮเทค งั้นทำไมบริษัทเจ๋งๆ อย่างโซนี่ ซัมซุง ฮิตาชิ และพวกญี่ปุ่นเกาหลีถึงต้องรวมหัวกันกดดัน BYD ด้วยล่ะ? หัดใช้สมองคิดบ้างไม่ได้หรือไง?"
ครั้งแรกที่เห็นเขาด่ากราด หลี่เหมยถึงกับหลุดขำ อธิบายว่า "ฉันคิดว่าค่านิยมของที่นี่มีปัญหาค่ะ ดูเหมือนเบื้องบนจะโปรดปรานบริษัทต่างชาติเป็นพิเศษ ทั้งข้าราชการและชาวบ้านร้านตลาดต่างก็บูชาเงินทุนต่างชาติแบบไม่ลืมหูลืมตา
อาจเป็นเพราะต้องการสร้างเมืองให้เป็นศูนย์กลางทางการเงิน นโยบายเลยเอียงไปทางบริษัทการเงินอย่างชัดเจน จนมองข้ามบริษัทรากหญ้าในท้องถิ่นไปบ้าง"
พูดถึงตรงนี้ หลี่เหมยก็เสริมว่า "พูดตามตรงนะคะ ถ้าไม่ใช่เพราะชื่อเสียงของคุณ และเงินทุนในกระเป๋าที่มีมากจนไม่มีใครกล้าดูถูก ตอนแรกโรงงานมือถือคงไม่ได้ตั้งขึ้นมาง่ายๆ แบบนี้หรอก"
จางเซวียนถอนหายใจ นี่แหละคือความจริงไม่ใช่เหรอ?
ลองคิดดูสิ ในอนาคตบริษัทอินเทอร์เน็ตเจ๋งๆ ตั้งมากมาย มีเจ้าไหนบ้างที่ปักหลักในเซี่ยงไฮ้?
สภาพแวดล้อมตั้งต้นดีขนาดนี้ แต่กลับล้าหลังกว่าเมืองชั้นนำอื่นๆ ในประเทศในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมข้อมูลข่าวสาร ต้องบอกว่าเป็นผลกรรมจากค่านิยมในยุคนี้จริงๆ
เงียบไปครู่ใหญ่ หลังจากดื่มชาหมดแก้ว จางเซวียนก็ดึงสติกลับมา ถามว่า "ใครที่มองข้าม BYD ?"
หลี่เหมยจรดปากกาเขียนชื่อหนึ่งลงบนกระดาษ แล้วเลื่อนกระดาษมาตรงหน้าเขา
จางเซวียนหยิบกระดาษมาดูแล้ววางไว้ข้างๆ ถามต่อ "แล้ว BYD มีท่าทียังไงกับเรื่องนี้?"
หลี่เหมยบอกว่า "ตอนแรกประธานหวังแห่ง BYD กระตือรือร้นมากค่ะ แต่คุยกันหลายครั้งก็ตกลงกันไม่ได้ ท่าทีของเบื้องบนดูเย็นชามาตลอด ตอนนี้ท่าทีของประธานหวังก็เปลี่ยนไปแล้ว บอกว่าถ้าไม่ได้จริงๆ ก็ขนส่งแบตเตอรี่มาจากมณฑลกวางตุ้งเหมือนเดิม ทางนั้นจะออกค่าขนส่งให้"
นี่ไม่ใช่ปัญหาเรื่องใครออกค่าขนส่ง แต่เป็นปัญหาเรื่องระบบนิเวศในการเติมเต็มซัพพลายเชนของโทรศัพท์มือถือ
จางเซวียนตบมือขวาลงบนกระดาษเปล่า "หลังประชุมเสร็จผมจะไปคุยกับเจ้านายคนนั้นเอง เชื่อว่าปัญหานี้ไม่น่าจะใหญ่โตอะไร"
ได้ยินแบบนี้ หลี่เหมยก็โล่งอก คิดในใจว่ารอดแล้ว แบตเตอรี่ BYD เป็นห่วงโซ่สำคัญในซัพพลายเชน ย่อมไม่อยากให้เกิดปัญหาแน่นอน
จากนั้นทั้งสองก็คุยกันต่ออีกพักหนึ่ง จางเซวียนถามหลี่เหมย "ประธานหวังของ BYD มาถึงหรือยัง?"
ฟังเสียงพิณก็รู้ความหมาย หลี่เหมยถาม "คุณอยากเจอเขาเหรอคะ?"
จางเซวียนตอบ "ถึงผมจะไม่ได้เชี่ยวชาญเทคโนโลยีแบตเตอรี่ลึกซึ้ง แต่รู้ว่าของสิ่งนี้สำคัญกับเรามาก ถ้าสะดวกเจอกันย่อมเป็นเรื่องที่มีความหมายมากแน่ๆ"
หลี่เหมยพูดว่า "น่าเสียดายค่ะ ช่วงก่อนประธานหวังพาทีมไปดูงานที่ฟ็อกซ์คอนน์ในไต้หวัน ยังไม่กลับมาแผ่นดินใหญ่เลย
วันนี้คนที่มาคือรองประธานของ BYD คุณอยากเจอไหมคะ?"
ไปดูงานที่ฟ็อกซ์คอนน์ คงไม่ได้ไปดึงตัวคนหรอกนะ?
ในความทรงจำ ฟ็อกซ์คอนน์กับ BYD มีเรื่องขัดแย้งกันใหญ่โตเพราะเทคโนโลยีรับจ้างผลิต เถียงกันอยู่นาน
จางเซวียนโบกมือ "รองประธานช่างเถอะ ไว้คราวหน้าประธานหวังมา คุณแจ้งผมหน่อย จะได้ไปกินข้าวด้วยกัน"
หลี่เหมยจดเรื่องนี้ไว้เงียบๆ
จากนั้นหลี่เหมยก็ถาม "เรื่องที่คุณจะถือหุ้น BYD ..."
จางเซวียนยกมือขัดจังหวะ "ผมไม่มีปัญหา ผมมองเห็นอนาคตของ BYD เรื่องหุ้นพวกคุณพยายามขอให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ถ้าทาง BYD กล้าให้ พวกคุณก็รับไว้ทั้งหมดเลย ไม่ต้องมาขออนุมัติจากผมเป็นพิเศษ"
เรื่องนี้ทั้งสองมีความเห็นตรงกัน หลี่เหมยก็คิดแบบนี้พอดี
เธอพูดว่า "คราวก่อนฉันคุยกับประธานหวังของ BYD แบบเจาะลึก เขาดูสนใจสายแพของเสี่ยวหลิงทงมาก ฉันเองก็ตั้งใจจะมอบให้เขาทำเหมือนกัน การนำเข้าสายแพมือถือจากไต้หวันตลอดไปไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาระยะยาว"
จางเซวียนแสดงจุดยืน "สนับสนุน BYD ได้ แต่เรื่องนี้ต้องรอให้คุยเรื่องถือหุ้นจบก่อน นี่ถือเป็นข้อต่อรองชิ้นใหญ่เหมือนกัน"
หลี่เหมยเห็นด้วย แล้วพูดต่อ "ตอนนี้ในบริษัทมีแต่คนทำงานเก่งๆ ขาดแต่มือเซียนด้านการบริหารจัดการเงินทุน ฉันกะว่าจะขอยืมคนจากอิ๋งไท่แคปปิตอลมาก่อน วันข้างหน้าถ้าจำเป็นค่อยตั้งแผนกการลงทุนมืออาชีพขึ้นมา รับผิดชอบเรื่องการลงทุนและการรวมทรัพยากรของซัพพลายเชนมือถือทั้งหมด"
จางเซวียนไม่คัดค้าน "ความคิดนี้เข้าท่า รอเหล่าเติ้งมาถึง คุณค่อยคุยรายละเอียดเรื่องนี้กับเขา เขาค่อนข้างมีประสบการณ์"
หลี่เหมยรับคำ
10 โมงเช้า การประชุมซัพพลายเออร์เสี่ยวหลิงทงเริ่มขึ้นตรงเวลา
ในที่ประชุม จางเซวียนนอกจากกล่าวเปิดงานแล้ว ก็แทบจะนั่งฟังอย่างเดียว
ตอนนี้แทบไม่มีเรื่องอะไรต้องให้เขาออกโรง ปัจจุบันอิ๋งไท่เทคโนโลยีรุ่งโรจน์สุดขีดในประเทศเพราะเสี่ยวหลิงทง
แม้แต่ BYD ต้องพึ่งพาอาศัยอิ๋งไท่เทคโนโลยี ซัพพลายเออร์ในงานแต่ละรายต่างก็ว่านอนสอนง่าย บวกกับอิ๋งไท่เทคโนโลยีปฏิบัติอย่างเป็นธรรม บรรยากาศจึงคึกคักมาตลอด
ภายใต้การสนับสนุนของอิ๋งไท่เทคโนโลยี มีบริษัทถึง 13 แห่งประกาศเจตนารมณ์กลางงานว่าจะย้ายมาอยู่รอบๆ เซี่ยงไฮ้
สถานการณ์ดูดีมาก จางเซวียนจิบชาอย่างสบายใจสุดๆ
หลังการประชุม จางเซวียนเป็นประธานการประชุมผู้บริหารระดับสูงของบริษัท
หัวข้อหลักของการประชุมมีเพียงเรื่องเดียว นั่นคือการตัดสินใจลดราคาครั้งแรกของอิ๋งไท่เทคโนโลยี เพื่อรับมือกับการกดดันต่อเนื่องจากผู้ผลิตมือถือต่างชาติอย่างโนเกียและโมโตโรล่า
ราคาของเสี่ยวหลิงทงจากเดิม 5,888 หยวน ลดลงทันที 1,000 หยวน เหลือเพียง 4,888 หยวน พร้อมแถมค่าโทร 988 หยวน
ทำให้กำไรต่อเครื่องของเสี่ยวหลิงทงเหลือประมาณ 2,700 หยวน เมื่อเทียบกับตอนแรกที่ 5,000 หยวน เรียกได้ว่าหายไปเกือบครึ่ง
แต่จางเซวียนรู้ดีว่า ด้วยการรวมกลุ่มและปรับปรุงซัพพลายเชน ต้นทุนจะมีแต่ลดลงเรื่อยๆ ในอนาคตมือถือราคาพันหยวนไม่ใช่เรื่องฝันเฟื่อง
สงครามราคาน่ะเหรอ คนจีนอย่างเราคือบรรพบุรุษของพวกเขา ไม่เคยกลัวอยู่แล้ว
ความจริงการรวมกลุ่มซัพพลายเชนครั้งนี้ก็เป็นการบังคับกลายๆ จำเป็นต้องทำ
เหตุผลก็ง่ายมาก ยิ่งเสี่ยวหลิงทงขายดี วัสดุหลายอย่างก็ราคาขึ้นตาม บางบริษัทถึงกับฉวยโอกาสโก่งราคา ซึ่งส่งผลเสียต่ออิ๋งไท่เทคโนโลยีอย่างมาก
ทำให้หลี่เหมยและคนอื่นๆ ตระหนักว่า มีเพียงการสร้างพันธมิตรของตัวเอง ร่วมหัวจมท้าย แบ่งปันเค้กชิ้นโตด้วยกันเท่านั้น ถึงจะพัฒนาได้อย่างยั่งยืน
แสงไฟเริ่มสว่างไสว เมื่อจางเซวียนเดินออกจากนิคมอุตสาหกรรมไฮเทคจางเจียง เวลาล่วงเลยมาถึง 1 ทุ่มกว่าโดยไม่รู้ตัว
เปิดโทรศัพท์มือถือที่ปิดไว้ สายไม่ได้รับและข้อความเบียดเสียดกันเต็มหน้าจอเล็กๆ ทันที
กฎเดิม เช็คสายไม่ได้รับก่อน แล้วค่อยไล่โทรกลับ พบว่าเป็นคำอวยพรวันหยวนเซียวเสียส่วนใหญ่
ตอนโทรหาบ้านตระกูลตู้ อ้ายชิงถามว่า "ได้ยินซวงหลิงบอกว่าพวกเธอถึงเซี่ยงไฮ้แล้ว?"
จางเซวียนตอบ "ใช่ครับ พอดีซื้อบ้านใหม่ที่นี่ เลยพาซวงหลิงมาดู อีกอย่างทางโรงงานมือถือก็มีธุระนิดหน่อย"
ได้ยินว่าทั้งสองซื้อบ้านใหม่ที่เซี่ยงไฮ้ อ้ายชิงก็โล่งอกไปเปลาะหนึ่ง
ถึงเธอจะไม่เคยเอ่ยถึงเหวินฮุ่ยต่อหน้าคนนอก แต่ไม่ได้หมายความว่าเธอไม่รู้ ไม่คาดเดา หรือไม่สงสัย?
ในฐานะคนที่คุมสามีได้อยู่หมัด อ้ายชิงมีคัมภีร์ผู้หญิงในแบบฉบับของตัวเอง เธอไม่ซื่อบื้อขนาดจะคิดว่าจางเซวียนที่ยอดเยี่ยมขนาดนี้จะเฝ้าตู้ซวงหลิงอยู่แค่คนเดียว
จางเซวียนตอนนี้อยู่ในวัยที่มีพลังเหลือล้น ความเจ้าชู้เป็นสันดาน บางเรื่องต้องปิดตาข้างหนึ่งลืมตาข้างหนึ่ง ถึงจะประคองชีวิตคู่ไปได้
วางสาย ตู้จิ้งหลิงที่อยู่ข้างๆ ก็ถาม "จางเซวียนซื้อบ้านให้น้องที่เซี่ยงไฮ้เหรอ?"
อ้ายชิงพยักหน้าอย่างดีใจ "เรื่องใหญ่ขนาดนี้ ซวงหลิงดันไม่ยอมบอกเรา"
ตู้จิ้งหลิงก็พลอยดีใจไปด้วย พูดปลอบว่า "ไม่บอกน่ะถูกแล้ว ของบางอย่างออกจากปากจางเซวียนจะมีความหมายกว่า ดูท่าซวงหลิงจะโตเป็นผู้ใหญ่แล้วจริงๆ ต่อไปคงไม่ต้องห่วงอะไรมาก"
อ้ายชิงลุกขึ้น "ลูกดูแลหลานอยู่บ้านนะ แม่จะไปหมู่บ้านซ่างสักหน่อย"
ตู้จิ้งหลิงรู้ว่าแม่กลัวน้าซิ่วฉินจะเหงาอยู่บ้านคนเดียว เลยจะไปอยู่เป็นเพื่อน
หลังจากโทรศัพท์รัวๆ จางเซวียนโทรหาบ้านสี่ประสานที่ปักกิ่งเป็นสายสุดท้าย คุยกับครอบครัวหมี่เจี้ยนอยู่นานกว่าจะวาง
จัดการเรื่องโทรศัพท์เสร็จ ก็ต่อด้วยข้อความ
เหมือนเดิม ส่วนใหญ่เป็นข้อความอวยพร
มีข้อความหนึ่งจากชื่อเมมว่า เหวินอวี๋ ส่งมาว่า: ที่รัก โทรหาคุณไม่ติด ฉันคิดว่าคุณน่าจะยังยุ่งอยู่ ตอนนี้ฉันฉลองหยวนเซียวอยู่ที่บ้านฮุ่ยฮุ่ย คุณเสร็จธุระแล้วโทรหาฉันนะ
อ่านข้อความนี้จบ จางเซวียนเก็บมือถือ ตอนนี้เวลาจะดึกก็ไม่ดึก จะหัวค่ำก็ไม่เชิง เขาไม่ได้ตั้งใจจะไปบ้านเหวินฮุ่ยเร็วขนาดนี้
รอพวกเธอฉลองเทศกาลหยวนเซียวเสร็จค่อยไปรับซวงหลิงกลับมา
จางเซวียนถามจ้าวเล่ยที่ขับรถอยู่ "กลับไปคราวนี้ บ้านเกิดมีอะไรเปลี่ยนแปลงไหม?"
จ้าวเล่ยตอบ "ไม่มีอะไรเปลี่ยนมากค่ะ แต่ไม่เจอกันครึ่งปี ลูกสูงขึ้นเยอะเลย"
จางเซวียนถอนหายใจ "ลำบากคุณแย่เลย"
จ้าวเล่ยเหลือบมองเขาผ่านกระจกมองหลัง ไม่ได้พูดอะไร
หลังจากมองออกไปนอกหน้าต่างรถสักพัก เขาก็พูดว่า "หาร้านอาหารหรูๆ หน่อย วันนี้เทศกาลหยวนเซียว พวกเรากินของดีๆ กัน"