บทที่ 3 บ่อพลังวิญญาณ
บทที่ 3 บ่อพลังวิญญาณ
“นายมีจริงเหรอ?” เจียงโหลวชะงักไปเล็กน้อย
เขาไม่เคยคาดหวังว่าจะได้เจอการ์ดวิญญาณที่ต้องการในร้านเล็กๆแถบชนบทแบบนี้
เพราะลึกๆแล้วเขาก็รู้ดีว่าเด็คหญ้าเรืองแสงอ่อนแอเกินไปหลังจากผ่านช่วงมือใหม่ไปแล้ว แม้ว่าเขาจะใช้การ์ดวิญญาณ [หญ้าเรืองแสง] ที่แข็งแกร่งที่สุดเท่าที่หาได้ แต่เมื่อต่อสู้กับเด็คอื่นๆก็มักจะรู้สึกไร้เรี่ยวแรงอยู่บ่อยครั้ง
เช่นเดียวกับครั้งนี้ เขาพบกับคู่ต่อสู้ที่ต่อให้เขาจะวางแผนกลยุทธ์อย่างไรก็ไม่เห็นหนทางที่จะเอาชนะได้เลยแม้แต่น้อย
อันที่จริงก่อนมาถึงร้านนี้ เขาวิ่งหาร้านการ์ดวิญญาณแทบทุกร้านในบริเวณใกล้เคียงแล้ว แต่ก็ไม่พบอะไรเลย
เขามองไปยังการ์ดวิญญาณในมือของอวี๋ชาง ขมวดคิ้วเล็กน้อย
“นายล้อฉันเล่นหรือเปล่า? นี่มัน [จอมดาบเจได] ไม่ใช่เหรอ?”
“นี่ไม่ใช่ [จอมดาบเจได] ธรรมดา คุณลองดูเอฟเฟกต์ของมันดีๆสิ”
เจียงโหลวรับการ์ดใบนั้นมา แม้จะไม่คาดหวังอะไรแต่ก็ยังอ่านเอฟเฟกต์อย่างตั้งใจ
พอดูแล้ว เขาก็ตกตะลึงทันที
“จอมดาบเจไดที่มีเอฟเฟกต์ของหญ้าเรืองแสงงั้นเหรอ?”
ไม่ว่าจะคิดยังไง [หญ้าเรืองแสง] กับ [จอมดาบเจได] สองอย่างนี้ก็ไม่น่าจะเชื่อมโยงกันได้เลย!
แม้ว่าเจียงโหลวจะเรียนเอกการต่อสู้ แต่เขาก็มีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการสร้างการ์ดมาบ้าง และการ์ด [จอมดาบเจได] ใบนี้ไม่น่าจะมีพื้นที่ให้ปรับปรุงแล้ว!
แม้จะประหลาดใจ แต่ในเมื่อการ์ดใบนี้มาอยู่ตรงหน้าแล้วเขาก็ย่อมไม่พลาดโอกาส
“เท่าไหร่? ฉันซื้อ!” เจียงโหลวตัดสินใจทันที
อวี๋ชางชูนิ้วขึ้นหนึ่งนิ้ว “หนึ่งหมื่นเหยียนกั๋วหยวน เป็นยังไง?”
“ตกลง!”
เจียงโหลวไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อย หยิบเครื่องมือส่วนตัวขึ้นมาโอนเงินเหยียนกั๋วหยวนทั้งหมดไปให้ทันที
“ติ๊ง การชำระเงินสำเร็จ หนึ่งหมื่นหยวน”
เมื่อชำระเงินเสร็จ เจียงโหลวก็ไม่พูดอะไรอีก คว้าการ์ดใบนั้นแล้วรีบวิ่งออกจากประตูไป
คุณสมบัติของ [แมลงคมเฉือน] คือไม้และเผ่าพันธุ์คือแมลง พอดีเลย ธาตุมืดชนะไม้ และเผ่าพันธุ์มนุษย์ชนะเผ่าพันธุ์แมลง!
เรียกได้ว่า [หญ้าเรืองแสง]·[จอมดาบเจได] ชนะทาง [แมลงคมเฉือน] อย่างชัดเจน!
มีการ์ดใบนี้ไอ้หวังฉางจื่อจะต้องแพ้อย่างแน่นอน!
หึ ใครบอกว่ายิ่งนักการ์ดวิญญาณแข็งแกร่งเท่าไหร่ เด็ค [หญ้าเรืองแสง] ก็ยิ่งอ่อนแอเท่านั้นล่ะ?
เจียงโหลวแทบจะอดใจรอไม่ไหวที่จะได้เห็นสีหน้าตกใจของหวังฉางจื่อแล้ว
...
“ใจร้อนจริงๆเลยนะ” อวี๋ชางยิ้ม
“เอ่อ คุณเจ้าของร้าน” กู้เจี่ยซวงยกมือขึ้นโบกไปมาต่อหน้าอวี๋ชาง เพื่อดึงความสนใจของเขา “การ์ด [จอมดาบเจได] ใบนั้นมีเอฟเฟกต์ [หญ้าเรืองแสง] จริงๆเหรอคะ?”
“แน่นอน ไม่อย่างนั้นเขาจะยอมจ่ายเงินให้ฉันทำไมล่ะ”
“จริงเหรอคะเนี่ย...ฉันไม่เคยได้ยินเรื่องการ์ดแบบนี้มาก่อนเลย ในหนังสือก็ไม่เคยกล่าวถึงด้วย” ดวงตาของกู้เจี่ยซวงเบิกกว้างเล็กน้อย “นี่เป็นผลงานวิจัยของคุณเจ้าของร้านเหรอคะ?”
“อืม...ก็น่าจะใช่” อวี๋ชางนึกถึงงานวิจัยของตัวเอง
ซึ่งเกี่ยวข้องกับการรวมคุณสมบัติที่ขัดแย้งกัน
เมื่อมีเครื่องบันทึกคีย์เวิร์ด... บางทีคงจะสำเร็จได้แล้ว
“เก่งจังเลยค่ะ...” กู้เจี่ยซวงมองอวี๋ชาง ดวงตาเป็นประกายวิบวับ
เรื่องแบบนี้แม้แต่ศาสตราจารย์ในโรงเรียนก็ยังทำได้ยาก
เพราะว่าการ์ดวิญญาณพื้นฐานยิ่งมากเท่าไหร่ การจะปรับปรุงให้ดีขึ้นได้ก็ยิ่งยากขึ้นเท่านั้น!
แต่ในขณะที่ชื่นชม กู้เจี่ยซวงก็อดบ่นในใจเล็กน้อยไม่ได้
จุดอ่อนของเด็ค [หญ้าเรืองแสง] คือไม่มีมอนสเตอร์ระดับสูงสำหรับโจมตี พอมี [จอมดาบเจได] แล้วก็จินตนาการได้เลยว่าเมืองหลวงเก่าจะต้องเกิดกระแส [หญ้าเรืองแสง] อย่างแน่นอน
และการ์ดในเด็คของเธอ... ก็ค่อนข้างรับมือกับเด็ค [หญ้าเรืองแสง] ได้ยาก
ทำให้เธอเบะปากเล็กน้อย
แต่โชคดีที่เธอเป็นนักการ์ดวิญญาณระดับ 4 แล้ว ในระดับนี้แม้จะมีคนใช้เด็ค [หญ้าเรืองแสง] ก็ไม่น่าจะแข็งแกร่งเท่าไหร่
ยิ่งไปกว่านั้นการ์ด [หญ้าเรืองแสง]·[จอมดาบเจได] ใบหนึ่งมีราคาถึงหนึ่งหมื่นเหยียนกั๋วหยวน เงินจำนวนนี้ก็เพียงพอสำหรับสร้างเด็คปกติทั่วไปได้ชุดหนึ่งแล้ว ไม่น่าจะ... เจอเยอะหรอกมั้ง?
ถ้าเจอจะมีวิธีแก้ไขที่ดีอะไรบ้างนะ...
ขณะที่กู้เจี่ยซวงกำลังครุ่นคิดถึงวิธีรับมือ อวี๋ชางมองเธอแล้วพลันเกิดความคิดขึ้นมาทันที จึงใช้เครื่องบันทึกคีย์เวิร์ดกับกู้เจี่ยซวง
เดิมทีแค่ลองเล่นๆ แต่ไม่คิดว่าจะมีนาฬิกานับถอยหลังปรากฏขึ้นบนหน้าจออย่างเด่นชัด!
อวี๋ชางตกใจ
มนุษย์ก็สามารถสกัดคีย์เวิร์ดได้ด้วยเหรอ?
สิ่งที่สกัดออกมาจะเป็นอะไรกันนะ... มนุษย์?
อวี๋ชางรู้สึกสับสนเล็กน้อย
แต่เวลาในการสกัดครั้งนี้ค่อนข้างนานถึงหนึ่งวันเต็มๆ!
ดูเหมือนว่าคุณภาพของคีย์เวิร์ดบนตัวกู้เจี่ยซวงจะสูงกว่า [หญ้าเรืองแสง] มาก
อวี๋ชางจำได้ว่าคุณภาพของคีย์เวิร์ด [หญ้าเรืองแสง] คือ “ธรรมดา” ซึ่งตรงกับการจัดประเภทคุณภาพของการ์ดวิญญาณพอดี
และการจัดประเภทคุณภาพของการ์ดวิญญาณจากต่ำไปสูงแบ่งเป็น ธรรมดา, หายาก, มหากาพย์, ตำนาน, เทพนิยาย คาดว่าคุณภาพของคีย์เวิร์ดก็คงจะสอดคล้องกันไป
โลกนี้การจัดระดับของนักการ์ดวิญญาณนั้นง่ายมาก คือตั้งแต่ระดับหนึ่งถึงเก้า โดยระดับหนึ่งคือต่ำสุด และระดับเก้าคือสูงสุด
เมื่อผู้คนอายุครบสิบเจ็ดปีก็จะได้รับโอกาสในการปลุก ‘บ่อพลังวิญญาณ’ หนึ่งครั้ง หากปลุกสำเร็จก็จะถือว่าเป็นนักการ์ดวิญญาณและสามารถไปรับชุดเด็คพื้นฐานได้ฟรีจากสมาคมนักการ์ดวิญญาณ
บ่อพลังวิญญาณมีอยู่ภายในจิตใจของมนุษย์ สามารถเปลี่ยนพลังจิตให้กลายเป็นพลังงานที่เรียกว่า ‘พลังวิญญาณ’ ด้วยพลังวิญญาณนี้ นักการ์ดวิญญาณก็จะสามารถอัญเชิญพลังจากการ์ดวิญญาณออกมาเพื่อต่อสู้ได้
พลังจิตของมนุษย์มีมาก แต่เมื่อเทียบกับพลังวิญญาณที่บ่อพลังวิญญาณสามารถรีดออกมาได้ในแต่ละครั้งนั้นมีน้อย นักการ์ดวิญญาณระดับ 1 สามารถรีดพลังวิญญาณออกมาได้เพียงพอสำหรับการใช้การ์ดวิญญาณธรรมดาที่มีค่าคอสต์ปานกลางได้สองครั้ง เมื่อใช้โอกาสทั้งสองครั้งหมดลงก็จะต้องรอให้บ่อพลังวิญญาณรีดพลังวิญญาณชุดถัดไปออกมา
คุณสมบัติข้อนี้ทำให้นักการ์ดวิญญาณให้ความสำคัญกับกลยุทธ์เป็นอย่างมากในการต่อสู้ การใช้พลังวิญญาณแต่ละจุดจะต้องระมัดระวังอย่างยิ่งยวด หากประมาทเพียงเล็กน้อยก็อาจนำไปสู่ความหายนะได้
อวี๋ชางกลับเข้ามาในห้อง แต่กลับพบว่านาฬิกาจับเวลาบนเครื่องบันทึกคีย์เวิร์ดหยุดลงแล้ว
ดูเหมือนว่าเครื่องบันทึกคีย์เวิร์ดจะต้องอยู่ในระยะที่กำหนดจึงจะทำงานได้
เขาทำอะไรไม่ได้นอกจากเดินกลับออกไปข้างนอกและลากเก้าอี้ตัวหนึ่งมานั่งข้างเคาน์เตอร์ พยายามอยู่ใกล้กู้เจี่ยซวงให้มากที่สุด
“เอ๊ะ? เถ้าแก่ไม่กลับไปวิจัยเหรอคะ?” กู้เจี่ยซวงถาม
“อยู่แต่ในห้องนานพอแล้ว ออกมานั่งเป็นเพื่อนเธอนิดหน่อย” อวี๋ชางยืดเส้นยืดสาย
“อ๋อ” กู้เจี่ยซวงพยักหน้าเล็กน้อย แล้วเลื่อนสายตาจากอวี๋ชางออกไป
ว่าไปแล้ว...แม้ว่าเถ้าแก่จะใจดีและพูดง่าย แต่มาที่นี่นานขนาดนี้ก็ยังไม่เคยเห็นเถ้าแก่ออกจากห้องมานานขนาดนี้เลย
ทั้งวันเอาแต่หมกมุ่นอยู่กับการวิจัยเท่านั้น...แต่ก็เพราะแบบนี้เธอจึงรู้สึกสบายใจที่ได้อยู่คนเดียวในร้าน ไม่อย่างนั้นด้วยนิสัยที่ค่อนข้างเก็บตัวของเธอคงจะรู้สึกอึดอัดมาก
ส่วนตอนนี้
สายตาของกู้เจี่ยซวงจ้องเขม็งไปข้างหน้า พยายามทำท่าทางเป็นธรรมชาติที่สุด ไม่มองอวี๋ชาง
ช่วยด้วย ช่วยฉันด้วย แม้จะสนิทกันมากแล้ว แต่การที่เถ้าแก่อยู่ข้างๆมันก็กดดันมากจริงๆ!
เธออดไม่ได้ที่จะเหลือบตามองเล็กน้อย เห็นอวี๋ชางเริ่มเล่นโทรศัพท์ของตัวเองก็แอบถอนหายใจโล่งอก
ดีที่เถ้าแก่ไม่ได้สนใจฉัน...
ว่าไปแล้วเถ้าแก่ของเธอก็หล่อไม่เบาเลยทีเดียว
...ไม่สิ ไม่ ทำไมฉันถึงได้ประหม่าขนาดนี้! ฉันเป็นพนักงานนะ ไม่ใช่ขโมย!
กู้เจี่ยซวงตบแก้มเบาๆ
ใช่แล้ว ตอนนี้ควรจะชวนเถ้าแก่คุยหน่อย
“เอ่อ เถ้าแก่คะ วันนี้อากาศดีจังเลยนะคะ...”
“อืม ก็ดีจริงๆนั่นแหละ” อวี๋ชางไม่ได้เงยหน้าขึ้น
กู้เจี่ยซวงอ้าปากค้าง แล้วก็หมดเรื่องจะคุยอีกครั้ง
จบเลย ยิ่งอึดอัดกว่าเดิมอีก
“ทำไมเหรอกู้เจี่ยซวง มีอะไรหรือเปล่า?” อวี๋ชางสงสัย
“อ๊ะ ไม่มีค่ะ ไม่มี!” กู้เจี่ยซวงโบกมือ ดูค่อนข้างลนลาน
โชคดีที่ตอนนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจสองนายเดินเข้ามาจากด้านนอก
“อวี๋ชางใช่ไหม? คนที่ทุบป้ายคุณเมื่อเช้าเจอตัวแล้ว ตามพวกเราไปโรงพักเพื่อทำบันทึกหน่อย”
“เอ๊ะ ได้ครับ ผมมาแล้ว” อวี๋ชางลุกขึ้นยืน “เจี่ยซวง เธอเฝ้าร้านไปก่อนนะ เดี๋ยวผมกลับมา”
“อ๋อ...ได้ค่ะ!” กู้เจี่ยซวงถอนหายใจยาวอย่างโล่งอก