ตอนที่ 7 การเยี่ยมเยือนและความทะเยอทะยาน
ตอนที่ 7 การเยี่ยมเยือนและความทะเยอทะยาน
กริ๊งกริ๊ง~
กระดิ่งที่หน้าร้านรับสร้างการ์ดของอวี๋ชางถูกประตูผลักให้ดังขึ้น ร่างคนผู้หนึ่งก้าวเข้ามาจากภายนอก
เวลานี้แล้วยังมีคนมาอีกเหรอ?
กู้เจี่ยซวงชะงักไปเล็กน้อย แต่ก็รีบปรับสีหน้าเป็นรอยยิ้มอย่างรวดเร็ว “สวัสดีค่ะคุณลูกค้า ไม่ทราบว่า…เอ๊ะ คุณคือ…”
กู้เจี่ยซวงเบิกตากว้าง สีหน้าเต็มไปด้วยความไม่อยากเชื่อ
“ชู่ว” ผู้มาใหม่ยกนิ้วชี้ขึ้นจรดริมฝีปาก เป็นการบอกให้กู้เจี่ยซวงเงียบเสียง
ผู้มาใหม่ดูเหมือนจะอายุราวห้าสิบกว่าปีแล้ว ผมของเขาขาวโพลน แต่รูปร่างสูงผอมและแววตายังคงสดใส เขาสวมเสื้อโค้ทลายสก๊อตสีน้ำตาลเข้ม ดูมีสง่าราศีเป็นอย่างมากจากระยะไกล
“อื้อ” กู้เจี่ยซวงรีบเอามือปิดปาก หยุดไปครู่หนึ่งแล้วก็ยังคงอดไม่ได้ที่จะถามด้วยความอยากรู้ “คุณมาที่นี่ได้ยังไงคะ?”
“ฉันเหรอ…” ผู้มาใหม่สูดจมูก ได้กลิ่นหอมในอากาศและเสียงก็ดังขึ้นเล็กน้อย “มาขอข้าวเขากินหน่อย ได้ไหม?”
“แน่นอนอยู่แล้ว ตาแก่ ขึ้นมาข้างบนก่อนเลย” เสียงของอวี๋ชางดังแว่วมาเบาๆจากชั้นสอง
กู้เจี่ยซวงเบิกตากว้าง เธอลดเสียงลงและกระซิบว่า “ท่านอธิการบดี เขาเขาเขา…คุณอวี๋ชางเรียกท่านว่า… เรียกท่านว่า…”
คนผู้นั้นหัวเราะฮ่าๆ “เธอคือกู้เจี่ยซวงใช่ไหม? ที่นี่ไม่ต้องเรียกฉันว่าอธิการบดีหรอก เรียกชื่อจริงฉันก็พอ”
“ค่ะ ค่ะ ท่าน…ฉันยังคงเรียกท่านว่าคุณเหรินเจิ้งก็แล้วกันค่ะ”
“ไม่เป็นไร สบายๆ” เหรินเจิ้งหันหลังกลับ ปิดประตูม้วนหน้าร้านรับสร้างการ์ดอย่างคล่องแคล่ว จากนั้นก็เดินขึ้นไปชั้นสองอย่างเป็นธรรมชาติ “วันนี้ทำบะหมี่จาจังเมียนใช่ไหม? ฉันได้กลิ่นมาแต่ไกลเลย!”
หลังจากเหรินเจิ้งขึ้นไปชั้นบนแล้ว หัวของกู้เจี่ยซวงก็ยังคงหมุนติ้ว
นี่คือท่านอธิการบดีของมหาวิทยาลัยเมืองหลวงเก่าเชียวนะ!
เธอ กู้เจี่ยซวง ตลอดสองปีที่ผ่านมาเคยเจอท่านอธิการบดีเพียงแค่สามครั้งเท่านั้น! และทุกครั้งที่ปรากฏตัว ท่านอธิการบดีก็มักจะทำหน้าบึ้งตึง ดูเป็นคนที่ไม่น่าเข้าใกล้
ไม่เหมือนกับวันนี้ที่ยิ้มแย้มแจ่มใสเลย
แต่เมื่อเห็นเหรินเจิ้งตัดสินใจปิดร้านรับสร้างการ์ดด้วยตัวเอง กู้เจี่ยซวงก็รีบจัดระเบียบสีหน้าของเธอและเดินตามขึ้นไปชั้นสองทันที
ชั้นสองของร้านรับสร้างการ์ด เธอยังไม่เคยขึ้นไปเลย!
...
การมาเยือนกะทันหันของเหรินเจิ้ง สำหรับอวี๋ชางก็เป็นแค่การเพิ่มบะหมี่อีกชามเท่านั้น
ยังไงซะเขาก็ทำอาหารอย่างอื่นไม่เป็นอยู่ดี
ไม่นาน บะหมี่สามชามก็ถูกยกขึ้นวางบนโต๊ะอาหาร ชามจาจังวางอยู่กลางโต๊ะ ให้ตักเติมได้ตามสะดวก
เหรินเจิ้งถูมือ “อวี๋ชาง ฉันไม่ได้ชิมบะหมี่ฝีมือนายมาพักใหญ่แล้วนะ”
“ใครใช้ให้คุณไม่มาบ่อยๆเล่า” อวี๋ชางกลอกตา
“เอ่อ…” กู้เจี่ยซวงนั่งอยู่ข้างๆ เป็นครั้งแรกในชีวิตที่เธอรู้สึกประหม่ากับการกินอาหาร
แต่ในไม่ช้า เมื่อเส้นบะหมี่เหนียวนุ่มคลุกเคล้ากับซอสจาจังหอมกรุ่นถูกส่งเข้าปาก ความรู้สึกอึดอัดนั้นก็หายไปในพริบตา
อร่อย! อร่อยเหลือเกิน!
ฮือฮือฮือ นี่แหละบะหมี่ของจริง!
กู้เจี่ยซวงก้มหน้ากินบะหมี่ ทำเหมือนกับว่าไม่ได้ยินเรื่องราวอะไรที่เกิดขึ้นรอบตัว
เหรินเจิ้งกินไปสองสามคำ สายตาเหลือบมองอวี๋ชางและพูดขึ้นมาทันทีว่า “เสี่ยวชาง ช่วงนี้เป็นยังไงบ้าง?”
“ก็พอใช้ได้ครับ”
“ได้ยินมาว่าช่วงนี้มีคนคิดจะแย่งร้านนายไป?”
“ก็มีเรื่องแบบนั้นจริงๆครับ”
“เป็นไงบ้าง อยากให้ฉันช่วยไหม?”
“ดีครับ”
“เสี่ยวชาง นายอย่าดื้อนักเลย ต่อให้นายมีพรสวรรค์สูงแค่ไหน บางเรื่องก็ทำเองไม่ได้หรอก…อะไรนะ?” เหรินเจิ้งชะงักไป เขามองอวี๋ชางอย่างไม่อยากจะเชื่อ “นายตกลงให้ฉันช่วยแล้วเหรอ?”
“อืม แปลกมากเหรอครับ?” อวี๋ชางมองด้วยแววตาแปลกๆ
แววตาของเหรินเจิ้งเผยความดีใจอย่างเห็นได้ชัด แต่เขาก็รีบเก็บความดีใจนั้นลงไปอย่างรวดเร็ว
ไอค่อกแค่กสองครั้ง เหรินเจิ้งจงใจทำสีหน้าลำบากใจ “เรื่องนี้…ฉันช่วยนายได้แน่นอน แต่เงื่อนไขก็คือ…”
“รู้แล้วครับ ผมจะไปเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยเมืองหลวงเก่าก็ได้”
คราวนี้เหรินเจิ้งเผยรอยยิ้มออกมาในที่สุด “เอ๊ะ แบบนี้สิถึงจะถูก อัจฉริยะอันดับหนึ่งของเมืองหลวงเก่าก็ควรจะเรียนที่มหาวิทยาลัยเมืองหลวงเก่าสิ! ถ้าไปมหาวิทยาลัยจักรพรรดิ…คนอื่นเขาจะว่ายังไง”
...
อีกด้านหนึ่งกู้เจี่ยซวงที่กำลังจมดิ่งอยู่ในโลกของการกินไม่รู้ตัวเลยว่าเธอหยุดนิ่งไปตั้งแต่เมื่อไหร่
อาหารในปากยังไม่ทันได้กลืนลงไป แต่แววตาของเธอกลับเหม่อลอยไปแล้ว
เธอได้ยินอะไรนะ?
ท่านอธิการบดีของมหาวิทยาลัยเมืองหลวงเก่า! มาขอร้องถึงบ้านเพื่อช่วยงานเถ้าแก่ของตัวเอง?
และเงื่อนไขก็คือให้อวี๋ชางเข้าเรียน?
ไม่ว่าจะคิดยังไงนี่ก็เป็นสถานการณ์ที่เถ้าแก่ชนะสองต่อสองชัดๆ ทำไมดูท่านอธิการบดีเหรินเจิ้งถึงได้…ดูอ่อนน้อมถ่อมตนขนาดนี้
นี่มันพล็อตเรื่องแฟนตาซีอะไรกัน!
ขณะนั้นเหรินเจิ้งดูเหมือนจะเห็นความประหลาดใจของกู้เจี่ยซวง เขากล่าวด้วยรอยยิ้ม “เจี่ยซวง เธอคงไม่รู้สินะว่าเจ้าหนูอวี๋ชางนี่คือเด็กหัวกะทิของเมืองหลวงเก่าในรุ่นสอบของเธอเลยนะ แถมยังเป็นอันดับหนึ่งทั้งด้านวิชาการและด้านการต่อสู้ด้วย!”
“เฮือก…แค่กแค่ก!” กู้เจี่ยซวงสูดหายใจเข้าลึก แต่ก็สำลักบะหมี่ในปากทันที รีบหยิบทิชชูมาปิดปากไว้
"พอเถอะ เรื่องเก่าๆก็อย่าพูดถึงเลย" อวี๋ชางรินน้ำร้อนใส่แก้วอย่างเป็นธรรมชาติ แล้ววางไว้ตรงหน้ากู้เจี่ยซวง "แต่ก็ว่าเถอะ ตาแก่ ได้ข่าวว่าคนที่อยากจะซื้อร้านเล็กๆของผมคราวนี้ไม่ใช่คนธรรมดาเลย คุณจะรับมือไหวเหรอ?"
"พูดอะไรน่ะ" เหรินเจิ้งตบหน้าอกปึกๆ "วางใจได้ ในเมืองหลวงเก่าไม่มีปัญหาอะไรที่ฉันจัดการไม่ได้"
"หวังว่าจะเป็นอย่างนั้น" อวี๋ชางกินข้าวต่อ "อ้อ แล้วผมมีข้อแม้หนึ่งข้อ"
"ว่ามาสิ"
"เข้าเรียนได้ แต่ผมต้องขอข้ามชั้น"
เหรินเจิ้งทำท่าเหมือนคาดการณ์ไว้แล้วพร้อมหัวเราะหึๆก่อนพูดว่า "แน่นอน ความรู้ปีหนึ่งมันง่ายเกินไปสำหรับนายอยู่แล้ว ยิ่งกว่านั้นปกตินายก็ควรจะอยู่ปีสองแล้วด้วยซ้ำ"
"คุณเข้าใจผิดแล้ว" อวี๋ชางส่ายหัว, "ผมจะข้ามไปปีสาม"
"ห๊า" เหรินเจิ้งตะลึง "ปีสาม? ทำไมล่ะ?"
อวี๋ชางลูบคลำนิ้วมือตัวเองครู่ใหญ่จึงกล่าวว่า "เพราะมีแต่ปีสามเท่านั้นถึงจะสามารถเข้าร่วมการแข่งขันลีกมหาวิทยาลัยทั่วประเทศได้"
สีหน้าของเหรินเจิ้งเปลี่ยนไปเล็กน้อย ดูเหมือนจะเข้าใจจุดประสงค์ของอวี๋ชางแล้ว
"เป็นเพราะต้วนเฟิงใช่ไหม?"
"ใช่" อวี๋ชางพยักหน้า
ต้วนเฟิง คือรุ่นพี่ที่มหาวิทยาลัยจักรพรรดิที่เขาไม่เคยพบหน้ากันมาก่อน!
"นายอยากเอาชนะต้วนเฟิงในการแข่งขันลีกมหาวิทยาลัยทั่วประเทศงั้นเหรอ? นี่...นี่มันค่อนข้างยากนะ การแข่งขันลีกมหาวิทยาลัยทั่วประเทศเหลือเวลาอีกแค่ประมาณครึ่งปีแล้ว แถมตอนนี้นายเป็นแค่ผู้ใช้การ์ดวิญญาณระดับสามเท่านั้นเอง" เหรินเจิ้งลังเลเล็กน้อย
เรื่องที่เกิดขึ้นกับอวี๋ชางเขาก็รู้ แต่เรื่องที่เกิดขึ้นในเมืองจักรพรรดินั้น แม้เขาจะอยากเข้าไปจัดการ แต่ก็ไม่มีกำลังเหลือพอ
อีกอย่างการที่ได้เห็นอวี๋ชางกลับมายังเมืองหลวงเก่าในที่สุด สำหรับเขาก็ถือเป็นเรื่องดี
"ไม่เป็นไรหรอก เรื่องแบบนี้อยู่ที่ความพยายามของคน" น้ำเสียงของอวี๋ชางสงบ แต่ในขณะเดียวกันก็แน่วแน่เป็นอย่างยิ่ง
โดยทั่วไปแล้วก่อนการสอบเอ็นทรานซ์ทั่วประเทศ ผู้ใช้การ์ดวิญญาณที่ขยันจะสามารถยกระดับของตนเองขึ้นถึงระดับสองได้ หลังจากเข้ามหาวิทยาลัยแล้วเพียงแค่ฝึกฝนเพิ่มเติมเล็กน้อย ปีหนึ่งก็สามารถทะลวงสู่ระดับสามได้อย่างง่ายดาย
ปีสอง นักเรียนที่มีความก้าวหน้าตามปกติก็มีโอกาสทะลวงสู่ระดับสี่ได้ แต่พอถึงปีสี่ ผู้ที่สามารถทะลวงสู่ผู้ใช้การ์ดวิญญาณระดับห้าได้ก็ถือได้ว่าเป็นผู้โดดเด่น
ท้ายที่สุดแล้วการทะลวงระดับพลังย่อมจะช้าลงเรื่อยๆ
ส่วนพวกที่สามารถเข้าร่วมการแข่งขันลีกมหาวิทยาลัยทั่วประเทศได้นั้น ไม่ต้องสงสัยเลยว่าทั้งหมดจะต้องเป็นผู้ใช้การ์ดวิญญาณระดับห้าอย่างแน่นอน!
แต่อวี๋ชางนั้นเพราะปีหนึ่งเขาทุ่มเทกับการวิจัยมากเกินไปจึงละเลยการยกระดับผู้ใช้การ์ดวิญญาณไปบ้าง ระดับสามของเขาจึงดูธรรมดาไปหน่อยเมื่อเทียบกับนักเรียนปีสองทั่วไป ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการต้องเผชิญหน้ากับต้วนเฟิงที่ฝึกฝนมามากกว่าเขาหนึ่งปี
นี่ดูเหมือนจะไม่มีความหวังเลย
แต่อวี๋ชางเชื่อมั่นว่าบางเรื่องมีเพียงการลงมือไขว่คว้าด้วยตัวเองเท่านั้นจึงจะมีหวังสำเร็จ! ถ้าไม่พยายามก็จะทำได้แค่เสียใจในภายหลังตลอดไป
เขาเชื่อมั่นเพียงแค่ผลลัพธ์ที่สร้างขึ้นด้วยสองมือของตนเองเท่านั้น
เดิมทีเขาตั้งใจเพียงแค่จะมุ่งหน้าสู่เส้นทางของการวิจัย เพื่อตบหน้าอาจารย์ที่ปรึกษาเก่าของเขาให้หงายเงิบ แต่หลังจากที่มีอุปกรณ์บันทึกคีย์เวิร์ดแล้ว ในใจของอวี๋ชางก็จุดประกายความทะเยอทะยานเพิ่มเติมขึ้นมา
ต้องรู้ไว้ว่าระบบการ์ดวิญญาณของโลกนี้ ความจริงแล้วในสายตาของเขาค่อนข้างล้าหลัง อย่างน้อยเมื่อเทียบกับภาพยนตร์ ซีรีส์ และเกมต่างๆในชาติก่อนแล้วถือว่าล้าหลังกว่ามาก ระบบหลายอย่างยังไม่เป็นรูปเป็นร่าง ดังนั้นเขาจึงสามารถอาศัยความคิดสร้างสรรค์ของนักเดินทางข้ามมิติ เข้าสู่ห้องทดลองของอาจารย์ท่านหนึ่งได้ตั้งแต่ปีหนึ่ง
และเมื่อมีอุปกรณ์บันทึกคีย์เวิร์ดโดยมีตัวอย่างของเด็คหญ้าเรืองแสงอยู่ตรงหน้า เขาก็มีความมั่นใจที่จะสร้างเด็คที่มีอำนาจครอบงำอย่างสมบูรณ์ในโลกนี้ได้!
ถึงตอนนั้นด้วยความได้เปรียบของเด็ค เพียงแค่ต้วนเฟิงคนเดียวอาจไม่ใช่ว่าจะสู้ไม่ได้!