บทที่ 61 ชื่อเสียงเลื่องลือทั่วเมืองหลัวสุ่ย
บทที่ 61 ชื่อเสียงเลื่องลือทั่วเมืองหลัวสุ่ย
บนเรือลำเล็ก
ลุงหม่าเอ่ยอย่างฉงน “นายน้อย เมื่อครู่ชายร่างกำยำผู้นั้นเหตุใดจึงแสดงความเกรงกลัวพวกเรากะทันหัน ข้าตรวจสอบดูแล้ว กฎที่พวกเขากล่าวถึงนั้นมีอยู่จริง”
ในยามนี้ บนท่าเรือที่คึกคัก มองเห็นกองกำลังองครักษ์จำนวนหนึ่งขึ้นไปตรวจสอบเรือลำอื่นๆ
“เขาอาจจะรู้จักพวกเรา”
“เป็นไปได้อย่างไร” ลุงหม่ากล่าวอย่างประหลาดใจ “พวกเราไม่เคยมาที่เมืองหลัวสุ่ยเลย เขาจะรู้จักพวกเราได้อย่างไร”
เจียงหยวนกล่าว “ลุงหม่า ท่านลืมทะเลสาบเมฆหมอกเมื่อหลายวันก่อนแล้วหรือ ที่นั่นมีเรือสินค้าอีกลำหนึ่งอยู่ด้วย เป็นเรือสินค้าของตระกูลซู”
ลุงหม่าพลันกระจ่าง
“พี่ซู ตระกูลซู เป็นเช่นนั้นเอง มิน่าเล่าสีหน้าของเขาจึงเปลี่ยนไปมากถึงเพียงนั้น เดิมทีเขาคงเคยเห็นอานุภาพไร้เทียมทานของนายน้อยมาแล้ว”
เจียงหยวนยิ้มเล็กน้อยพลางกล่าว “ลุงหม่า ท่านนำคนเข้าไปในเมืองหลัวสุ่ย ไปสืบสถานการณ์ก่อน ข้าอยากรู้ว่าในเมืองหลัวสุ่ยมีเซียนอยู่หรือไม่”
ลุงหม่าพยักหน้า “นายน้อยมีคำสั่งอื่นใดอีกหรือไม่”
เจียงหยวนกล่าว “ท่านนำคนไปขนสินค้าบนเรือออกไปขาย แลกเป็นตั๋วเงินแล้วนำกลับมา ส่วนเคล็ดวิชาวิถียุทธ์ระดับต่ำเหล่านั้นก็จัดการขายทิ้งให้หมด แลกเป็นตั๋วเงินนำกลับมาเช่นกัน”
“ไม่มีปัญหา” ลุงหม่าตบหน้าอกพลางกล่าว “นายน้อยวางใจรออยู่ที่นี่ได้เลย ข้าจะไปสืบข่าวให้ก่อน”
“อืม” เจียงหยวนพยักหน้าแล้วเดินเข้าไปในห้องโดยสาร
กลับมาที่ห้องของตน
เจียงหยวนหลับตาลงอีกครั้ง เริ่มกระตุ้นเลือดลมทั่วร่างเพื่อหลอมกายา
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น
“นายน้อย” ลุงหม่าเห็นเจียงหยวนเดินออกจากห้องจึงรีบเดินเข้ามา
เจียงหยวนพยักหน้า พลางดูดซับพลังแห่งโชคชะตาที่รวมตัวอยู่บนร่างของกู่โม่
จากนั้นจึงเอ่ยถาม “ลุงหม่า ข่าวคราวที่สืบมาเป็นอย่างไรบ้าง”
ลุงหม่ากล่าว “ข้าไปสืบมาทั่วทั้งเมืองแล้วขอรับ ยืนยันว่าไม่มีเซียนอยู่จริง มีแต่ตำนานเล่าขานถึงเซียนตระกูลซูในอดีต เมื่อหลายร้อยปีก่อนเคยมีอัจฉริยะผู้หนึ่ง เช่นเดียวกับจ้าวหลี่แห่งจังหวัดต้าซุนที่มีเซียนมาเยือนและรับเข้าสำนัก”
“อีกทั้งเมื่อหนึ่งร้อยปีก่อน ทะเลสาบเมฆหมอกเคยมีสัตว์อสูรตนหนึ่งนามว่า ‘เฉิน’ มีพลังแข็งแกร่งอย่างยิ่ง ในน้ำ แม้แต่ยอดฝีมือระดับหลอมกายาขั้นที่เก้าที่บรรลุขีดสุดของปุถุชนก็ยังทำอะไรมันไม่ได้ สุดท้ายเป็นราชสำนักที่ส่งเซียนมาและใช้กระบี่เดียวสังหารมันลง”
เจียงหยวนพยักหน้า ความกังวลในใจมลายหายสิ้น
“ลุงหม่า สินค้าเหล่านั้นเล่า จัดการไปถึงไหนแล้ว”
ลุงหม่าพลันหัวเราะแล้วกล่าว “นอกจากเคล็ดวิชาวิถียุทธ์ไม่กี่เล่มนั้น ข้าจัดการหมดเรียบร้อยแล้วขอรับ ได้ตั๋วเงินรวมทั้งหมดหกหมื่นสามพันสี่ร้อยตำลึง หากไม่ใช่เพราะนายน้อยสั่งให้รีบจัดการ คาดว่าราคาคงสูงขึ้นได้อีกห้าส่วน”
เจียงหยวนโบกมือ “ไม่เป็นไร จัดการได้ก็พอแล้ว ส่วนเคล็ดวิชาวิถียุทธ์ไม่กี่เล่มนั้นเป็นอย่างไรบ้าง”
ลุงหม่ากล่าว “เดิมทีข้าอยากจะรีบจัดการ แต่เจ้าของร้านบอกว่าคืนนี้มีงานประมูล ให้ข้าฝากของเหล่านั้นไปประมูล มูลค่าจะสูงกว่า และเงินที่ประมูลได้จะได้รับในคืนนี้เลย”
เจียงหยวนพยักหน้า “เช่นนั้นก็ได้”
จากนั้นกล่าวต่อ “ในเมื่อสืบหาข้อมูลเรียบร้อยแล้ว เช่นนั้นก็ไปเดินเที่ยวในเมืองก่อน ไปหาอะไรกินแล้วค่อยไปตระกูลซู”
“ขอรับ” ลุงหม่าพยักหน้า
เรือนต้อนรับเซียน
ตึกแห่งนี้เดิมมีนามว่าเรือนรับรองแขก ภายหลังเล่ากันว่ามีเซียนมาเยือนเพื่อรับประทานอาหาร ก่อนจากไปได้เอ่ยชมว่า “รสชาติดี”
จากนั้นที่นี่จึงเปลี่ยนชื่อเป็นเรือนต้อนรับเซียน ธุรกิจกลายเป็นรุ่งเรืองอย่างยิ่ง
ในยามนี้เจียงหยวนและคณะมาถึงชั้นสอง
อาหารเพิ่งยกมาวางเต็มโต๊ะ เจียงหยวนก็คีบเนื้อปลาชิ้นหนึ่งส่งเข้าปาก
“รสชาติเยี่ยม”
เขาเอ่ยชม
ในขณะนั้นเอง
ด้านล่างมีคนกระแอมไอขึ้น
“ทุกท่าน วันนี้ข้าจะไม่เล่าเรื่องเดิมแล้ว แต่จะเล่าเรื่องของอัจฉริยะหนุ่มนามว่าเจียงหยวน”
ทันทีที่สิ้นคำ เสียงจอแจก็ดังขึ้นจากด้านล่าง
“อัจฉริยะหนุ่ม เจียงหยวน พวกเราไม่เคยได้ยินชื่อนี้มาก่อนเลย”
ลุงหม่าก็ก้มหน้ามองลงไปด้านล่างอย่างสงสัยก่อนกล่าว “นายน้อย เป็นนักเล่านิทาน แต่เหตุใดเขาถึงเล่าเรื่องของท่านอย่างกะทันหันเช่นนี้”
“อาจจะเกี่ยวข้องกับการต่อสู้ที่ทะเลสาบเมฆหมอกกระมัง ในเมื่อตอนนั้นยังมีเรือสินค้าลำอื่นอยู่ด้วย” เจียงหยวนกล่าว
ในขณะเดียวกัน เสียงของนักเล่านิทานผู้นั้นก็ดังขึ้นจากด้านล่างอีกครั้ง
“ทุกท่านแน่นอนว่าไม่เคยได้ยิน แต่มีสิบสามคนที่พวกเจ้าต้องเคยได้ยินแน่นอน”
“ผู้ใด” คนด้านล่างเอ่ยถามอย่างสงสัย
“สิบสามโจรแห่งหมังซาน”
“เฮือก อัจฉริยะผู้นี้มีชื่อเสียงเกี่ยวข้องกับสิบสามโจรแห่งหมังซานหรือ”
“ถูกต้อง”
คนทั้งสองพูดโต้ตอบกัน กระตุ้นความอยากรู้อยากเห็นของผู้คน
จากนั้นเขากล่าว “นั่นเป็นการต่อสู้ที่อาจเรียกได้ว่าเป็นตำนาน พวกเจ้าอยากฟังหรือไม่”
ภายใต้การยืนยันจากเรื่องสิบสามโจรแห่งหมังซาน ความอยากรู้อยากเห็นของผู้คนพลันถูกกระตุ้นขึ้นมา
“อยาก”
หลังจากนั้น
“กริ๊ง” “กริ๊ง” “กริ๊ง”
เสียงเหรียญทองแดงตกกระทบพื้นดังขึ้น
เจียงหยวนเอ่ย “เสี่ยวเสี่ยว โยนเงินแท่งลงไปหนึ่งก้อน!”
“เจ้าค่ะ นายน้อย!”
ซูเสี่ยวเสี่ยวรับคำ จากนั้นล้วงเงินแท่งก้อนหนึ่งออกมายื่นโยนลงไปยังเวทีชั้นหนึ่ง
นักเล่านิทานด้านล่างเห็นเงินแท่งตกลงตรงหน้าตนเองก็พลันดีใจในทันที
สุราที่เลี้ยงไปเมื่อคืนนับว่าคุ้มค่าแล้ว
เขาเก็บเงินแท่งขึ้นมาแล้วประสานมือคารวะไปยังชั้นสอง “ขอบคุณแขกผู้มีเกียรติจากชั้นสองที่ให้รางวัล!”
จากนั้นก็หันไปประสานมือคารวะผู้ชมที่นั่งอยู่รอบๆเวที “ขอบคุณแขกผู้มีเกียรติทุกท่านที่ให้รางวัล!”
เจียงหยวนยิ้มเล็กน้อย หากไม่มีตราของสำนักไท่เสวียนที่ตันไถ่หมิงทิ้งไว้ เขาก็คงมีความคิดที่จะใช้เรื่องนี้สร้างชื่อเสียงให้ตนเอง
เช่นเดียวกับจ้าวหลี่แห่งจังหวัดต้าซุนในตอนนั้นที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วสองมณฑล ย่อมมีผู้คนจากตระกูลเซียนมาเชื้อเชิญให้ไปเป็นศิษย์โดยธรรมชาติ
เมื่อเป็นเช่นนั้น เขาก็ไม่จำเป็นต้องพิจารณาสำนักสุริยันอัสดงเลย
ทว่าในตอนนี้กลับไม่ต้องใช้แล้ว
ขณะนั้นนักเล่านิทานด้านล่างกระแอมไอสองสามครั้ง
จากนั้นก็ค่อยๆเล่าเรื่องราวของวันนั้นออกมา
เมื่อเขาเล่าถึงยอดอัจฉริยะหนุ่มผู้นั้นที่ว่ากันว่าสูงแปดฉื่อ กว้างแปดฉื่อ มีสามเศียรหกกร
พลันก็เกิดเสียงโหวกเหวกโวยวายขึ้นรอบข้าง “ในโลกนี้จะมีคนที่ตัวเป็นสี่เหลี่ยมได้อย่างไร!”
นักเล่านิทานตบกระดาน “เกินจริง นี่เป็นคำกล่าวเกินจริง”
จากนั้นเขาก็เล่าต่อไปเรื่อยๆ เมื่อเขาเล่าจบทั้งหมด
รอบข้างก็พลันเงียบสงัด
นักเล่านิทานลูบเคราพร้อมรอยยิ้ม “พวกท่านว่า นี่จะเรียกว่ายอดอัจฉริยะหนุ่มได้หรือไม่?”
รอบข้างพลันมีเสียงสูดหายใจเข้าดังขึ้นมาเป็นระยะๆ
“ฮึ่ม! หากเป็นจริงดังที่ท่านเล่า นั่นย่อมเป็นยอดอัจฉริยะหนุ่มอย่างแท้จริง ดุจดั่งเทพเซียนจุติ อนาคตจะต้องกลายเป็นผู้คนในตระกูลเซียนอย่างแน่นอน!”
“ใช่ ใช่ ใช่”
ในขณะนั้นเองมีคนด้านล่างเวทีตะโกนออกมาด้วยความโกรธ “เหลวไหล! ไร้สาระสิ้นดี! ข้าไม่เคยได้ยินชื่อของคนผู้นั้นเลยแม้แต่น้อย จะเป็นไปได้อย่างไรที่คนๆเดียวต่อสู้กับสิบสามโจรแห่งหมังซานได้!”
“แม้แต่จ้าวหลี่หลานชายของข้า ยอดอัจฉริยะผู้โด่งดังที่สุดแห่งจังหวัดต้าซุนก่อนหน้านี้ก็ยังต่อสู้กับสิบสามโจรแห่งหมังซานเพียงลำพังในขีดจำกัดของปุถุชนไม่ได้”
นักเล่านิทานบนเวทีเอ่ย “ไม่ทราบว่าท่านคือ?”
“ข้าคือลุงของจ้าวหลี่!” ชายผู้นั้นกล่าวอย่างโอหัง
เมื่อคำพูดนี้หลุดออกมา ผู้คนก็พากันตกตะลึง นักเล่านิทานรีบประสานมือคารวะ “ที่แท้ก็คือลุงของเซียนจ้าว ข้าน้อยมีตาแต่หามีแววไม่เสียแล้ว!”
ชายผู้นั้นเชิดคางขึ้นเล็กน้อย “การต่อสู้ที่ทะเลสาบเมฆหมอกที่ท่านเล่าเมื่อครู่นี้เป็นเรื่องเล่าลือใช่หรือไม่!”
นักเล่านิทานก็ทำได้เพียงบอกความจริง “ข้าน้อยได้ยินมาจากปากของผู้อื่นจริงๆ”