บทที่ 121 การมาถึงของเซียวรั่วเฉิน!
บทที่ 121 การมาถึงของเซียวรั่วเฉิน!
เมื่อเห็นภาพเหตุการณ์ที่อยู่ไกลออกไป
ทุกคนต่างตกตะลึง
ด้วยระดับเชื่อมชีพจรเอาชนะระดับทะเลวิญญาณได้ และที่พ่ายแพ้คือเหลียงชิวผู้ดูแลหน่วยตรวจสอบที่มีชื่อเสียงโด่งดัง
ในฐานะผู้ดูแลหน่วยตรวจสอบ นางย่อมไม่อ่อนแอเมื่ออยู่ในขอบเขตเดียวกัน
การต่อสู้ครั้งนี้เพียงพอแล้วที่จะทำให้เจียงหยวนขึ้นแท่นเป็นตำนาน จารึกไว้ในประวัติศาสตร์ของสำนักไท่เสวียน
และชั่วขณะนี้พวกเขาก็ได้ประจักษ์ถึงความแข็งแกร่งทางกายของเจียงหยวนด้วยตาตนเอง มันมีพลังที่ทำลายทุกสรรพวิชาได้ด้วยหมัดเดียว
วิชาปราณระดับปฐพีที่พุ่งโจมตีใส่ร่างเจียงหยวนกลับไม่ทำให้เขาได้รับบาดเจ็บแม้แต่น้อย
เช่นนี้แล้วจะสู้ได้อย่างไร?
ได้เปรียบมาแต่กำเนิดมิอาจพ่ายแพ้ได้เลย
ผ่านไปหลายลมหายใจ มีบางคนขยี้ตาตนเอง
“เป็นจริงอย่างนั้นหรือ เจียงหยวนสามารถใช้เพียงพลังกายทำลายเคล็ดวิชาระดับปฐพี ‘มังกรน้ำแข็งทะยานฟ้า’ ได้”
คนที่อยู่ข้างกายเขากลับมามีสติช้าๆ “ไร้สาระ ไม่เห็นหรือว่าทุกคนต่างตกตะลึงไปหมดแล้ว? ระดับเชื่อมชีพจรเอาชนะระดับทะเลวิญญาณได้ แถมยังเป็นการบดขยี้อีก พลังต่อสู้เช่นนี้ช่างน่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก! สมควรเป็นอัจฉริยะอันดับหนึ่งของสำนักไท่เสวียน!”
“ถูกต้อง!” บางคนพยักหน้าช้าๆ “หลังจากศึกนี้ หากเขาบอกว่าตนเองเป็นอันดับสอง ผู้ใดเล่าจะกล้าอ้างตนเป็นอันดับหนึ่ง!”
“...”
ในเวลาเดียวกัน
คงเนี่ยนที่อยู่บนท้องฟ้าเดิมทีกำลังลูบเคราเบาๆ
ในชั่วพริบตานั้น เคราหลายเส้นที่ถูกดึงขาดก็ปรากฏขึ้นในมือของเขา
กายาของเจ้าเด็กนี่แข็งแกร่งได้ถึงเพียงนี้เชียวหรือ ข้าประเมินเขาต่ำไปเสียแล้ว
นี่คือเมล็ดพันธุ์แห่งการทำลายทุกสรรพวิชาด้วยหมัดเดียวแต่กำเนิดเลยนะ!
ด้วยกายาของเขาในตอนนี้ หากได้บำเพ็ญ ‘กายแท้หมื่นภัยไม่ดับสูญ’ อีก จะน่าสะพรึงกลัวเพียงใด
เมื่อคิดถึงจุดนี้ คงเนี่ยนก็เต็มไปด้วยความมุ่งมาดปรารถนา
พึงรู้ว่า ‘กายแท้หมื่นภัยไม่ดับสูญ’ เป็นเคล็ดวิชาที่เกี่ยวข้องกับวิถีหายนะ ได้ก้าวข้ามขีดจำกัดของระดับสามัญ ปฐพี และนภาไปแล้ว
เป็นเคล็ดวิชาบำเพ็ญกายาที่มุ่งตรงสู่วิถีอย่างแท้จริง ด้วยเคล็ดวิชานี้มีหวังที่จะได้ควบคุมวิถีหายนะ และบรรลุเป็นเซียนได้โดยสมบูรณ์
แม้ว่าในขณะนี้มันจะยังไม่สมบูรณ์ก็ตาม!
“ศิษย์พี่เจียง มีอะไรก็ค่อยๆพูดคุยกัน! ท่านวางใจเถิด พวกข้าย่อมจะดำเนินการตามกฎอย่างเคร่งครัดแน่นอน” จางไครีบเดินออกมาเกลี้ยกล่อม
จากนั้นเขาโบกมือให้คนที่อยู่ด้านหลัง
“ไป จับคนสองคนนั้นมา” เขาชี้ไปที่ เจียงเทียน เจียงอวี่ ที่กำลังคิดจะหลบหนีไปอย่างเงียบๆ
เจียงหยวนเตะก้อนหินแตกสองก้อนอย่างรวดเร็วราวสายฟ้าแลบ พุ่งทะลุต้นขาของพวกเขาในทันที
ทั้งสองคนทรุดลงกับพื้น กุมต้นขาครวญครางอย่างเจ็บปวด
“ศิษย์พี่เจียง!” จางไคเหลือบมองเจียงหยวน
“ทำไม? มาลบหลู่ถึงเรือนข้าแล้วยังคิดจะหนีอีก ข้าให้บทเรียนแก่พวกเขาบ้างไม่ได้เลยหรือ?” เจียงหยวนกล่าวอย่างเย็นชา
เซี่ยหว่านฉิงไม่ลังเลอีกต่อไป ร่างกายเคลื่อนไหวชั่วพริบตามาถึงเบื้องหน้าเจียงเทียนเจียงอวี่ทันที คว้าตัวทั้งสองคนแล้วพามาอยู่เบื้องหน้าเจียงหยวน
พวกเขาทั้งสองคนเมื่อเห็นเจียงหยวนอยู่ตรงหน้าก็ถึงกับไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง หยุดเสียงครวญคราง
ได้แต่ทนความเจ็บปวดจากการที่กระดูกต้นขาหักอย่างสุดกำลัง
เซี่ยหว่านฉิงกล่าวว่า “ศิษย์พี่เจียงโปรดยกโทษให้ผู้ดูแลเหลียงชิวด้วยเถิด!”
สมาชิกหน่วยตรวจสอบอีกหลายคนก็เต็มไปด้วยความตึงเครียดเช่นกัน เห็นได้ชัดว่าชีวิตของเหลียงชิวได้ตกอยู่ในมือของเจียงหยวนอย่างสิ้นเชิงแล้ว
หากเขาใจร้าย จากการแสดงออกเมื่อครู่ เพียงแค่บีบนิ้วห้าคงจะทำให้เหลียงชิวเสียชีวิตในทันที ไม่มีผู้ใดสงสัยเลยว่าเขาจะไม่มีพลังเช่นนั้น
เมื่อเห็นทุกคนที่เต็มไปด้วยความตึงเครียดและจางไคกับเซี่ยหว่านฉิงที่พูดจาหว่านล้อม
เจียงหยวนจึงยิ้มเล็กน้อย ค่อยๆคลายมือออก จากนั้นตบฝ่ามือออกไป
พรวด!
เลือดสาดกระเซ็นไปทั่วฟ้าในทันที นางพลันลอยกระเด็นออกไปหลายสิบจั้ง
จนกระทั่งตกลงสู่พื้นและลุกขึ้นยืน
เหลียงชิวเช็ดคราบเลือดที่มุมปาก จากนั้นยกมือขึ้นกล่าวว่า “ขอบคุณศิษย์น้องเจียงที่เมตตา!”
เจียงหยวนส่ายหน้า รู้สึกผิดหวังเล็กน้อย
คราแรกโอหังคราหลังนอบน้อม คนเช่นนี้เมื่อเป็นผู้รักษากฎย่อมเป็นเพียงพวกที่รังแกผู้อ่อนแอ
ท้ายที่สุดทุกสิ่งทุกอย่างล่วนขึ้นอยู่กับพละกำลัง หากตนเองพ่ายแพ้ต่อนาง นางจะแสดงท่าทีเช่นนี้ได้อย่างไร
ความเย่อหยิ่งจากกระดูกของหน่วยตรวจสอบ เขาได้ลิ้มลองมามากพอในช่วงเวลานี้
ในขณะนั้น ผู้คนกลุ่มหนึ่งได้เดินมาจากที่ไกลๆอีกครั้ง
พวกเขากระพริบกายไม่กี่ครั้งก็มาถึงตำแหน่งที่ทุกคนอยู่ได้หลายร้อยจั้งอย่างรวดเร็ว
หัวหน้ากลุ่มนั้นคือเซียวรั่วเฉินนั่นเอง
สายตาของเขาคมกริบ กวาดมองไปรอบๆ จากนั้นกล่าวอย่างไม่ใส่ใจว่า “เกิดอะไรขึ้น? เหตุใดจึงเกิดเรื่องใหญ่โตเช่นนี้?”
จากนั้นเขามองเจียงหยวนอย่างลึกซึ้ง ภาพที่เจียงหยวนซัดเหลียงชิวกระเด็นไปเมื่อครู่เขาเห็นชัดเจนจากระยะไกล
ในตอนนี้เองเพิ่งมีคนสังเกตเห็นการมีอยู่ของเขา สมาชิกหน่วยตรวจสอบต่างรีบโค้งคำนับกล่าวว่า “คารวะท่านเจ้าศาลาเซียว!”
“คารวะท่านเจ้าศาลาเซียว”
ผู้คนต่างพากันโค้งคำนับเป็นทอดๆ
เพราะเขาคือรักษาการเจ้าศาลาหน่วยตรวจสอบในปัจจุบัน
การรับตำแหน่งเต็มตัวนั้นเป็นเรื่องของอนาคตอันใกล้
ในด้านความแข็งแกร่ง เขาอาจไม่เท่าผู้อาวุโสหลายท่าน มีเพียงระดับทะเลวิญญาณเท่านั้น
แต่ในด้านอำนาจ เขากุมอำนาจการบังคับใช้กฎของสำนัก ซึ่งเป็นแกนหลักแห่งอำนาจอย่างแท้จริง
ใครเล่าที่เห็นเขาแล้วจะไม่เกรงกลัว
เพราะโดยกำเนิดแล้วเขาย่อมเป็นตัวแทนความถูกต้องอันยิ่งใหญ่ของสำนัก เป็นตัวแทนของความชอบธรรม
เซียวรั่วเฉินมองเหลียงชิว “ผู้ดูแลเหลียง เกิดอะไรขึ้น?”
เหลียงชิวลูบคลำบาดแผลที่ถูกเจียงหยวนโจมตี แล้วเล่าเรื่องที่ตนได้พบเห็นทั้งหมดอย่างละเอียด
หลังจากที่นางเล่าจนจบก็กล่าวเสริมอีกประโยคว่า “ส่วนเรื่องที่เกิดขึ้นก่อนข้ามาถึง ข้ายังไม่ค่อยชัดเจนนัก”
เซียวรั่วเฉินยกมือจับ แล้วดึงตัวหัวหน้าหลินผู้นั้นมาอยู่ตรงหน้า
“หัวหน้าหลิน เจ้าช่วยเล่ามาที!”
ยามนี้เมื่อเขาเห็นการปรากฏตัวของเซียวรั่วเฉิน ในใจพลันโล่งอกไปมาก รู้สึกปลอดภัยขึ้นเยอะ
เมื่อเผชิญหน้ากับการสอบถามของเซียวรั่วเฉิน เขาจึงเริ่มกล่าวช้าๆ
“เมื่อข้ามาถึงที่นี่ก็เห็นสาวใช้ผู้นั้นฟันแขนศิษย์สายในคนหนึ่งขาดไปแล้ว”
เขาชี้ไปยังแขนที่ขาดบนพื้นดินกับเจียงเทียนที่อยู่ข้างๆแล้วกล่าว
จากนั้นชี้ไปยังกู่โม่ที่สวมชุดสีดำก่อนกล่าวต่อ “ข้ายังเห็นเขาแอบโจมตีผู้ดูแลฉู่จนเกือบจะตัดศีรษะขาด ดังนั้นข้าจึงต้องพาคนทั้งสองไปหน่วยตรวจสอบเพื่อสอบสวนให้ชัดเจน”
เซียวรั่วเฉินมองเจียงหยวน แล้วกล่าวว่า “พี่เจียง ที่เขาพูดเป็นเรื่องจริงหรือเท็จ?”
เจียงหยวนยิ้มเล็กน้อย “เจ้าคิดว่าอย่างไรเล่า?”
หัวหน้าหลินหันไปเตือนว่า “ศิษย์น้องเจียง ต่อหน้าท่านเจ้าศาลาโปรดวางตัวให้สมกับฐานะศิษย์สายในของเจ้าด้วย!”
เซียวรั่วเฉินถอนหายใจแผ่วเบา แล้วกล่าวว่า “ในที่สุดข้าก็เข้าใจแล้วว่าแม้เหตุใดข้าจะพยายามอย่างเต็มที่ในการจัดระเบียบจนกำจัดพวกเนื้อร้ายไปเกือบหมด แต่หน่วยตรวจสอบทั้งหมดยังคงไม่ได้รับการปรับปรุงมากนัก”
“ที่แท้ก็เพราะเหตุนี้เอง ในฐานะผู้รักษากฎมักจะรู้สึกว่าฐานะของตนสูงกว่าผู้อื่น เหนือกว่าศิษย์พี่ศิษย์น้องร่วมสำนัก!”
เขาส่ายหน้า และตบฝ่ามือออกไปทันที
ดวงตาของหัวหน้าหลินหดเล็กลง สีหน้าเปลี่ยนเป็นตกตะลึง
ร่างของเขาลอยกระเด็นออกไป เลือดพุ่งออกมาจากปาก ลอยไปไกลหลายสิบจั้งร่างของเขาจึงค่อยๆหยุดลง
เซียวรั่วเฉินกวาดตามองทุกคนในหน่วยตรวจสอบ รวมถึงเหลียงชิว
“ข้ารู้ว่าพวกเจ้าอาจจะรู้สึกว่าข้าไร้ซึ่งน้ำใจ ต่อหน้าคนนอกกลับลงโทษคนของตนเอง แต่ถ้าหากความเห็นแก่ตัวอยู่เหนือกฎเกณฑ์ แล้วกฎระเบียบของสำนักจะมีความหมายอันใด?”
“หากไม่ใช่เพราะเจียงหยวนมีฝีมือโดดเด่น ด้วยรูปแบบการกระทำของพวกเจ้าก่อนหน้านี้ เขาน่าจะถูกจับกุมตัวไปสอบสวนนานแล้ว”
“และอาจจะใช้กฎของสำนักที่ว่าต่อต้านกฎหมายและไม่เคารพมาจัดการเรื่องนี้”
เขาหยิบกระจกโบราณออกมา แล้วกล่าวอีกว่า “ข้าขี้เกียจที่จะสอบถามถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นแล้ว เนื่องจากเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับอัจฉริยะชั้นยอดของสำนัก กระบวนการที่แท้จริงเป็นเช่นไร ข้าเพียงแค่ดูครั้งเดียวก็รู้แจ้ง”
เมื่อเห็นเขาหยิบสิ่งนั้นออกมา สองพี่น้องเจียงพลันใจหายวาบ
ในใจคิดว่าไม่ดีแล้ว แต่เมื่อเห็นลมปราณของผู้คนที่อยู่ในที่แห่งนี้ ทุกคนล้วนอยู่เหนือกว่าพวกตน
พวกเขารู้ว่าไม่มีทางที่จะต่อต้านได้เลย
ในไม่ช้า
เมื่อเซียวรั่วเฉินกระตุ้นกระจกโบราณด้วยแก่นโลหิต กระจกโบราณก็ฉายแสงสีทองออกมาเป็นจำนวนมาก
ค่อยๆฉายเรื่องราวที่เกิดขึ้นตั้งแต่ต้นจนจบอย่างช้าๆ
เมื่อเห็นซูเสี่ยวเสี่ยวฟันกระบี่เดียวทำลายกระบวนท่าของผู้ดูแลฉู่
ทุกคนต่างตกตะลึง รู้สึกไม่อาจเชื่อได้ หรือยืนงงงัน
สีหน้าต่างๆนานาปรากฏออกมาไม่ซ้ำกันขณะมองนาง
“น-นี่มันเป็นเรื่องโกหกใช่หรือไม่! สาวใช้ตัวเล็กๆคนหนึ่งจะมีระดับเชื่อมชีพจรขั้นที่หกได้อย่างไร?” มีคนพึมพำ
“ไม่เพียงแค่นั้น นางยังสามารถใช้กระบี่เดียวทำลายฝ่ามือปราบมารของผู้ดูแลฉู่ได้ด้วยซ้ำ! ต้องรู้ไว้ว่าผู้ดูแลฉู่มีระดับเชื่อมชีพจรขั้นที่เก้าเชียวนะ!”
“ที่ผ่านมาพวกเราคงมีชีวิตอยู่อย่างไร้ค่ากระมัง! สู้แม้แต่สาวใช้ของเจียงหยวนยังไม่ได้!”
“...”
ยามนั้นที่อีกด้านหนึ่ง
ซูเสี่ยวเสี่ยวเห็นการต่อสู้หยุดลง นางจึงเดินไปหาเจียงหยวนอย่างเงียบๆ
ส่วนเซียวรั่วเฉินมองนางอย่างประหลาดใจเป็นอย่างมาก แล้วถอนสายตากลับ
เรื่องราวที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นฉายภาพผ่านไปทีละฉาก จนกระทั่งการปรากฏตัวของเซียวรั่วเฉิน เรื่องราวทั้งหมดจึงหยุดลง
เซียวรั่วเฉินเก็บกระจกโบราณกลับคืนถุง แล้วกล่าวว่า “สาเหตุและผลลัพธ์โดยคร่าวๆปรากฏออกมาแล้ว ส่วนสาเหตุที่แท้จริงยังคงต้องผ่านการตัดสินจึงจะรู้”
เขากวาดมือ “พาทั้งผู้ดูแลฉู่และศิษย์สายในสองคนนั้นไปทั้งหมด!”
ผู้ดูแลฉู่ที่เดิมทีเงียบงันพลันแสดงสีหน้าตกตะลึง มองเซียวรั่วเฉินด้วยความไม่อาจเชื่อได้เต็มใบหน้า
จากนั้นโกรธจัดกล่าวว่า “บังอาจ! พวกเจ้ากล้าจับข้ารึ? ไม่ดูเลยหรือว่าข้าได้อุทิศตนให้สำนักไท่เสวียนมานานกี่ปีแล้ว? สิ่งที่ข้าได้ทำเพื่อสำนักไท่เสวียนนั้นมากมายยิ่งกว่าทางที่เจ้าเคยเดินมาเสียอีก! อีกอย่างข้าทำผิดตรงไหน?”
เซียวรั่วเฉินเห็นว่าคนของหน่วยตรวจสอบหยุดนิ่งทันทีก็พลันหยุดเท้าลงตาม แล้วโบกมือเรียก “เพียงแค่คนแก่ที่เอาแต่พึ่งพาความอาวุโสเท่านั้น มองข้าทำไม? ยังไม่เข้าใจอีกหรือ? พาตัวไป!”
“ขอรับ!”
หลายคนพุ่งเข้าใส่ทันที ผู้ดูแลฉู่ก็ตบฝ่ามือออกไปหลายครั้งแล้วผลักพวกเขาถอยร่น
“ขัดขืนกฎหมายและไม่ให้ความเคารพ!”
เสียงของเซียวรั่วเฉินดังขึ้นอย่างแผ่วเบา ร่างของเขาวาบไปปรากฏข้างผู้ดูแลฉู่ก่อนตบฝ่ามือลง
อีกฝ่ายไม่อาจต้านทานได้ พริบตาเดียวเขาก็ผนึกกระแสลมปราณในตันเถียนของชายชราแล้วยกมือโยนออกไป
ผู้ดูแลฉู่ลอยไปตกที่เท้าของสมาชิกหน่วยตรวจสอบ
“พาตัวไป!”
“ขอรับ!”
ในไม่ช้า หัวหน้าหลิน เจียงเทียน และเจียงอวี่ ก็ถูกพาตัวไปทั้งหมด
สองพี่น้องเจียงเห็นว่าตนถูกหน่วยตรวจสอบพาตัวไป ในใจกลับถอนหายใจโล่งอก
ไม่ตกลงไปอยู่ในมือของเจียงหยวนก็ดีแล้ว มิฉะนั้นคงยากจะรอดชีวิต
ถูกหน่วยตรวจสอบพาตัวไป อย่างน้อยก็ไร้กังวลเรื่องชีวิตน้อยๆ
เซียวรั่วเฉินหันไปพูดกับเจียงหยวนว่า “ข้าจะกลับไปสืบสวนให้แน่ชัด หากจำเป็นอาจจะส่งคนมาตามเจ้าไปสักครา ถึงตอนนั้นขอให้พี่เจียงให้ความร่วมมือด้วย”
จากนั้นเขามองเจียงหยวนอย่างลึกซึ้งอีกครั้ง “เห็นการแสดงออกของพี่เจียงในวันนี้ ข้ายิ่งเฝ้ารอวันที่พวกเราจะได้ประลองฝีมือบนเวทีเดียวกัน การได้พ่ายแพ้ในมือเจ้านับเป็นโชคดีอย่างหนึ่ง!”
พูดจบ เขาไม่รอเจียงหยวนตอบกลับ พาคณะสมาชิกหน่วยตรวจสอบจำนวนมากถอนกำลังออกไปอย่างยิ่งใหญ่
ผู้คนที่มามุงดูค่อยๆสลายตัวไปเมื่อเห็นฉากนี้
ชั่วครู่เดียวก็เหลือเพียงพวกเจียงหยวนสามคนเท่านั้น
คงเนี่ยนพาหลิวเจี๋ยและหลิ่วหรูซื่อมาปรากฏตัวข้างกายเจียงหยวน
“เจ้าคิดว่าเซียวรั่วเฉินเป็นอย่างไรบ้าง” คงเนี่ยนถามขึ้นมาทันที
เจียงหยวนส่ายหน้าเล็กน้อย “สำหรับตำแหน่งของเขา ในฐานะเจ้าศาลาหน่วยตรวจสอบแล้วก็ไม่ได้ดีไปกว่ากันเท่าไรนัก!”
“เหตุใดเล่า” คงเนี่ยนแปลกใจ
ในใจเขาคิดว่าการกระทำของเซียวรั่วเฉินในช่วงสองสามครั้งที่ผ่านมาค่อนข้างน่าพอใจ และถือว่าทำหน้าที่ได้ดี
เจียงหยวนกล่าวอย่างเฉยเมย “ยังจำได้หรือไม่ขอรับ คราวก่อนที่ข้ายังเป็นศิษย์สายนอกแล้วโจวโหยวมาหาถึงที่”
“จำได้!” คงเนี่ยนพยักหน้าเล็กน้อย นี่เป็นครั้งแรกที่เขาพบว่าในเรือนภายนอกยังมีต้นกล้าที่ดีเช่นนี้ แต่น่าเสียดายที่ไร้วาสนา
เจียงหยวนกล่าวว่า “อันที่จริงตอนนั้นเขาก็รู้แล้วว่าโจวโหยวและพวกมีผู้บงการอยู่เบื้องหลัง แถมยังคาดเดาได้คร่าวๆแล้วว่าเป็นใคร แต่เพราะไม่อยากแตกหักกับผู้ที่อยู่ในระดับเดียวกันจึงปล่อยผ่านไป”
“การกระทำของเขาที่ดูเหมือนเป็นธรรมกับข้า อันที่จริงหากมองในมุมกลับอาจเป็นการเข้าข้างข้าก็เป็นได้”
“เพราะในสายตาเขา ข้าแข็งแกร่งมาก มีศักยภาพมาก เป็นอัจฉริยะตัวจริง ส่วนคนอื่นๆในสายตาเขาเป็นเพียงคนธรรมดา ความเป็นธรรมของเขาเอนเอียงไปทางอัจฉริยะในสายตาเขา นั่นคือความเป็นธรรมของเขา แต่สำหรับศิษย์ธรรมดาเหล่านั้นจะมีความเป็นธรรมได้อย่างไร”
“หากข้าเป็นเพียงศิษย์ธรรมดา วันนี้เขาคงไม่แสดงออกอย่างเป็นมิตรเช่นนี้! คาดว่าคงจะเอนเอียงไปทางคนของหน่วยตรวจสอบมากกว่า”
คงเนี่ยนพลันตกอยู่ในห้วงความคิด
ผ่านไปนานเขาจึงกล่าวออกมาอย่างช้าๆ “เมื่อพิจารณาอย่างละเอียดก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ หากมองจากมุมของผู้สังเกตการณ์ อันที่จริงการกระทำของเขาในสองสามครั้งที่ผ่านมาเอนเอียงไปทางเจ้ามากกว่า”
เจียงหยวนส่ายหน้ากล่าวว่า “แต่การกระทำของเขาในครั้งนี้ สำหรับสำนักแล้วอาจเป็นสิ่งที่ถูกต้อง”
“เพราะอัจฉริยะที่แท้จริง สำหรับสำนักแล้วมีคุณูปการมากกว่าศิษย์ธรรมดาถึงสิบเท่าร้อยเท่า”
“เช่นเดียวกับผู้บำเพ็ญเพียรระดับสูงเช่นท่าน หากสำนักไท่เสวียนมีผู้ดำรงอยู่เช่นท่านเพิ่มขึ้นอีกสองสามคน อำนาจและอิทธิพลของสำนักไท่เสวียนย่อมต้องสูงขึ้นอีกระดับ!”
คงเนี่ยนยิ้มเล็กน้อย “ช่างเถิด เรื่องนี้มิใช่สิ่งที่ข้าควรจะกังวล ปล่อยให้เจ้าสำนักน้อยผู้นั้นปวดหัวไปเถิด!”
เขากวาดตามองรอบๆบริเวณที่พังทลายแล้วกล่าวอย่างเฉยเมยว่า “ให้ข้าช่วยเจ้าซ่อมแซมสักหน่อยดีหรือไม่”
“หากเป็นไปได้จะดีที่สุดขอรับ!” เจียงหยวนพยักหน้า
“เรื่องง่าย!”
เสียงของคงเนี่ยนแผ่วลง แล้วยกมือโบกสะบัด
พื้นกระเบื้องที่แตกหักเริ่มฟื้นคืนสภาพเอง กำแพงอาคารที่พังทลายกลับคืนสู่สภาพเดิม รวมถึงป้ายชื่อที่แตกสลายก็รวมตัวกันใหม่
เจียงหยวนพลันเบิกตากว้าง มองด้วยความประหลาดใจอย่างยิ่ง “ท่านผู้อาวุโส นี่คือวิชาใดกันขอรับ”
คงเนี่ยนยิ้มเล็กน้อย “เพียงแค่การใช้พลังแห่งฟ้าดินเท่านั้น!”
“ระดับสะพานเทพใช้สวรรค์และโลกใบเล็กภายในกายตนเองสั่นคลอนสวรรค์และโลกกว้างภายนอก ในขอบเขตที่ข้าควบคุมได้ การรวมตัวของวัตถุใหม่นั้นง่ายดายราวพลิกฝ่ามือ”
“อำนาจลักษณะนี้มีอีกชื่อหนึ่งเรียกว่า ‘อาณาเขต’ เพราะคำว่า ‘อาณาเขต’ นั้นเข้าใจได้ง่ายกว่า”
“หากเหลียงชิวผู้นั้นทะลวงผ่านเข้าสู่ระดับสะพานเทพสำเร็จ ด้วยความคิดเพียงแวบเดียวนางย่อมเปลี่ยนบริเวณโดยรอบให้กลายเป็นโลกน้ำแข็งได้ ในสถานการณ์เช่นนั้นนางจะสามารถแสดงพลังออกมาได้ถึงสิบสองส่วน”
“หากอยู่ในอาณาเขตของผู้อื่นจะไม่สามารถดูดซับพลังงานใดจากฟ้าดินได้ เมื่อพลังปราณหมดสิ้นจะไร้พลังต่อสู้ใดๆ เทคนิคการโจมตีทั้งหมดก็ไม่อาจก่อให้เกิดการตอบสนองของฟ้าดิน ไม่อาจดูดซับพลังปราณจากฟ้าดิน พลังจะลดลงอย่างมาก”
“หากอยู่ในอาณาเขตของคู่ต่อสู้ อีกฝ่ายสามารถทำให้เจ้าไม่อาจขยับได้ ดังนั้นต่อไปหากเจ้าเห็นผู้บำเพ็ญเพียรขั้นสูงระดับสะพานเทพลงมือกับเจ้า จงอย่าลังเลที่จะใช้วิธีเอาตัวรอดทุกอย่างออกมาในทันที!”
เจียงหยวนพยักหน้า “เข้าใจแล้วขอรับ ขอบคุณท่านผู้อาวุโสที่ไขข้อข้องใจ!”
ตอนนี้ในใจเขาพอจะมีความเข้าใจคร่าวๆเกี่ยวกับระดับสะพานเทพแล้ว ไม่น่าแปลกใจที่ผู้บำเพ็ญเพียรในระดับนี้จะถูกเรียกว่าผู้บำเพ็ญเพียรระดับสูง
ครอบครองอำนาจวิเศษ บริเวณที่อาณาเขตตั้งอยู่ ตนเองคือผู้ปกครองของโลกนี้
เมื่อมีอำนาจเช่นนี้อยู่ในมือ ไม่น่าแปลกใจที่จำนวนคนจะแทบไร้ประโยชน์
ดังนั้นเจียงหยวนจึงเข้าใจเป้าหมายของตนเองในทันที เขาจะต้องทะลวงผ่านเข้าสู่ระดับสะพานเทพเท่านั้นจึงจะสามารถรักษากำลังป้องกันตนเองไว้ได้ก่อนที่ราชวงศ์อาณาจักรเฉียนหยวนจะเปิดฉากสงครามครั้งใหญ่
เพราะต่ำกว่าระดับนี้ ไม่ว่าระดับทะเลวิญญาณจะแข็งแกร่งเพียงใด เมื่อเผชิญหน้ากับระดับสะพานเทพและอยู่ในอาณาเขตของฝ่ายตรงข้าม การรักษาชีวิตได้ก็ถือว่าดีมากแล้ว
แต่ทว่าการพิจารณาเรื่องนี้ในปัจจุบันยังนับว่าเร็วเกินไปอยู่บ้าง
ประเด็นสำคัญที่สุดในตอนนี้ยังคงเป็นการรีบเร่งทะลวงขอบเขตเข้าสู่ทะเลวิญญาณ
หนทางแห่งการบ่มเพาะที่ยาวไกลจำต้องก้าวไปทีละก้าว
เมื่อเห็นเจียงหยวนตกอยู่ในห้วงความคิด คงเนี่ยนจึงยิ้มพลางกล่าวว่า "เฒ่าผู้นี้ขอตัวกลับไปก่อน หากมีเวลาก็มาเยือนยอดเขาเทียนโส่วของข้าได้!"
เจียงหยวนได้สติกลับคืนมา ประสานมือกล่าวว่า "ได้ขอรับ! ขอท่านผู้อาวุโสโปรดเดินทางปลอดภัย!"
หลิวเจี๋ยและหลิ่วหรูซื่อก็กล่าวเช่นกันว่า "พี่เจียง พวกเราจะขอตัวกลับไปก่อนเช่นกัน!"