บทที่ 21 วิกฤตการณ์ผีชีวะ

บทที่ 21 วิกฤตการณ์ผีชีวะ
รถเมล์โยกเยกเคลื่อนตัวไปข้างหน้า มีไม่กี่คนที่สังเกตเห็นบทสนทนาระหว่างนักล้วงกระเป๋ากับหลี่ตง ถึงแม้คนวัยกลางคนแถวนั้นอาจจะได้ยิน แต่ก็เลือกที่จะเงียบ
หลี่ตงเองก็เงียบ มองดูไอ้เตี้ยนักล้วงกระเป๋าขยับหนีไปที่ตู้โดยสารด้านหน้า
บรรยากาศบนรถตอนนี้เงียบสงัด ไม่มีเสียงวิจารณ์ ไม่มีเสียงอึกทึก มีเพียงเสียงประกาศจากลำโพงว่า "รถกำลังวิ่ง โปรดจับราวให้แน่น"
ทุกอย่างกลับสู่สภาวะปกติ ถ้าไม่ใช่เพราะหลี่ตงเจอมากับตัว ก็ราวกับว่าเหตุการณ์สั้นๆ เมื่อครู่ไม่เคยเกิดขึ้น
หลี่ตงถอยไปที่ประตูหลัง ก้าวขึ้นบันไดตู้หลัง แล้วจับราวด้านบนไว้
ในฐานะผู้เกี่ยวข้องโดยตรง ผู้หญิงผมสั้นสังเกตเห็น จึงถามเสียงเบาว่า "เป็นอะไรหรือเปล่า?"
หลี่ตงกระซิบตอบ "มีขโมยครับ"
ผู้หญิงผมสั้นเข้าใจสถานการณ์ทันที เธอกระชับกระเป๋าสะพาย คลำดูสองที โทรศัพท์มือถือที่สำนักงานแจกให้ยังอยู่ จึงถอนหายใจโล่งอกแล้วกระซิบว่า "ขอบคุณนะ"
หลี่ตงยังคงจ้องมองไปข้างหน้า "ไม่เป็นไรครับ"
ถ้าไม่ใช่เพราะผู้หญิงผมสั้นคนนี้เตือนเขาด้วยความหวังดีถึงสองครั้งเมื่อวานกับวันนี้ เขาคงเลือกที่จะเงียบไปแปดเก้าส่วนแล้ว
ถึงจะเคยโดนสังคมทุบตีมานับครั้งไม่ถ้วน แต่จิตสำนึกพื้นฐานเขาก็ยังมีอยู่
หลี่ตงกับผู้หญิงผมสั้นไม่ได้สนิทกัน บทสนทนาจึงสั้นและรวดเร็ว แล้วก็กลับสู่ความเงียบอย่างรวดเร็ว
ทั้งคู่ต่างเลือกที่จะเงียบ ไม่ตะโกนจับขโมย ซึ่งเป็นวิธีที่คนส่วนใหญ่เลือกทำ
ในเมื่อตัวเองไม่ได้เสียหายอะไร และฝ่ายตรงข้ามอาจนำอันตรายมาให้ การรักษาความปลอดภัยของตัวเองจึงสำคัญที่สุด
แม้แต่ผู้หญิงผมสั้นที่มีอาชีพพิเศษ ก็ยังเลือกทางนี้
ไม่ใช่ไม่อยากเตือนคนอื่น ไม่ใช่ไม่มีจิตสำนึก และไม่ใช่ว่าแบกรับอะไรไม่ไหวเลยสักนิด
แต่ในหลายๆ ครั้ง ไม่ใช่ไม่อยากทำ แต่ทำไม่ได้ เพราะคนคนหนึ่งไม่ใช่แค่ตัวคนเดียว ข้างหลังยังมีครอบครัว ถ้าตัวเองล้มลง ครอบครัวอาจจะพังไปทั้งบ้าน
หลี่ตงอายุสิบแปดสิบเก้ายังพอไหว แต่อย่างคนวัยกลางคนพวกนั้น ข้างบนมีคนแก่ต้องเลี้ยง ข้างล่างมีลูกเล็กต้องดูแล ใครจะกล้าล้ม?
ความเสี่ยงสูงเกินไป แบกรับไม่ไหว
หลี่ตงเองก็ไม่ได้เป็นวีรบุรุษผู้ผดุงคุณธรรม น้ำหลากมาหลบไม่ได้ พระหนีได้แต่วัดหนีไม่ได้
รถเมล์มุ่งหน้าไปทางทิศตะวันตก ผ่านถนนคนเดินใจกลางเมือง ตู้โดยสารด้านหลังเริ่มมีที่ว่าง หลี่ตงกับผู้หญิงผมสั้นได้นั่งเก้าอี้ติดกัน หลี่ตงนั่งชิดประตูทางลงด้านหลัง
ผู้หญิงผมสั้นน่าจะทำงานแถวตลาดทิศตะวันตก เพราะยังไม่มีท่าทีจะลงรถ
ผู้โดยสารขึ้นลงรถขวักไขว่
รถเมล์วิ่งทางไกลยุคนี้คันยาวมาก แต่พอคนบนรถน้อยลง จากข้างหลังก็พอมองเห็นข้างหน้าได้
หลี่ตงสังเกตเห็นว่า นักล้วงกระเป๋าไอ้เตี้ยนั่น นอกจากจะไม่ลงรถแล้ว ยังเล็งเป้าหมายใหม่ด้วย
คนพวกนี้ก้าวข้ามเส้นศีลธรรมของสังคมไปแล้ว บ้าคลั่งจนกู่ไม่กลับ
ยังไม่ทันได้คิดอะไรมาก จู่ๆ ก็มีเสียงตะโกนลั่นรถ "เฮ้ย! มีขโมย!"
เสียงนี้ทำลายความเงียบในรถลงทันที
หลี่ตงมองเห็นว่า มือของนักล้วงกระเป๋าไอ้เตี้ย ถูกผู้ชายสวมชุดกีฬาไนกี้คนหนึ่งคว้าเอาไว้!
"ปล่อยนะเว้ย!" ไอ้เตี้ยถลึงตาอย่างดุร้าย มืออีกข้างกำหมัด ชกเข้าที่ใต้ตาของหนุ่มไนกี้
หนุ่มไนกี้หลบไม่พ้น ใต้ตาช้ำไปแถบหนึ่ง แต่เหมือนเขาจะไม่รู้สึกเจ็บ ออกแรงบิดแขนไอ้เตี้ย
นักล้วงกระเป๋าไม่ได้มาคนเดียว ไอ้หัวเกรียนที่อยู่ด้านข้างพุ่งเข้ามา ผลักหนุ่มไนกี้กระเด็น เพราะรถยังวิ่งอยู่ หนุ่มไนกี้เสียหลักไปกระแทกกับเบาะนั่งด้านหลัง
ขโมยสองคนรีบเกาะราววิ่งมาที่ประตูหลัง ตวาดใส่คนขับเสียงดังลั่น "เปิดประตู! เปิดประตู!"
ยุคนี้พวกนักล้วงกระเป๋าเหิมเกริมและดุร้าย คนขับรถวิ่งเส้นทางประจำย่อมมีความกังวลเป็นธรรมดา
แต่หนุ่มไนกี้ร่างกายแข็งแรงมาก ลุกขึ้นมาก็ไล่กวด ถีบเข้าที่สะโพกไอ้หัวเกรียน ไอ้หัวเกรียนถลาไปชนไอ้เตี้ย เซถลาไปล้มกองอยู่หน้าประตูหลังด้วยกัน
ในรถแตกตื่นกันหมดแล้ว ไอ้เตี้ยกับไอ้หัวเกรียนเหมือนตัวเชื้อโรค ผู้โดยสารพากันหลบหนี แม้แต่คนที่นั่งอยู่ก็ยังลุกหนีไป
การรักตัวกลัวตายเป็นสัญชาตญาณของมนุษย์ ใครก็ว่าไม่ได้
นักล้วงกระเป๋ายุคนี้ขึ้นชื่อเรื่องพกมีด
ดังนั้น รถเมล์คันยาวจึงถูกแบ่งเขตชัดเจน คนครึ่งหน้าพยายามเบียดไปข้างหน้า คนครึ่งหลังรวมถึงคนที่อยู่ตรงประตูหลังก็ถอยกรูดไปข้างหลัง จนที่นั่งของหลี่ตงกลายเป็นด่านหน้าสุดของครึ่งหลังไปซะอย่างนั้น
หลี่ตงที่เดิมทีอยู่แนวหลัง กลายเป็นอยู่แนวหน้าปะทะข้าศึก
ยังดีที่โจรสองคนล้มอยู่กับพื้น ยังมองไม่เห็นเขาในทันที
"จับขโมย!"
ผู้โดยสารที่กรูกันไปข้างหน้าขวางทางหนุ่มไนกี้ไว้ บวกกับคนขับเบรกรถ หนุ่มไนกี้เกือบหัวทิ่มเพราะแรงเฉื่อย
โจรสองคนนั่นก็เจ็บตัวไม่น้อย พอจะลุกขึ้น ก็โดนแรงเฉื่อยเหวี่ยงล้มกลิ้งไปกับพื้นอีกรอบ
หลี่ตงอยู่ใกล้มาก เห็นไอ้เตี้ยล้วงมือเข้าไปในกระเป๋า
คนอื่นไม่รู้ แต่หลี่ตงเพิ่งโดนขู่ว่าจะเจาะยางมาหมาดๆ รู้ดีว่าในกระเป๋านั้นมีมีด!
หนุ่มไนกี้พุ่งฝ่าฝูงชนออกมา...
ในขณะเดียวกัน ข้างหลังหลี่ตง ผู้หญิงผมสั้นเห็นเหตุการณ์บานปลาย ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่ก็ตัดสินใจหยิบมือถือออกมาโทรศัพท์
หลี่ตงล้วงมือเข้าไปในช่องนอกของกระเป๋าหูหิ้ว สัมผัสโดนซองบุหรี่แข็ง แต่ก็ยังลังเล
ช่วยไม่ได้ โดยเนื้อแท้เขาไม่ใช่เด็กหนุ่มเลือดร้อนบ้าบิ่น แถมยังเห็นมีดวับแวมของนักล้วงกระเป๋ามาแล้ว ย่อมต้องมีความลังเล
ไอ้เตี้ยมือหนึ่งล้วงกระเป๋า อีกมือยันพื้น กำลังจะลุกขึ้น!
หนุ่มไนกี้กำลังพุ่งเข้ามา
ไม่รู้ทำไม จู่ๆ ภาพสีเขียวมะกอกที่ยืนตระหง่านกั้นรอยแตกของเขื่อนก็แวบเข้ามาในหัวหลี่ตง!
ยังมีหยางเลี่ยเหวิน ที่ชอบให้กล้องจับภาพ ตะโกนจนเส้นเลือดปูดโปนว่า "ชีวิตคนสำคัญที่สุด!"
แม้แต่หลี่ตงเองก็ไม่รู้ตัว ภาพเหตุการณ์ต้านอุทกภัยที่ได้เห็น ได้ส่งผลกระทบต่อจิตใจเขาไปแล้ว
แต่จะให้พุ่งเข้าไปดื้อๆ ไม่มีทาง!
หลี่ตงไม่โง่ ไม่เอาตัวไปเสี่ยงอันตราย
ดังนั้น เขาจึงควักซองบุหรี่แข็งออกมา ฉีกฝาออก ตัดสินใจปล่อยสัตว์เลี้ยง
ฮันเตอร์เจอวิกฤตต้องปล่อยสัตว์เลี้ยงก่อน เป็นเรื่องปกติ!
ประตูรถเมล์ปิดสนิท!
ปิดประตู ปล่อย... หนอนบุ้ง!
หลี่ตงอยู่ติดประตูหลัง อยู่ใกล้โจรสองคนมาก มือขวาสะบัดวูบ หนอนสีเขียวอ๋อยหลายตัว ลอยละลิ่วเป็นเส้นโค้งสวยงาม ตกลงบนหัวไอ้เตี้ย
พอหนอนตกใส่ตัว ขนหนามก็แทงทะลุรูขุมขนเข้าไปทันที ไอ้เตี้ยยังไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น รู้แค่ว่าหัวกับคอ ทั้งคันทั้งปวด
"ใครวะ!" ไอ้เตี้ยคำราม
หนอนบุ้งเขียวอ๋อยหลายตัว ร่วงจากหัวมันลงพื้น
คนขับรถเบรกจนรถหยุดสนิทพอดี ด้วยแรงเฉื่อยอันมหาศาล นักล้วงกระเป๋าไอ้เตี้ยก็หน้าทิ่มลงไปอีกรอบ ไอ้หัวเกรียนข้างๆ คว้าตัวเพื่อนไว้เพราะเสียหลัก ทำให้ไอ้เตี้ยหน้าคว่ำลงไปเต็มๆ
หน้าของนักล้วงกระเป๋าไอ้เตี้ย จูบกับหนอนบุ้งสองตัวบนพื้นแบบแนบชิดติดลบ หนอนบุ้งระเบิดไส้แตกทันที ไอ้เตี้ยร้องโหยหวน
รถเมล์คันยาวหยุดรถแล้วโคลงเคลงไปมา หน้าของไอ้เตี้ยถูไถไปกับพื้นรถ
"อั้ก!" ไอ้เตี้ยเงยหน้าขึ้นมา แถวๆ ริมฝีปากบนล่าง ไม่รู้โดนขนหนามทิ่มเข้าไปกี่ร้อยเล่ม บวมเป่งขึ้นมาเป็นปื้น เหมือนหนีบกุนเชียงไว้สองชิ้น
เศษสวะไอ้เตี้ย อัปเกรดฉับพลัน กลายเป็นอาวเอี้ยงฮง!
หลี่ตงถ้าไม่ลงมือก็แล้วไป ถ้าลงมือต้องเอาให้โจรหมดทางสู้!
มือเขาไวมาก หลังปาหนอนบุ้ง ก็รูดซิปกระเป๋าหูหิ้ว แกะถุงพลาสติกทันที
โจรสองคนยังไม่ทันตั้งตัว หลี่ตงหิ้วถุงพลาสติก สาดของข้างในทั้งหมดออกไป ปลิงหลายสิบตัวที่หิวโซมานาน บิดร่างนุ่มนิ่มน่ารัก ตีลังกาสามร้อยหกสิบองศาบวกเกลียวสามรอบครึ่ง ตกลงบนหัวบนตัวของโจรทั้งสอง แล้วไหลเข้าไปตามคอเสื้อที่เปิดกว้างรับลมร้อน
ส่วนใหญ่ตกใส่ตัวแล้วร่วงลงพื้น แต่มีส่วนน้อยไม่กี่ตัว ที่ไหลๆ อยู่ แล้วก็หยุดนิ่งไม่ขยับ
"ตัวบ้าอะไรวะเนี่ย..." ไอ้หัวเกรียนร้องเสียงหลง
ไอ้เตี้ยยิ่งหนัก มือที่ล้วงมีดรีบยกขึ้นมาจับหน้าบวมเป่ง แผลจากขนหนอนบุ้ง ถ้าไม่จับก็แค่คันๆ ปวดๆ แต่พอจับปุ๊บ ความฟินพุ่งทะยานสู่สวรรค์
"โอ๊ยยย..."
ปากกุนเชียงของไอ้เตี้ยส่งเสียงโหยหวนอู้อี้ จู่ๆ ร่างกายก็สัมผัสได้ถึงความลื่นไหลประหลาด ราวกับนิ้วมือของคนรักที่ลูบไล้แผ่วเบา ทำให้เขาเคลิบเคลิ้มไปชั่วขณะ
เคลิบเคลิ้มบ้าบออะไรกัน! จะฟินเร็วขนาดนี้ได้ไง!
ความเจ็บปวดเหมือนเข็มทิ่มแทงมาจากจุดที่ลื่นๆ นั้น ไอ้เตี้ยมองเห็นหนอนบนพื้น มันมาจากเขตแห้งแล้งไม่รู้จักของพรรค์นี้ แต่ดูจากรูปร่างแล้วไม่ใช่ของดีแน่ๆ ไม่สนมีดแล้ว เอื้อมมือไปดึงไอ้ตัวที่ทิ่มแทงเขาอยู่
แต่ปลิงน่ะ พอกัดดูดเลือดแล้ว ให้ตายก็ไม่ปล่อยปาก จะดึงออกง่ายๆ ได้ยังไง
คนทั้งรถตกตะลึง นี่มันทำบ้าอะไรกัน?
แม้แต่หนุ่มไนกี้ยังชะงักฝีเท้าโดยสัญชาตญาณ ไอ้ตัวลื่นๆ เล็กๆ บนพื้นนั่น น่ากลัวชะมัด
"อย่าเหม่อ!" หลี่ตงปล่อยสัตว์เลี้ยงหมดแล้ว ตะโกนบอกหนุ่มไนกี้ "ลุยสิพี่!"
หนุ่มไนกี้กลั้นความขยะแขยง พุ่งเข้าไปถีบท้องน้อยไอ้หัวเกรียน ไอ้หัวเกรียนร้องลั่นลงไปนอนชักกระตุกกับพื้นรถ ปลิงแต่ละตัวส่ายหางน่ารักดุ๊กดิ๊ก คลานเข้าไปหา
แทบจะพร้อมกัน หลี่ตงกระโดดเข้าไปบิดแขนไอ้เตี้ยไพล่หลัง ตะโกนว่า "ขอสองคนมาช่วยหน่อย!"
คนขับรถจอดรถสนิทแล้ว เรียกคนให้มาช่วย
พอเห็นหลี่ตงกับหนุ่มไนกี้จัดการโจรได้ ผู้ชายใจกล้าไม่กี่คนก็เข้ามาช่วยกดตัวไอ้เตี้ยกับไอ้หัวเกรียนไว้ หลี่ตงเอาถุงพลาสติกดำมา ไม่สนว่าข้างในยังมีปลิงเหลือไหม มัดมือไอ้เตี้ยไว้
"ระวังหน่อย! ระวังหน่อย! อย่าเหยียบหนอนผมตาย!" หลี่ตงยังเตือนคนที่เข้ามาช่วย "ไอ้ตัวมีขนอย่าไปจับนะ! มีพิษ!"
ไม่ต้องเตือน ทุกคนก็ระวังไอ้ตัวหนอนนั่นอยู่แล้ว
อีกด้านหนึ่ง หนุ่มไนกี้รับเชือกรองเท้ามา มัดตัวไอ้หัวเกรียนไว้
หลี่ตงตะโกน "ดึงเข็มขัดพวกมันออกมา มัดซ้ำอีกที!"
ทุกคนได้ยินก็หันมามองหลี่ตงโดยไม่รู้ตัว ไอ้หนุ่มนี่หน้าตาซื่อๆ แต่เวลาลงมือนี่โหดชะมัด เริ่มจากใช้หนอนพิษ แล้วยังจะดึงเข็มขัด...
ดูหนุ่มไนกี้นั่นสิ ตัวสูงใหญ่ ผิวขาวสะอาด ถ้าเขาเหมือนลี้คิมฮวง ไอ้หนุ่มผิวคล้ำนี่ก็ตัวเป็นๆ ของเด็กเบญจพิษชัดๆ!
"ฉันแจ้งตำรวจแล้ว!" ผู้หญิงผมสั้นชูมือถือขึ้นมา "ใครว่างช่วยอยู่เป็นพยานหน่อยนะคะ!"
พูดไปงั้น แต่คนส่วนใหญ่ก็ลงรถไป เพราะต้องไปทำงาน ต้องไปทำมาหากิน
รวมหลี่ตง คนขับ หนุ่มไนกี้ และผู้หญิงผมสั้น มีทั้งหมดหกคนที่อยู่ต่อ
ปลิงของหลี่ตงอยู่ตรงนี้หมด เขาไปไม่ได้
หนุ่มไนกี้มีรอยช้ำใต้ตา แต่ไม่สนใจ เดินหลบปลิงยั้วเยี้ยมาหาหลี่ตง "สุดยอดเลยน้องชาย! นี่พกอาวุธชีวภาพติดตัวเลยเหรอ! นี่หนอนพิษอะไร? พี่ไม่เคยเห็น น้องคงไม่ใช่คนเลี้ยง 'กู่' ในตำนานใช่ไหม? จับโจรแค่นี้ เล่นซะกลายเป็น เรซิเดนต์อีวิล เลย เรซิเดนต์อีวิล เคยได้ยินไหม? เกมเกมหนึ่งน่ะ"
ไม่รอหลี่ตงตอบ เขาพูดต่อ "สอนพี่หน่อยสิ? วันนี้เราช่วยกันจับโจร ก็ถือเป็นสหายร่วมรบ..."
"พวกแกไอ้สารเลว ระวังตัวไว้เถอะ!" นักล้วงกระเป๋าหัวเกรียนตะโกน "ฉันเข้าไปเดี๋ยวเดียวก็ออกมาแล้ว คอยดูเถอะ! ฉันจะเอามีดไล่แทงพวกแก!"
ไอ้เตี้ยได้แต่ครางฮือๆ ไม่พูดไม่จา
มีสองคนเผลอถอยหลังไปสองก้าวด้วยความกลัว
หลี่ตงพูดมั่วซั่วข่มขวัญ "อย่าปากดี ห่วงตัวเองก่อนเถอะ! จะบอกให้นะ ที่ฉันปล่อยไปเมื่อกี้เรียกว่า 'ราชาหนอนพิษขนเขียว' ส่วนที่ดูดเลือดพวกแกอยู่คือ 'ปลิงไหมทองคำ' มีพิษทั้งนั้น ไม่เชื่อเหรอ? เริ่มเจ็บใช่ไหม? ตอนนี้ไม่เจ็บแล้วล่ะสิ? ใช่ไหมล่ะ? พิษมันแล่นเข้าสู่หัวใจแล้ว เลยไม่เจ็บไง..."
สายตาคนอื่นที่มองหลี่ตงกับปลิงและหนอนขนเขียวเปลี่ยนไปทันที
ยุคนี้หนังกำลังภายในกำลังฮิต หลายคนเชื่อว่ามียอดฝีมือแฝงตัวอยู่ในหมู่ชาวบ้าน
ตรงที่ลื่นๆ หลังจากเจ็บเหมือนเข็มทิ่ม ไอ้เตี้ยก็ไม่รู้สึกเจ็บแล้วจริงๆ ตกใจจนเหงื่อแตกพลั่ก
ผู้หญิงผมสั้นกลับดูนิ่งมาก ปกติเธอคงไม่กล้าตอแยพวกเดนตาย แต่กับพวกที่จนมุมแล้วเธอไม่กลัว พูดสวนไปว่า "ยังคิดว่าจะออกมาในไม่กี่วัน รู้ไหมว่าตอนนี้เขากำลังกวาดล้างหนัก!"
หนุ่มไนกี้ขยับเข้ามา กระซิบถาม "คงไม่มีพิษจริงหรอกนะ?"
หลี่ตงพยักหน้า พูดด้วยสีหน้าจริงจัง "มีพิษครับ"
เพียงแต่หนอนบุ้งจะทำให้คันคะเยอจนแทบคลั่ง ส่วนพิษของปลิงก็แค่ทำให้ชา เพื่อให้ดูดเลือดได้โดยเหยื่อไม่รู้ตัวเท่านั้นเอง
ไฟฉุกเฉินวูบวาบ ตำรวจมาแล้ว!

ตอนก่อน

จบบทที่ บทที่ 21 วิกฤตการณ์ผีชีวะ

ตอนถัดไป