บทที่ 30 คำสัตย์ใต้แส้เพลิง

รถเข็นอาหารเคลื่อนเข้ามาเงียบ ๆ ทว่าในห้องขังอันเย็นเยียบกลับรู้สึกราวกับมีแสงแดดส่องเข้ามา กลิ่นหอมของอาหารที่โชยมากับลมบางเบานั้น ดังราวกับเสียงระฆังสั่นสะท้านสติของผู้หิวโหยมาหลายวัน



เนื้อสัตว์อสูรหลากชนิด ทั้งที่ย่างจนกรอบเหลืองทอง น้ำมันไหลเยิ้มราวชโลมด้วยน้ำหวานจากสวรรค์ บ้างถูกเคี่ยวจนเปื่อยนุ่มละลายในปาก ยังไม่ทันได้ชิมก็รับรู้ถึงความสดใหม่ ราวกับเพิ่งถูกจับขึ้นจากแดนวิญญาณป่าทางใต้



จานผักสีสดที่วางเรียงข้าง ล้วนถูกจัดแต่งอย่างประณีต จนดูราวกับภาพวาดมากกว่าจะเป็นอาหารที่มีไว้บริโภค สีเขียวสดของผัก เหลืองอ่อนของดอกไม้ป่า และม่วงเข้มของผลเบญจศิลารวมกันเป็นฉากสวรรค์ย่อม ๆ บนโต๊ะไม้มะฮอกกานีที่ขัดจนมันวาว



ไม่เว้นแม้แต่ซุปเข้มข้นสีขาวขุ่น ที่หากเพียงสูดดมเบา ๆ ก็สามารถรู้สึกได้ถึงฤทธิ์ของสมุนไพรลึกลับที่ผสมอยู่ภายใน ซึ่งนอกจากจะบำรุงร่างกายแล้ว ยังสามารถฟื้นฟูลมปราณได้ภายในไม่กี่อึดใจ



ข้างจานนั้น ยังมีแก้วผลึกใสซึ่งบรรจุของเหลวสีหยกข้น แสงสะท้อนระยับทุกครั้งที่กระเพื่อมในแก้ว นั่นคือ “หยกสุรา” สุราหายากในตำนาน ที่ร่ำลือกันว่าผู้ใดได้ดื่มหนึ่งจอก จะรู้สึกราวกับเหาะเหินอยู่ในแดนสวรรค์ และหากดื่มจนหมดไห ก็จะหลับฝันถึงรากไม้ทองคำแห่งพสุธา



หลี่เสวียนเซียวนั่งลงหน้าโต๊ะอย่างสงบ สายตาแม้จะมองอาหารเบื้องหน้าด้วยความระแวดระวัง แต่ในใจอีกด้านกลับรู้สึก...หวั่นไหวลึก ๆ



ในคุกข้างเคียง จางเถียนซินที่มองลอดซี่กรงด้วยสายตาอาลัย น้ำตาคลอเบ้า มือยังถือข้าวเปล่าเย็นเฉียบ ร้องในใจแทบขาดว่า “ข้า...ข้ากินไม่ลงแล้วววว! ท่านฟ้า นี่เจ้าจะทรมานใจข้าด้วยกลิ่นอันหอมหวลกระนี้หรือ!”



(꒪⌓꒪)



“เห็นหรือไม่ สหายจาง!” หลี่เสวียนเซียวกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจังเต็มเปี่ยม “นี่แหละคือเล่ห์กลของพวกมาร! มันใช้สิ่งยั่วยวนจิตใจเพื่อล่อลวงให้เราทะเลาะกันเอง!”



“หากเป็นเช่นนั้นจริง เราสองก็ไม่ควรกิน ร่วมแรงต่อต้านเล่ห์ร้ายของพวกมัน!” จางเถียนซินเสนอความเห็นด้วยใจเด็ดเดี่ยว



หลี่เสวียนเซียวพยักหน้าอย่างหนักแน่น แต่แล้วเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหยิบตะเกียบขึ้นอย่างคล่องมือ แล้วลงมือกินทันทีโดยไม่ลังเล



“ข้ากินเพราะจำเป็นต้องต้านศัตรูจากภายใน! การบริโภคของศัตรูคือการลดทรัพยากรของมัน!” เขาพูดพลางเคี้ยวเป็ดย่างหนังกรอบเสียงดังกร้วม



“เจ้าพูด...ก็มีเหตุผลอยู่บ้าง แต่ระวังเขาจะวางยาพิษไว้ในซุปหรือเนื้อ!” จางเถียนซินตะโกนข้ามกำแพง



“หากนางคิดจะฆ่าข้าจริง ย่อมไม่ต้องลำบากถึงเพียงนี้หรอก” หลี่เสวียนเซียวตอบพลางจิบน้ำซุปด้วยสีหน้าเปี่ยมสุข



...จากนั้นเสียงเคี้ยวอาหารและเสียงสูดซุปก็ลอยก้องทั่วทั้งเรือนคุกประหนึ่งงานเลี้ยงขุนนาง



จางเถียนซินกัดข้าวแน่นจนฟันกรามสั่น เสียงครืดคราดดังก้องไปทั่ว ไม่ใช่เสียงเคี้ยวข้าว หากแต่คือเสียงใจที่แตกเป็นเสี่ยง ๆ ด้วยความอิจฉาและหิวโหยปนกันจนแทบทนไม่ไหว



รุ่งเช้าแห่งวันถัดมา ทั้งสองถูกลากไปยังห้องโถงเดิมอีกครั้ง อากาศภายในเต็มไปด้วยกลิ่นควันธูปและกลิ่นอายของพลังอำนาจอันน่าหวั่นเกรง



“พูดมาเสียที! ว่าข้าหัวหน้าแห่งตระกูลมารนั้น ถูกพวกเจ้าฝ่ายธรรมะพาตัวไปไว้ที่ใด!” เสียงจักรพรรดินีเฟิ่งตวาดก้องราวเสียงอสนีบาต สะท้อนสะเทือนผนังหินทั่วห้อง



หลี่เสวียนเซียวหันไปมองสหายจาง แล้วหันกลับมาตอบด้วยน้ำเสียงสุภาพเยือกเย็น “ข้าน้อยไม่ทราบจริง ๆ ว่าท่านผู้นั้นเป็นใคร หากจักรพรรดินีไม่ว่าอะไร ช่วยบอกนามให้กระจ่างได้หรือไม่?”



“เจ้านี่มันก้อนหินในส้วม—ทั้งเหม็นทั้งแข็ง!” นางสบถอย่างเดือดดาล



พูดจบ มือขาวสะบัดแส้เพลิงออกมาด้วยท่วงท่าอันงามสง่า แส้เปลวเพลิงสีแดงสดสะบัดฟาดลงมาอย่างไร้ปรานี



“อ๊ากกกก!!”



หนึ่งวันผ่านไป เสียงแส้ฟาด เสียงกรีดร้อง และเสียงถอนหายใจดังสลับกันราวกับวงดนตรีปีศาจ บรรเลงบทเพลงแห่งความเจ็บปวด



“เจ้ายังไม่พูด แสดงว่าคงไม่รู้จริง ๆ” จักรพรรดินีเฟิ่งถอนหายใจ ทิ้งแส้อย่างเหนื่อยหน่าย ปลายนิ้วเรียวลูบไรผมเบา ๆ ด้วยท่าทีราวแม่บ้านที่เพิ่งกวาดบ้านเสร็จ



จางเถียนซินในใจอยากจะร้องตะโกนว่า “งั้นก็อย่าตีข้าสิ!” แต่เสียงแผ่วเพียงในใจเท่านั้นที่รับรู้



“จวินซั่ง คือผู้ก่อตั้งตำหนักฟ้าทมิฬรุ่นแรก เขากลับชาติมาเกิดอีกครั้ง แต่หายสาบสูญไปอย่างลึกลับ” จักรพรรดินีเฟิ่งเอ่ยอย่างเคร่งขรึม ดวงตาเปล่งประกายราวดวงจันทร์ในคืนมืด



หลี่เสวียนเซียวตาโตขึ้น “เปิดเผยความลับระดับนี้ง่ายดายปานนี้เลยหรือ?” เขาพึมพำด้วยความตกใจ



ภายในใจเขานั้นคิดทันที — หรือว่าผู้นั้นคือ “ฝั่นเยว่” เด็กหนุ่มที่สามศิษย์พี่หญิงเพิ่งพากลับซูซานเมื่อไม่นานมานี้



“เจ้ารู้เรื่องอะไรหรือเปล่า?” จักรพรรดินีเฟิ่งเพ่งจ้องเขม็ง



“ไม่เลยแม้แต่น้อย ข้าน้อยสัตย์จริง” เขาตอบโดยพยายามคุมสีหน้า



“ดี งั้นเจ้าจะติดตามข้า!” นางกล่าวด้วยรอยยิ้มร้าย



“หา?”



“เจ้ามีสองทางเลือก หนึ่ง ติดตามข้า สอง...ก็ติดตามข้า!”



“แต่สองทางนั้นมันทางเดียวกันนี่นา” หลี่เสวียนเซียวกระซิบเบา ๆ



“งั้นข้าจะเพิ่มอีกหนึ่งทาง...คือความตาย!”



“ขอถวายชีวิตติดตามท่านผู้นำโดยไม่ลังเล!” เขาตอบกลับทันควันพร้อมโค้งศีรษะอย่างสง่างาม



...จบตอน



ตอนก่อน

จบบทที่ บทที่ 30 คำสัตย์ใต้แส้เพลิง

ตอนถัดไป