บทที่ 72 เจ้าอย่าจากที่นี่ไปไหนเลย
“น้องหญิง เจ้าเห็นหรือไม่... สายฝนนี้กำเนิดจากฟ้า ตายที่พื้นดิน ทุกหยาดหยดล้วนผ่านเส้นทางต่างกัน ดุจดั่งชีวิตมนุษย์แต่ละผู้แต่ละคน”
ซ่างกวนสุ่ยอวิ๋นทอดสายตาอ้อยอิ่ง มองเม็ดฝนที่ตกกระทบพื้นดินราวบทกวีแห่งความเศร้า เสียงเขาช่างอ่อนโยนแต่แฝงความปวดร้าวอยู่ในที
เฟิ่งหลิวหลีขมวดคิ้ว กล่าวอย่างห่วงใย “พี่ชาย ท่านเป็นอะไรหรือจึงพูดประโยคแปลกประหลาดเช่นนี้?”
“ไม่มีอันใดหรอก เพียงแต่ข้ารู้ว่าอีกไม่นานคงต้องจากเจ้าไป ความรู้สึกนี้...ช่างรันทดนัก”
เสียงถอนใจของเขาช่างแผ่วเบา ทว่าความรู้สึกกลับถาโถมรุนแรงดั่งสายฝนฟ้าคะนอง
จากนั้นเขาก็พลันเปลี่ยนท่าที กล่าวด้วยน้ำเสียงแน่วแน่ “น้องหญิง! เจ้าไปกับข้าเถิด กลับไปยังนครอู๋ซ่างของข้า เราสองพี่น้องจะใช้ชีวิตอย่างอิสระ ไร้พันธะ ไร้ผู้บงการ! นั่นมิใช่ความสุขแท้จริงหรอกหรือ?”
เฟิ่งหลิวหลีชะงัก สีหน้าเต็มไปด้วยความลังเล “แต่ว่า...ข้าเป็นศิษย์สำนักซูซาน ข้ายังมีครอบครัว ยังมีผู้คนที่ข้าผูกพัน...ข้าไม่อาจละทิ้งได้”
“เป็นศิษย์ซูซานแล้วอย่างไร? หรือเจ้าดูแคลนข้าที่เป็นสายมาร?” น้ำเสียงของซ่างกวนสุ่ยอวิ๋นพลันหม่นลง สีหน้าแปรเปลี่ยนเป็นเย็นชา
“เปล่าเลย! ท่านคือพี่ชายของข้า” นางรีบเอ่ย “ข้าเพียง...ไม่อาจทำร้ายจิตใจของผู้ที่ดีกับข้าได้”
“หึ! คนพวกนั้นก็แค่พวกอวดดีปลอมธรรมเท่านั้น!” เขาลุกพรวด หันหลังให้นาง ราวกับเด็กน้อยที่ถูกขัดใจ
เฟิ่งหลิวหลียื่นมือดึงชายแขนเสื้อของเขา กล่าวอย่างละมุน “โตจนป่านนี้แล้ว ยังงอนเป็นเด็กอีกหรือ? ข้าเองก็ไม่อยากจากพี่ชายไปเช่นกัน หากแต่...ข้าขอกลับไปลาศิษย์พี่ ศิษย์น้อง และท่านอาจารย์เสียก่อน”
คำกล่าวนั้นทำให้แววตาของซ่างกวนสุ่ยอวิ๋นเป็นประกายทันที “จริงหรือ? เจ้าจะไปกับข้าจริง ๆ หรือ?”
เฟิ่งหลิวหลียิ้มบาง “ตราบใดที่ข้าได้อยู่กับพี่ชาย...ก็เพียงพอแล้ว”
ซ่างกวนสุ่ยอวิ๋นโผเข้ากอดนางแน่น “น้องข้าผู้นี้ ช่างทำให้ข้าปลื้มใจนัก!”
ค่ำคืนนั้น นางหลับใหลด้วยใบหน้ายิ้มละไม ขณะที่เขานั่งเท้าคางมองอยู่ข้างกาย แม้ฤดูร้อนจะร้อนรุ่มราวอัคคี แต่เขาก็เพียงโบกมือเบา ๆ เรียกลมเย็นมาคลายร้อนให้นาง หากเกรงว่านางจะหนาวเกินไป เขาจึงหยิบผ้าห่มออกมาคลุมให้อย่างเบามือ
ผ้าห่มผืนนั้นคืออาวุธวิเศษระดับสูงในยุทธภพ แต่วันนี้กลับถูกนำมาใช้เป็นเพียงผ้าคลุมกันลมสำหรับน้องสาวเพียงผู้เดียวของเขา
หลายวันต่อมา ทั้งสองก็มาถึงปากทางเข้าสำนักซูซาน
“ข้าคงเข้าไปต่อไม่ได้แล้ว” ซ่างกวนสุ่ยอวิ๋นกล่าว “หากข้าก้าวล่วงเข้าไป ค่ายกลดาบของซูซานย่อมตรวจจับพลังข้าทันที”
เฟิ่งหลิวหลีพยักหน้า “ข้าเข้าใจ เช่นนั้น...พี่ชายจงรอข้าที่นี่ อย่าจากไปไหน”
“อืม!” เขาพยักหน้าอย่างจริงจัง “ไม่ว่าเกิดสิ่งใด ข้าจะรอเจ้าอยู่ตรงนี้”
นางเดินไปเพียงไม่กี่ก้าวก็หันกลับมากอดเขาแน่นอีกครั้ง “หากท่านเป็นพี่ชายข้าจริง ๆ ก็คงดีไม่น้อยเลย...”
“พูดอันใดเล่า ข้านี่แหละคือพี่ชายของเจ้า!” เขากล่าวพลางเช็ดน้ำตาที่มุมตาของนางเบา ๆ
“เหตุใดจึงร้องไห้เสียเล่า?”
“เปล่าหรอก ข้าแค่...” นางเช็ดน้ำตาแล้วยิ้ม แล้วกระโดดโลดเต้นจากไปอย่างร่าเริง
ซ่างกวนสุ่ยอวิ๋นนั่งรออยู่ในศาลาเล็กที่นัดหมายไว้
เฟิ่งหลิวหลีตะโกนไกล ๆ ว่า “พี่ชาย! รอข้าที่นี่นะ!”
เขาตะโกนกลับ “วางใจได้! ต่อให้ฟ้าถล่ม ดินทลาย ข้าก็จะรอเจ้า! รอน้องสาวของข้า!”
…
“ค่ายกลดาบซูซาน เปิด!”
ทันใดนั้น ร่างของศิษย์ซูซานนับสิบก็ปรากฏขึ้นเบื้องหน้า แววตาเย็นเฉียบ
“มารร้ายกล้าบุกถึงหน้าประตูซูซาน! ฆ่ามัน!”
ซ่างกวนสุ่ยอวิ๋นขมวดคิ้ว พึมพำร่ายมนต์พร้อมทำมือเป็นรูปอาคมทันใด
แสงสีมืดแผ่ซ่านจากมือเขาออกมา กลายเป็นอาวุธเวทลึกลับที่มีพลังมารแรงกล้า ฟ้าแลบคำรามดั่งอสูรตื่นบรรทม
พลังนั้นรุนแรงเสียจนสายลมแปรปรวน ฟ้าดินปั่นป่วน ดาบบินของศิษย์ซูซานมากมายแตกกระจายเป็นเสี่ยง ๆ ประหนึ่งกระจกวิเศษที่ตกกระแทกพื้นอย่างไร้ปราณี ร่วงหล่นราวใบไม้แห้งในพายุฤดูวสันต์
“ข้ากำลังรอน้องสาวของข้าอยู่! ผู้ใดขวาง ข้าจะฆ่ามัน!”
ซ่างกวนสุ่ยอวิ๋นกล่าวเสียงเย็น ดวงตาแดงวาบ “ศิษย์ซูซาน ก็แค่นี้หรือ?”
เสียงตวาดดังก้องจากเบื้องบน “โอหังนัก!”
เมฆเหนือศีรษะพลันปั่นป่วน ราวมีมือยักษ์กวนนภา แสงสว่างสาดผ่านรอยแยกบนฟ้า เผยให้เห็นดาบยักษ์หนึ่งเล่มทะลวงเมฆออกมา
เพียงปรากฏ ก็แผ่พลังอำนาจรุนแรงดั่งภูผาไฟถล่ม
ซ่างกวนสุ่ยอวิ๋นรู้สึกราวกับตกอยู่ใต้ปล่องภูเขาไฟ เต็มไปด้วยความร้อนและแรงกดดันมหาศาล
เขากู่ร้อง “ข้ารอน้องข้าอยู่! ผู้ใดขวาง ข้าฆ่า!!”
เสียงระเบิดดังก้องราวฟ้าผ่ากลางฤดูมรสุม พลังสองฝ่ายปะทะกันสะเทือนปฐพีจนพื้นดินแตกร้าว เขารับดาบยักษ์นั้นไว้ด้วยความยากลำบาก ร่างสั่นระริกราวใบไม้ไหวในพายุ โลหิตไหลซึมจากมุมปาก เปรอะเปื้อนปลายคางอย่างน่าสะพรึง
ณ ยอดเขาทงเทียน
เฟิ่งหลิวหลียืนอยู่เบื้องหน้ากระจกวิเศษ มองภาพการต่อสู้อย่างใจจดจ่อ ร่างสั่นไหว กำมือแน่น นัยน์ตาสั่นระริก
“ไม่...อย่าเลย...พอเถอะ...”
“ฆ่ามันสิ! อย่าให้มันรอด!”
“มันไม่ตาย ข้าคงนอนไม่หลับแน่!”
คำเตือนของหลี่เสวียนเซียวดังก้องในโสต “อย่าหลงเชื่ออารมณ์ อย่าคิดว่ามารจะรักเจ้าเพียงผู้เดียว อย่าช่วยเหลือคนผิด!”
“หากวันใดเจ้าพบมารที่มีใจให้เจ้า อย่าเผชิญหน้า จงล่อมันกลับมา แล้วให้ทั้งสำนักช่วยกันสังหาร มิเช่นนั้นเจ้าจะตายเปล่า”
“แต่...เช่นนี้มิใช่หลอกใช้ความรู้สึกหรือ?” เฟิ่งหลิวหลีถาม
“ความรู้สึกมิอาจเป็นข้ออ้างในการฆ่าคน หากเจ้ารู้สึกสงสารเขา ใครจะสงสารผู้บริสุทธิ์ที่เขาฆ่า?”
วันนี้...นางเข้าใจแล้ว
หลังได้เห็นหมู่บ้านทั้งหมู่พินาศในพริบตา นางจึงตะโกนสุดเสียง
“ฆ่ามัน! อย่าให้มันรอด!!”
...จบบท