บทที่ 76 จิตแห่งเต๋าอันสั่นคลอน
ท่ามกลางความสงบเงียบก่อนจะเข้าสู่การปิดด่านบ่มเพาะ หลี่เสวียนเซียวกลับสัมผัสได้ถึงบางสิ่งที่ผิดแปลกในลมปราณของซูหว่าน มันเหมือนกับมีคลื่นบางเบาแทรกเข้ามาในจังหวะการหายใจของนาง ด้วยความสงสัย เขาจึงเปิดใช้งานศิลาหลงเงาที่เชื่อมต่อกับถ้ำพำนักของซูหว่านทันที
ภายในถ้ำซึ่งสว่างเพียงจากแสงคริสตัลวิญญาณ ซูหว่านนั่งขัดสมาธิอยู่กลางลานหิน ลมหายใจของนางเป็นจังหวะมั่นคงแต่แฝงความอ่อนล้า ทว่าไม่นาน ลมปราณที่แล่นเวียนกลับหยุดชะงัก นางลืมตาขึ้นทันใด แววตาสั่นไหวราวมีพายุในจิตใจ
“อีกแล้ว...อีกแล้วหรือ...” เสียงพึมพำเบา ๆ หลุดจากริมฝีปากที่ซีดจาง
ไม่ใช่ว่าพื้นฐานของนางไม่มั่นคง หรือว่าปราณไม่เพียงพอ แต่เป็นจิตแห่งเต๋าที่สั่นไหว เพราะมีสิ่งหนึ่งที่กำลังกัดกินศรัทธาภายในอย่างเงียบเชียบ ความลังเลที่ไม่มีชื่อ แต่กลับชัดเจนจนขวางทางเดินแห่งเต๋า
นางหลับตาลงอีกครั้ง รวบรวมสมาธิอย่างแน่วแน่ แต่แทนที่จะเห็นภาพของเต๋าหรือพลังสวรรค์ สิ่งที่ปรากฏกลับเป็นภาพใบหน้าของชายผู้หนึ่ง
“หลี่เสวียนเซียว...”
ภาพในอดีตผุดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ราวสายน้ำที่ไหลไม่หยุด เขาผู้มีแววตาเยือกเย็นแต่กลับยื่นมือช่วยเหลือนางในยามลำบากเสมอ
“เขา...ไร้ใจจริงหรือ? หรือเป็นเพียงเปลือกภายนอก?”
“หากเขาไร้ใจ เหตุใดยังยืนอยู่ข้างข้าในวันที่ทุกคนหันหลังให้ หากเขาเย็นชา เหตุใดจึงยอมรับความผิดแทน?”
“แท้จริงแล้ว...เขาเพียงเลือกที่จะปกป้องในแบบของเขา แบบที่ข้าไม่เคยเข้าใจ”
นางลืมตาขึ้นอีกครั้ง แววตาเต็มไปด้วยความแน่วแน่
“ข้าเข้าใจแล้ว...เขารักข้า เพียงแต่ไม่แสดงออก”
ณ ศิลาหลงเงา หลี่เสวียนเซียวผู้ที่กำลังดูอยู่ถึงกับชะงัก เขาเผลอยกมือขึ้นกุมขมับ พึมพำเสียงแผ่ว
‘เฮ้ย! ไม่ใช่แบบนั้นเสียหน่อย!’
ยังไม่ทันที่เขาจะได้ถอนใจ ซูหว่านก็ลุกขึ้นยืน ประกาศกร้าวด้วยเสียงที่มั่นคงราวระฆังสวรรค์
“ข้าจะบรรลุจินตันด้วยตนเอง! แล้วจะถอนหมั้นกับเซียวเหยียนด้วยปากของข้าเอง!”
“ภายในสามปี!”
“ข้าจะทำให้เขาเห็น ว่าข้าเหมาะสมกับเขายิ่งกว่าใครทั้งหมด!”
หลี่เสวียนเซียวถึงกับผงะ รีบเปิดบันทึกศักดิ์สิทธิ์ของสำนักเพื่อค้นชื่อ “เซียวเหยียน” ทันที
‘ชื่อคุ้น ๆ แบบนี้...อย่าบอกนะว่า...’
‘ก่อนหน้านี้ข้ายังเจอหานลี่กับเย่ฟานมาแล้ว — หานลี่ที่ถนอมรากฐาน เย่ฟานที่ท้าทายสวรรค์...เซียวเหยียนอีกคน? โลกนี้มันคือโลกนิยายเต็มรูปแบบใช่ไหมเนี่ย!?’
เมื่อความปั่นป่วนจากซูหว่านจางไป หลี่เสวียนเซียวหันความสนใจไปยังเรือนอีกหลังหนึ่งที่เขาระลึกถึงได้เสมอ — เฟิ่งหลิวหลี
เสียงโอดครวญดังออกมาจากภายใน
“โอ๊ย! ข้าเจ็บขา! ฝึกแค่หมัดมังกรเมาเองนะ ทำไมข้าถึงรู้สึกเหมือนโดนตีด้วยท่ากระบวนดาบสิบแปดแบบ!”
เฟิ่งหลิวหลีลูบขาของตนไปมา ใบหน้าเหยเกแต่กลับเปล่งประกายแห่งความมุ่งมั่น
“เจ็บก็เจ็บ! แต่ข้าจะไม่ยอมแพ้เด็ดขาด!”
“อีกไม่นาน ข้าจะกลายเป็นหญิงแข็งแกร่งที่สุดในชูซาน!”
หลี่เสวียนเซียวที่แอบอยู่ด้านนอกหน้าต่างถึงกับยิ้มบาง ๆ พลางพึมพำ
‘ยังไม่ทิ้งไฟแห่งเจตจำนง...ดีมาก’
บนยอดเขาดาบเงิน ท่ามกลางสายลมที่พัดเอื่อย ศาลากลางเขายังคงสงบเสงี่ยม เฟิ่งหลิวหลีนั่งพิงเสาไม้ หัวใจนางยังคงสั่นไหวด้วยความสับสน
“น้องสาว...” เสียงของซั่งกวนสุ่ยอวิ๋นยังดังก้องอยู่ในหูนาง แม้ผ่านมาหลายวันแล้วก็ตาม
ขณะนั้น ลู่จื่ออิ่นปรากฏตัวขึ้นเงียบ ๆ เบื้องหลัง ดวงตาของเขาแฝงแววเวทนา
“แนวทางต่างกัน ไม่อาจร่วมเดิน...เจ้าทำได้ดีแล้ว”
“ชีวิตมีสามกุญแจ — ยอมรับ เปลี่ยนแปลง หรือจากไป”
เขาตบไหล่นางเบา ๆ ดุจพี่ชายผู้แสนอบอุ่น “แม้เขาคือมาร แต่สิ่งที่เขามีต่อเจ้าคือความจริงใจ”
เฟิ่งหลิวหลีเงยหน้าทั้งน้ำตา “ข้าทำให้พี่หลี่ผิดหวังแล้วใช่ไหม...”
“ไม่เป็นไร ไม่เป็นไรเลย หากเจ้าไม่สบายใจ เช่นนั้น...ให้ข้าสอนเจ้าด้วยตนเองก็ได้”
นางกลับส่ายหน้าอย่างมุ่งมั่น “ไม่ใช่เรื่องนั้น...ข้าควรล่อเขาเข้ากลางค่ายก่อนแล้วค่อยลงมือ! ไม่ใช่รีบสังหารที่ชายป่า!”
“ข้าพลาดที่เร่งเกินไป ทำให้เขาหลบหนีได้!”
“หากเขากลับมาแก้แค้น...ข้าควรวางกับดักไว้มุมไหนของป่าดี?”
ลู่จื่ออิ่นถึงกับชะงัก ค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นมองฟ้า น้ำตารื้นเล็กน้อย
‘เฟิ่งหลิวหลี ผู้เปราะบางแห่งวันวาน...เจ้าอยู่ที่ใดแล้ว?’
อีกด้านใต้ร่มไม้ หลี่เสวียนเซียวแอบฟังทั้งหมดถึงกับยกนิ้วโป้งช้า ๆ
‘ยังรู้จักวิเคราะห์บทเรียน...สายนี้ไปได้ไกลแน่!’
แม้จะไม่ได้สังหารซั่งกวนสุ่ยอวิ๋นจนหมด แต่ก็ทำให้ต้องหลบซ่อนอีกเป็นร้อยปี — นับว่าประสบความสำเร็จไม่น้อย
...จบบท