ตอนที่ 117 ราชาเจอราชา
พระราชวังต้าเซี่ย
ฮ่องเต้เฒ่าได้รับรายงานจากสายลับว่า องค์ชายห้าแห่งต้าสุ่ย เยี่ยอวิ๋นโจว ไม่ได้โกรธแค้นจ้าวลู่บุตรีของตนอย่างที่คิด
ในเมื่อชายชาตรีร่างสูงเจ็ดฉื่อต้องเจอเรื่องอัปยศเช่นนั้น เหตุใดยังไม่ลุกฮือด้วยความคั่งแค้น อีกทั้งอีกฝ่ายยังเป็นถึงองค์ชายของอีกแคว้นหนึ่ง
แต่เยี่ยอวิ๋นโจวกลับรู้สึกดีใจเสียด้วยซ้ำ
ฮ่องเต้เฒ่าขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะหัวเราะเยาะในลำคอ
แผนมีคลาดเคลื่อนเล็กน้อย แต่ก็ไม่เป็นไร ยังไม่กระทบต่อแผนการโดยรวม
ในห้องบรรทมที่มืดสลัว ฮ่องเต้เฒ่าสวมฉลองพระองค์ยาวลากพื้น เดินเท้าเปล่า หลังค่อม พาร่างเดินช้า ๆ ไปทั่วห้อง
ธงหมื่นวิญญาณยังต้องการพลังเพิ่มอีกมาก
ต้องการผู้คนอีกจำนวนมาก เพื่อเซ่นสังเวยให้ธงหมื่นวิญญาณ
ตำแหน่งเจ้าเมืองพันหลงไม่สามารถใช้ได้อีกต่อไป
นับแต่เกิดเรื่องเจ้าเมืองพันหลง ทางเขาซูซานก็เริ่มตามหาต้นตอของธงหมื่นวิญญาณอย่างจริงจัง
ฮ่องเต้เฒ่าจึงไม่กล้าใช้วิธีเดิมซ้ำอีก
ในยุคแห่งความสงบสุข ประชาชนหายตัวไปจำนวนมาก ย่อมเป็นที่สะดุดตาเกินไป
แม้ห้าศิษย์จากเขาซูซานจะไม่พลาดท่าเข้าไปในธงหมื่นวิญญาณของเขาโดยบังเอิญ
ทางเขาซูซานก็คงยังสงสัยต่อการหายตัวของผู้คนในเมืองพันหลงอยู่ดี
ทางเดียวที่จะทำได้คือสร้างความวุ่นวายไปทั้งแผ่นดิน
มีเพียงสงครามเท่านั้น ที่จะเปิดโอกาสให้แก่ตน
แต่ในฐานะจักรพรรดิ หากไม่มีเหตุผลอันชอบธรรมในการประกาศสงคราม
ทั้งราชสภาและประชาชนจะไม่เห็นด้วย
ที่สำคัญที่สุดคือเขาซูซานก็จะต้องสงสัยเช่นกัน
เว้นเสียแต่ว่าเขาจะมีเหตุผลที่ฟังขึ้นจริง ๆ
เช่น บุตรีสุดที่รักถูกต้าสุ่ยสังหาร
ตนประกาศสงครามเพื่อล้างแค้นให้บุตรี — ชอบธรรมอย่างที่สุด
ในอดีต สำนักกระบี่เทียนเคยให้การสนับสนุนต้าสุ่ย
สายสัมพันธ์กับราชวงศ์ต้าสุ่ยนั้นลึกซึ้งยิ่ง
หากต้าเซี่ยเปิดศึกกับต้าสุ่ย สำนักกระบี่เทียนย่อมไม่อาจเพิกเฉย
และในเมื่อบุตรีของตนก็เป็นศิษย์จากเขาซูซาน
เมื่อศิษย์เขาซูซานถูกฆ่า เขาซูซานก็ต้องออกมาเรียกร้องความยุติธรรม
ถึงตอนนั้น หากโชคเข้าข้าง ก็อาจดึงเขาซูซานเข้ามาเกี่ยวข้องได้ด้วย
ไม่ว่าอย่างไร ตนก็จะสามารถฉวยโอกาสจากความโกลาหลได้แน่นอน
สงครามจะนำพาความตายและการสูญหายของผู้คนอย่างนับไม่ถ้วน
เมื่อศึกใหญ่อุบัติขึ้น ก็จะไม่มีใครสนใจเรื่องคนหายอีกต่อไป
ฮ่องเต้เฒ่านั่งลงบนบัลลังก์ พลางคำรามต่ำ ๆ
“เจ้าผู้ข้ามภพผู้นั้นอยู่ที่ไหนกันแน่? ข้าควรไปตามหาที่ใดกันแน่!”
...
หลี่เสวียนเซียวสะท้านกายเบา ๆ รู้สึกหนาวเย็นวาบผ่านไป
ใครกันกำลังพูดถึงข้า?
ตนก็ระมัดระวังตัวมาตลอด มีศัตรูไม่มากเท่าไร
ก็แค่หลิวชิวสุ่ย เทียนเฟิ่ง... เอ่อ ถึงแม้จำนวนน้อย แต่แต่ละคนคุณภาพล้นเหลือ
คนอื่นสร้างศัตรูขั้นก่อตั้งลมปราณ ก็อาจจะโดนขั้นจินตันล้างแค้น
แต่หลี่เสวียนเซียวไม่เหมือนกัน ทำทีเดียวก็เป็นศัตรูตายกันไปข้าง ทั้งยังเป็นจอมมารระดับลือลั่นแผ่นดิน
เขาส่ายหัวเบา ๆ ครานี้งานประชุมล่าปีศาจดูท่าจะไม่สงบเสียแล้ว
เพราะเช่นนั้น หลี่เสวียนเซียวจึงเตรียมของลับมาทั้งหมดตั้งแต่แรก
เขาเงยหน้าขึ้นมองเงาราชธานีต้าเซี่ยซึ่งปรากฏอยู่ลิบ ๆ ด้วยแววตาเคร่งเครียด
...
เรือบินของเขาซูซานแล่นลงจอดที่เมืองหลวงต้าเซี่ย
ขุนนางจากกรมพิธีการเดินทางมารับ และนำทั้งหมดสู่เขตพระราชวัง
ขณะเดียวกัน คณะจากสำนักกระบี่เทียนก็มาถึงเช่นกัน นำโดยผู้ฝึกตนยี่สิบกว่าคน มากกว่าทางเขาซูซานถึงสี่เท่า
ฝั่งต้าสุ่ยยิ่งอลังการกว่า หากรวมผู้ติดตามและองครักษ์แล้วนับได้หลายร้อยคน
หลี่เสวียนเซียวแฝงตัวอยู่ท้ายแถวหลังศิษย์พี่ศิษย์น้อง ดูไม่มีอะไรน่าจับตามอง
ทั้งหมดเข้าสู่ท้องพระโรง ฮ่องเต้ต้าเซี่ยต้อนรับด้วยพระองค์เอง
หลี่เสวียนเซียวหาได้ใส่ใจในโต๊ะอาหารตรงหน้า
นับตั้งแต่ย่างเท้าเข้ามา เขาก็เริ่มพิจารณาเส้นทางหลบหนี หากเกิดเหตุร้าย หรือหากมีค่ายกลใดปรากฏขึ้นกะทันหันจะทำอย่างไร
เขาท่องมนต์สงบจิตในใจ สายตากวาดมององค์ชายห้าแห่งต้าสุ่ย เยี่ยอวิ๋นโจว จากนั้นก็เหลือบไปยังกลุ่มของสำนักกระบี่เทียน
คนแปลกที่ แหล่งแปลกหน้า และจอมมารยังไม่เผยตัว
หลี่เสวียนเซียวไม่กล้าผ่อนคลายแม้แต่วินาทีเดียว
“ฝ่าบาทเสด็จ!”
ในที่สุด!
หลี่เสวียนเซียวลุกขึ้นพร้อมทุกคน โค้งคำนับเล็กน้อย
ศิษย์เขาซูซานไม่มีธรรมเนียมคุกเข่าต่อฮ่องเต้ แค่คำนับนับว่าให้เกียรติมากแล้ว
นี่เป็นครั้งที่สองที่หลี่เสวียนเซียวได้พบฮ่องเต้เฒ่าผู้นี้ ผู้ข้ามภพมาเช่นเดียวกัน
คราวก่อนเขาใช้ร่างจำแลงผ่านดวงตาของแมลงพิษ
แต่ครั้งนี้คือยืนประจันหน้าอย่างแท้จริง
ผู้นี้คือบิดาของจ้าวลู่ คือคนข้ามภพอีกคนเช่นกัน
“ราชาเจอราชา!” หลี่เสวียนเซียวครุ่นคิดในใจ
แต่น่าเสียดาย ด้วยฐานะและระดับพลังของเขา ทำให้ไม่มีสิทธิ์พูดอะไรในงานเช่นนี้
เขาจึงแสร้งทำตัวปกติที่สุด คอยฟังผู้ใหญ่สนทนา และแกล้งทำเป็นคีบของกินเข้าปากเป็นระยะ
แท้จริงเขาไม่ได้กินแม้แต่นิดเดียว
นี่เป็นฝีมือ ‘แสร้งกิน’ ที่เขาฝึกฝนมานาน จนชำนาญระดับสูง
กลางงานเลี้ยง ฮ่องเต้เฒ่าลุกขึ้นมาเดินรินสุราเอง
เขาเริ่มจากโต๊ะหลังสุดซึ่งก็คือที่หลี่เสวียนเซียวนั่งอยู่
หลี่เสวียนเซียวตั้งท่าระวังเต็มที่ ภายนอกยังคงแสร้งสงบนิ่ง
ชั้นแรกของการแสร้งคือความสำรวมแบบศิษย์เขาซูซาน
ชั้นที่สองคือความประหม่าแบบศิษย์หนุ่มเผชิญหน้าฮ่องเต้
ฮ่องเต้เฒ่ายกจอกสุราขึ้น “หนึ่งจอกคารวะตะวันรุ่ง หนึ่งจอก...”
หลี่เสวียนเซียวกระพริบตาเล็กน้อย
“ฮ่า ๆ เด็กหนุ่ม เจ้ารู้ไหมว่าข้าชอบกินอะไร? เดาสิ กลิ่นหอม ๆ กรอบ ๆ ที่เราทุกคนชอบกัน?”
หลี่เสวียนเซียว: “?”
“ฮ่า ๆ เด็กหนุ่ม เจ้าทำคุณธรรมตกแล้ว รีบเก็บขึ้นมาเร็ว!”
“ข้าทำอะไรตกนะ?” หลี่เสวียนเซียวทำหน้างง
ฮ่องเต้เฒ่าส่ายหัว ไม่พูดอะไรอีกแล้วเดินจากไป
หลี่เสวียนเซียวถอนหายใจยาว
โอ้โห เจ้าคนแก่เจ้าใช้วิธีนี้มาทดสอบว่าข้าเป็นผู้ข้ามภพหรือไม่งั้นหรือ ช่างเจ้าเล่ห์นัก!
ทันใดนั้น เขาก็เห็นเครื่องบินกระดาษใบหนึ่งลอยมา
“เครื่องบินนี้สวยไหม?”
“นี่มัน...อะไรเนี่ย?”
ฮ่องเต้เฒ่าส่ายหัวอีกครั้ง แล้วเดินไปยังโต๊ะถัดไป
หลี่เสวียนเซียวนั่งลงตามเดิม ใช้สายตาพิกลจ้องมองฮ่องเต้เฒ่า
นี่คือพฤติกรรมของคนปกติ!
เวลาถูกคนอื่นพูดเรื่องแปลก ๆ ต่อหน้าหลายคน การแสดงว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นกลับเป็นสิ่งต้องห้าม
ยิ่งทำเหมือนไม่มีอะไร ยิ่งแสดงว่าจิตใจไม่ปกติ
นี่ก็คือด่านทดสอบอีกแบบหนึ่ง!
เมื่อเขาจ้องฮ่องเต้เฒ่าด้วยสายตาพิกลสักพัก
ในที่สุดฮ่องเต้เฒ่าก็ยอมถอนพลังจิตออกจากตัวเขา
สามวันต่อมา หลี่เสวียนเซียวและคณะถูกทดสอบโดยฮ่องเต้เฒ่าในรูปแบบต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง
เมื่อสามวันผ่านพ้น งานเลี้ยงก็สิ้นสุดลง ในที่สุดทุกฝ่ายก็เริ่มหารือเรื่องการประชุมล่าปีศาจ
ปกติแล้ว การประชุมล่าปีศาจจะจัดขึ้นโดยให้ศิษย์ทั้งสี่สำนักแข่งขันกันเล็กน้อยเป็นอันจบ
แต่ครั้งนี้ ฮ่องเต้เฒ่ากลับเสนอความคิดใหม่
เขากล่าวว่ามีการค้นพบกลุ่มตกค้างของลัทธิซิวหลัวในเขตแดนต้าเซี่ย
ผู้นำกลุ่มนั้นมีพลังระดับจินตัน
ในเมื่อเป็นการประชุมล่าปีศาจอยู่แล้ว ก็ให้ศิษย์ทั้งสี่สำนักร่วมกันไปจัดการกลุ่มตกค้างนี้
สามสำนักที่เหลือไม่ขัดข้อง เพราะเดิมทีการประชุมล่าปีศาจก็คือการร่วมมือปราบปีศาจอยู่แล้ว
เพียงแต่ว่า หลังจากห้าสำนักใหญ่เรืองอำนาจ ปีศาจก็ไม่กล้าอาละวาดเช่นเมื่อก่อน
หลี่เสวียนเซียวครุ่นคิด
“เจ้าฮ่องเต้เฒ่านี่ คิดจะทำอะไรกันแน่?”