ตอนที่ 126 เปิดมาก็พูดตรง ๆ เถอะ!
กระบี่สีทองพุ่งลงมาจากกลางนภา สะท้อนแสงประกายเรืองรองไปทั่วฟ้า
บรรดาสาวกแห่งตำหนักอสูรเบื้องล่างต่างพากันหน้าซีดเผือด สีหน้าตื่นตระหนก บ้างรีบร้อนขว้างอาวุธวิเศษในมือออกไปเพื่อหวังต้านทาน
เพียงชั่วพริบตาเดียว กลางเวทีพลันสว่างวาบไปด้วยแสงสีระยิบระยับหลากสี ดั่งการแสดงดอกไม้ไฟครั้งยิ่งใหญ่แห่งปี
ทว่า ภาพงามตาดังกล่าวกลับดำรงอยู่ได้เพียงครู่เดียว
กระบี่สีทองเส้นนั้นมิใช่สิ่งธรรมดา หากแต่เปี่ยมด้วยอำนาจอันเหนือจินตนา มันทะลวงผ่านกลางอากาศดั่งอสนีบาต ทำลายทุกสิ่งเบื้องหน้าในพริบตา กลืนกินทุกแสงเงา
ไม่ว่าจะเป็นสมบัติวิเศษที่แผ่รัศมีเร้นลับ หรือชุดเกราะวิเศษที่ว่ากันว่าแข็งแกร่งพอจะต้านทานพลังหมื่นชั่ง ล้วนกลายเป็นผงธุลีไปในพริบตา ไม่ต่างจากกระดาษเปียก!
หลิวชิวสุ่ยแผดเสียงด้วยโทสะ
นางรู้ตัวทันทีว่าถูกหลอก!
นาง...หลิวชิวสุ่ย เพิ่งจะยอมเปิดใจแท้ ๆ! แล้วเจ้ากลับตอบแทนข้าด้วยสิ่งนี้งั้นรึ!
“นังปีศาจ! ข้ารับบัญหาจากองค์จักรพรรดิมาฆ่าเจ้า!” วิญญาณกระบี่กล่าวเสียงกร้าวพลางพุ่งลงมาพร้อมพลังทำลายล้างอันรุนแรง
“เจ้าเป็นคนของราชวงศ์ต้าเซี่ย?” หลิวชิวสุ่ยสวนกลับทันที “แล้วหลี่เสวียนเซียวล่ะ พวกเจ้าเอาเขาไปไว้ที่ใด!?”
“ฮึ! เขาโดนบังคับค้นวิญญาณไปเรียบร้อยแล้ว ตอนนี้คงเหลือแต่เปลือก เดินน้ำลายยืดใส่พื้นอยู่แถว ๆ นั้นแหละ! ฮ่า ฮ่า ฮ่า!”
“…หา!?”
เพื่อข้า...เขาถึงกับต้องพบจุดจบเช่นนั้นงั้นรึ!
หลิวชิวสุ่ยไม่อาจห้ามจินตนาการในหัวได้ ภาพของหลี่เสวียนเซียวลอยเข้ามาในใจ — ปากเบี้ยวคอเอียง มือซ้ายชูหกนิ้ว มือขวาชูเจ็ดนิ้ว ไหล่ซ้ายสูงกว่าไหล่ขวา ขาซ้ายหมุนเป็นวงกลม ขาขวาถีบลมลอยไปมา เรียกใครต่อใครว่า “ท่านพ่อ!”
น้ำตาหยดหนึ่งเอ่อคลอที่หางตาหลิวชิวสุ่ยโดยไม่รู้ตัว
เสียงหัวเราะของกระบี่เล่มนั้น ประหนึ่งมีดกรีดใจ
ผู้นำระดับสูงของตำหนักอสูรถูกล้างบางจนเกือบหมด
ซ้ายขวาที่เคยภักดี ก็สละชีพเพื่อปกป้องนาง
ส่วนเขา...หลี่เสวียนเซียวผู้นั้น...ก็เพื่อข้า...
“ข้าจะล้างราชสำนักต้าเซี่ยด้วยโลหิตให้หมดสิ้นในวันข้างหน้า!”
……
การประชุมปราบมารในครั้งนี้จึงถือว่าปิดฉากลงโดยสมบูรณ์
หลิวชิวสุ่ยแห่งตำหนักอสูร นำขุนพลฝ่ายซ้ายขวาและเหล่าศิษย์ลัทธิมารจำนวนมาก ลอบหวังช่วงชิงเส้นมังกรแห่งราชวงศ์ต้าเซี่ย
เคราะห์ดีที่ถูกสำนักซูซานจับไต๋ล่วงหน้า วางแผนซุ่มโจมตีไว้ได้ทัน
ผลคือฝ่ายตำหนักอสูรได้รับความเสียหายย่อยยับ
ผู้พิทักษ์ข้างซ้ายและขวา ซึ่งต่างอยู่ในระดับฝ่าด่านสายฟ้าสวรรค์ หนึ่งตายหนึ่งบาดเจ็บ
ฮ่องเต้เฒ่าเมื่อเห็นว่ารูปการณ์เข้าตาจน หากยังไม่เปิดใช้งานค่ายกลปกป้องเมือง คงต้องเห็นเมืองหลวงกลายเป็นซากปรักหักพังเพราะการต่อสู้ของเหล่าผู้บรรลุขั้นฟ้าแน่
ท้ายที่สุดจึงจำใจเปิดใช้งานค่ายกล
นับเป็นศึกใหญ่ที่ได้ผลเกินคาด
เพราะผู้บรรลุขั้นฝ่าด่านสายฟ้านั้นยากจะสังหาร
ครั้งสุดท้ายที่มีผู้ฝึกตนระดับฝ่าด่านสายฟ้าสวรรค์สิ้นชีพ ยังต้องย้อนกลับไปถึงหลายพันปีก่อน
ผู้ฝึกตนระดับนี้ ล้วนสามารถสู้ทน ถอยหนี หรือแม้แต่ลี้ภัยได้ง่ายดาย
ยกเว้นเสียแต่เผชิญหน้ากับพลังที่มากกว่าหลายเท่าตัว หรือยินยอมสละชีพด้วยตนเอง
และครั้งนี้ ก็เป็นหนึ่งในกรณีนั้น
ผู้อาวุโสจากสำนักซูซานทั้งหก ร่วมกับเจ้าสำนักรุ่นปัจจุบัน ผสานพลังจัดวางกระบวนกระบี่ซูซานขั้นสูง
ห้าสำนักใหญ่ในใต้หล้า สำนักซูซานถือเป็นยอดสุดอย่างไร้ข้อกังขา
แม้สี่สำนักที่เหลือรวมพลังกันก็ใช่ว่าจะต้านได้เสมอไป
ไม่มีสำนักใดกล้าเอาผู้ฝึกตนระดับฝ่าด่านสายฟ้าสวรรค์ทั้งหกมารวมกันในที่เดียว นี่ถือเป็นความกล้าหาญหรือความสิ้นหวังก็ไม่รู้
ที่จริงจะหาได้ครบหกคนก็ยังนับเป็นปัญหาใหญ่
แม้แต่ตำหนักอสูรที่มีชื่อเสียงเกรียงไกร ยังมีเพียงสามคน
บัดนี้ สองตาย หนึ่งถูกจับ
ตำหนักอสูรจึงถือได้ว่า...สิ้นแล้วจริง ๆ
ไม่ว่าสาวกที่เหลือจะมีมากเพียงใด หากไร้ผู้ฝึกตนระดับฝ่าด่านสายฟ้าสวรรค์ ตำหนักนี้ก็ไม่มีทางกลับไปยิ่งใหญ่อีก
ฮ่องเต้เฒ่าก็ล้มเหลวไม่เป็นท่า มิอาจช่วงชิงพลังเส้นมังกรได้ ซ้ำร้ายยังบาดเจ็บจากการฝืนเปิดค่ายกลและต้านพลังแห่งการปะทะของสิบยอดเซียน
หวังจับปลาสองมือ แต่กลับเสียทั้งเบ็ดทั้งเหยื่อ
เสียดาย...ที่ยังไม่อาจเปิดโปงตัวตนของฮ่องเต้เฒ่าได้
หลี่เสวียนเซียวลอบผิดหวังในใจ
สิ่งที่วางแผนไว้ทั้งหมด ก็เพื่อเล่นงานเขาโดยตรง แต่ตำหนักอสูรกลับกลายเป็นเหยื่อแทนเสียได้
“หากมีโอกาส วันหน้าเชิญแวะมาที่ซูซานสักครั้งเถิด”
บรรดาศิษย์จากซูซาน, สำนักกระบี่สวรรค์เสวียนเทียน, ดินแดนต้าสุ่ย และแคว้นต้าเซี่ย ต่างพากันกล่าวอำลา
ได้ยินว่าองค์ชายรูปงามคนหนึ่งของแคว้นต้าเซี่ย แอบมีใจให้กับสาวจากสำนักกระบี่สวรรค์เสวียนเทียน
“เยี่ยอวิ๋นโจว นี่คือวิธีติดต่อของข้าผ่านกระจกส่งสาร” สตรีนางหนึ่งจากสำนักกระบี่เสวียนเทียนพูดอย่างเขินอาย
เยี่ยอวิ๋นโจวเพียงยิ้มบางพลางตอบ “ขออภัย ข้ามิสะดวก...หวังว่าท่านจะเข้าใจ”
นางพยักหน้า แล้วรีบวิ่งหนีจากไป
จ้าวลู่แอบจับตาดูการสนทนานั้นอยู่ห่าง ๆ
เยี่ยอวิ๋นโจวเก็บมือเรียบชุด แล้วสาวเท้าตรงมาทางนาง
จ้าวลู่เหลือบตามองเขา แอบนึกอยู่ในใจว่า—ต้องยอมรับว่าผู้นี้หน้าตาหล่อเหลาแท้จริง สำคัญกว่านั้นคือฝีมือก็ไม่เลว
รูปงามเฉิดฉาย ท่าทางสง่างาม อ่อนโยนถ่อมตน ไม่มีอาการอวดอ้างตนเป็นเชื้อพระวงศ์เลยแม้แต่น้อย
เสียดาย...นางมีศิษย์พี่อยู่แล้ว
ขณะเห็นเยี่ยอวิ๋นโจวเดินตรงเข้ามา ความคิดในใจนางก็ยิ่งว้าวุ่น
“หากเขาสารภาพรักกับข้า...เราควรปฏิเสธอย่างไรดีนะ?”
ศิษย์พี่เคยเตือนว่าอย่าก่อเรื่อง
...แล้วแบบนี้นับว่าเป็นการก่อเรื่องหรือไม่?
ฟ้าช่างลิขิตชะตาให้คนอยู่เฉย ๆ ก็ยังตกเป็นเป้า
จ้าวลู่สูดลมหายใจลึก ยิ้มบาง เตรียมจะเอ่ยปากพูด
“ขอทางหน่อย”
เยี่ยอวิ๋นโจวเดินผ่านนางไปอย่างไร้เยื่อใย มุ่งตรงไปหาหลี่เสวียนเซียว
หลี่เสวียนเซียวขมวดคิ้วเล็กน้อย สีหน้าดูงุนงงเล็กน้อย
เขากับเยี่ยอวิ๋นโจวไม่เคยพูดกันแม้แต่คำเดียวในโลกจริง ไม่ควรมีความเกี่ยวข้องใด ๆ
เหตุใดอีกฝ่ายถึงจู่ ๆ มาทักเขาแบบนี้?
หรือว่า...เขารู้แล้วว่าเราเป็นเพื่อนกระจกส่งสารกัน?
เขารู้ว่าเราเป็นคนที่ช่วยเหลือเขาไว้?
เป็นไปไม่ได้...ตอนนั้นข้าทำทุกอย่างแนบเนียนที่สุดแล้ว
ทั้งยารักษาแผลก็หาง่ายทั่วไปในท้องตลาด ผ้าพันแผลก็ไม่มีตราหรือร่องรอยใด ๆ
อีกทั้งเรายังซ่อนกลิ่นปราณและลมหายใจได้สมบูรณ์แบบ ตราบใดที่ไม่เจอเซียนระดับสูง ต่อให้จ้องอยู่ก็แยกไม่ออก
แม้เยี่ยอวิ๋นโจวจะมีพรสวรรค์สูงส่ง แต่ก็ยังห่างชั้นจากระดับที่อาจเจาะทะลุเราหลายช่วง
เยี่ยอวิ๋นโจวโค้งคำนับเล็กน้อย พลางยิ้ม
“หลี่เสวียนเซียว ข้ามีความสุขมากที่ได้รู้จักเจ้าจากการประชุมปราบมารในครั้งนี้ หากมีโอกาส วันหน้าขอเชิญไปเยี่ยมแคว้นต้าสุ่ยของเราสักครั้ง”
หลี่เสวียนเซียวค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นสบตากับอีกฝ่าย
นัยน์ตาของเยี่ยอวิ๋นโจวลึกซึ้งราวทะเลสาบแฝงแสงประกายสีน้ำเงินลี้ลับที่ดึงดูดจิตใจ
“แน่นอน ๆ”
หลี่เสวียนเซียวกล่าวอย่างเป็นธรรมชาติ
เยี่ยอวิ๋นโจวยังคงยิ้มบางบนริมฝีปาก พลันโน้มหน้าเข้ามาใกล้
กลิ่นหอมอ่อนจางเฉพาะตัวของอีกฝ่ายลอยเข้าจมูก
“เจ้ามีอะไรติดตรงนี้”
เขาเอื้อมมือแตะใบหูของหลี่เสวียนเซียวเบา ๆ
“ข้ารู้ว่าเป็นเจ้า แม้เจ้าจะซ่อนเก่งเพียงใด แต่ทันทีที่ได้พบ ข้าก็รู้ทันทีว่าใช่ — เจ้า!
ข้าเรียกสิ่งนี้ว่า...ความรู้สึก อาจจะ...นี่คือพรหมลิขิตกระมัง แล้วพบกันใหม่”
หลี่เสวียนเซียว: ……
ความรู้สึก?
แม่ง เจ้าพูดตรง ๆ เลยเถอะ!!