ก่อกรรม

    
นี่เป็นเพียงเหตุการณ์แทรกสั้น ๆ งานเลี้ยงภายในท้องพระโรงยังคงดำเนินต่อไป

เพียงแต่ว่า ณ เวลานี้ ผู้คนในงานต่างก็เริ่มเกิดความสงสัยใคร่รู้ในที่มาของท่านเต๋าเจ้าอย่างเจ้าเจี่ย ทุกผู้ทุกนามต่างก็ซุบซิบกันเบา ๆ ถามไถ่กันไปมา

“ท่านเต๋าเจี่ยมอบของขวัญล้ำค่าถึงเพียงนี้ ผู้น้อยจริง ๆ ไม่รู้ว่าจะตอบแทนอย่างไรดี!” ฮ่องเต้ต้าซุ่ยพยายามข่มกลั้นความตื่นเต้นภายในใจ กล่าวออกมาอย่างจริงจัง

เจี่ยซื่อเต๋าโบกมือไปมา สีหน้าไร้ซึ่งความใส่ใจราวกับเป็นเรื่องเล็กน้อยไร้ความสำคัญอันใด

“ท่านเซียน นี่เป็นของรางวัลจากการประลองเดิมที เตรียมไว้สำหรับผู้ชนะของงานครั้งนี้ ของขวัญเล็กน้อย ไม่รู้ว่าท่านเต๋าเจี่ยจะยอมรับหรือไม่”

เจี่ยซื่อเต๋าไม่ได้ตอบอะไร เมื่อครู่เขาได้ปฏิเสธไปแล้ว หากกลับมารับในตอนนี้ ก็เกรงว่าจะเสียภาพลักษณ์ผู้มีบารมี

เขาจึงแสร้งดื่มสุราเพียงถ้วยหนึ่ง มิได้เอ่ยวาจาใด รอคอยให้ผู้ติดตามยกของล้ำค่ามาถวาย

“ท่านเซียน นี่คือ ไม้ไร้ราก ผู้เฒ่าซุนกล่าวอธิบาย

“ไร้รากไร้ใบ มิพันเกี่ยวกรรมแห่งเหตุผล ไม้นี้หาได้ยากยิ่งยวด ข้าโดยบังเอิญได้มาสามต้น นี่คือหนึ่งในนั้น”

เจี่ยซื่อเต๋าพยักหน้า ในใจลอบปลาบปลื้มอย่างล้นหลาม ช่างเป็นดั่งคนง่วงได้หมอน!

เขารู้ดีว่านี่มิใช่การเดินทางสูญเปล่า ในที่สุดก็ได้ครอบครองไม้ไร้ราก หนึ่งในวัตถุดิบสำคัญของการหลอมยันต์บังฟ้า

หลายวันต่อมา เจี่ยซื่อเต๋าออกเดินทางจากนครหลวง ฮ่องเต้ต้าซุ่ยถึงกับเสด็จมาส่งถึงนอกประตูเมืองด้วยพระองค์เอง เจี่ยซื่อเต๋าปฏิเสธหลายครั้ง แต่ก็ไม่อาจขัดพระประสงค์

“มาถึงตรงนี้ก็พอแล้ว” ฮ่องเต้ต้าซุ่ยค้อมกาย “ขอให้ท่านเซียนเดินทางโดยสวัสดิภาพ” แล้วก็เห็นเจี่ยซื่อเต๋าหันหน้าช้า ๆ ยกเท้าเดินจากไปด้วยท่วงท่าสงบสำรวม

กระทั่งเดินห่างออกไปเรื่อย ๆ ในที่สุดก็มีผู้ใกล้ชิดเอ่ยถามอย่างอดไม่ได้ว่า “ฝ่าบาท เหตุใดท่านเจี่ยเซียนจึงไม่ขี่สายลมจากไปเล่า?”

ฮ่องเต้ต้าซุ่ยเพียงยิ้มบาง “เจ้ารู้อะไร นี่แหละคือท่วงท่าของผู้มีบารมี”

เจี่ยซื่อเต๋ายังคงก้าวเดินไปเรื่อย ๆ ระดับจินตัน ยังไม่อาจขี่ลมทะยานฟ้าได้

ผู้ฝึกตนขั้นจินตันจำต้องพึ่งพาของวิเศษหรือโอสถเติมเต็มพลังจิตวิญญาณหากคิดจะเหินบิน และความเร็วก็ขึ้นอยู่กับคุณภาพของสมบัติ

มีเพียงระดับหยวนอิง ขึ้นไปเท่านั้น จึงจะสามารถขี่ลมได้อย่างแท้จริง ไม่พึ่งพาสิ่งใด สื่อสารกับกฎเกณฑ์แห่งสวรรค์เบื้องต้น ใช้พลังจิตหลอมรวมธาตุลมยกกายเหินฟ้า วันหนึ่งเดินทางหมื่นลี้

หากเขาเลือกบิน หรือเผยพลังอันใดออกมา เกรงว่าคงถูกผู้มีพลังมองเห็นรากฐานได้ง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ท่านผู้ยิ่งใหญ่ระดับฝ่าด่านสายฟ้า เดินด้วยขาจะปลอดภัยกว่า

เจี่ยซื่อเต๋าคิดถึงเยี่ยอวิ๋นโจว แล้วก็อดถอนหายใจไม่ได้ ช่างก่อกรรมทำเข็ญเสียจริง

...

แดนต้องห้ามแห่งความมืด นครไร้เทียมทาน ซั่งกวนสุยอวิ๋น เดินวนไปวนมาไม่หยุด “น้องสาวของข้าตอบจดหมายหรือยัง?”

ผู้ส่งสารรายหนึ่งตัวสั่นงันงก “เรียนเจ้าเมือง... ตอนนี้ยังไม่มี... แต่ว่าข้าน้อยเชื่อว่าน่าจะเร็ว ๆ นี้... ใกล้จะมาแล้ว!”

“ไร้ประโยชน์!” ซั่งกวนสุยอวิ๋นคว้าตัวผู้ส่งสาร บีบจนตายไปตรงนั้นทันที

“รีบให้คนไปสืบมาอีก น้องสาวข้าส่งจดหมายมาหรือยัง กำลังอยู่ระหว่างทางหรือไม่!”

ข้างกายมีผู้ติดตามกลืนน้ำลายเหนียว ๆ “ฝ่าบาท... นี่เป็นผู้ส่งสารคนสุดท้ายแล้วขอรับ...”

“นครไร้เทียมทานของพวกเรา มีแค่ผู้ส่งสารแค่นี้หรือ?” ซั่งกวนสุยอวิ๋นเลิกคิ้ว

“เรียนเจ้าเมือง นครของพวกเราเดิมมีผู้ส่งสารมากมาย แต่ท่านฆ่าทุกวัน วันละหนึ่ง คนอื่น ๆ ก็ไม่กล้าอยู่ต่อแล้ว ต่างก็หนีไปหมด...”

“ไร้ประโยชน์สิ้นดี! ไม่มีผู้ส่งสาร แล้วจดหมายน้องสาวข้าจะส่งมายังไง! ถ้าข้าไม่ได้รับจดหมายน้องสาว จะทำอย่างไร! ไป! จับพวกนั้นกลับมาทั้งหมด!”

“ขอรับ!”

ซั่งกวนสุยอวิ๋นยกมือขึ้นนวดหว่างคิ้ว

“แล้วไปตามหาจิตรกรมาเพิ่ม พวกจิตรกรพวกนั้นไม่มีใครวาดภาพน้องสาวข้าให้เหมือนสักคน!”

“ขอรับ...”

ไม่นาน ซั่งกวนสุยอวิ๋นก็ได้รับจดหมายฉบับหนึ่ง เขาตื่นเต้นจนมือไม้สั่น เปิดจดหมายออก

【ถึงพี่ชายอันเป็นที่รัก เห็นจดหมายเหมือนเห็นหน้า ทุกครั้งที่ใจข้าเผลอล่องลอยไปถึงนครไร้เทียมทาน หัวใจของข้าก็อดมิได้ที่จะเอ่อล้นไปด้วยความกังวลและความคิดถึงไม่สิ้นสุด

พี่ชายอันเป็นที่รัก เพียงแค่คิดว่าท่านยังคงอยู่เพียงลำพัง ณ สถานที่ห่างไกล ข้าก็เจ็บปวดจนแทบหายใจไม่ออก สายลมหนาวของเขาแห่งซู่ซาน ยังโหมกระหน่ำเย็นยะเยือกดั่งเช่นแต่ก่อน พัดผ่านทุกมุมทุกซอกอย่างไม่ปรานีเพียงแต่ บัดนี้ในสายลมเย็นนั้นกลับไร้เงาร่างอันคุ้นเคยและอบอุ่นของท่าน

ในสายตาของข้า ท่านคือผู้แข็งแกร่งและไม่หวาดหวั่นต่อสิ่งใด ดูราวกับไม่มีสิ่งใดในใต้หล้าที่จะสามารถทำให้ท่านก้มหัวได้ แต่มีเพียงข้าในฐานะน้องสาวเท่านั้นที่รู้ดี ว่าใต้เปลือกนอกอันแข็งแกร่งนั้น ท่านต้องแบกรับแรงกดดันและภาระอันหนักอึ้งเพียงใด ข้ารู้ว่านั่นยากเย็นเพียงไร แต่ท่านไม่เคยปริปากบ่นกับผู้ใด

เพราะฉะนั้น พี่ชายอันเป็นที่รัก ขอได้โปรดสัญญากับข้าว่าต้องดูแลตนเองให้ดี อย่ามัวแต่คิดถึงผู้อื่นจนลืมใส่ใจสุขภาพและหัวใจของตัวเอง

ส่วนทางนี้ พี่ชายไม่จำเป็นต้องกังวลไป ทุกอย่างที่ซู่ซานยังค่อนข้างสงบ แม้จะมีเรื่องเล็กน้อยบ้าง แต่ข้าก็สามารถรับมือได้

พี่ชายยังจำถนนลืมธารได้หรือไม่? เราสองพี่น้องเคยเดินผ่านด้วยกัน บัดนี้ดอกท้อริมทางบานอีกครั้งแล้ว พี่เคยบอกว่า ดอกท้อที่นี่เป็นทิวทัศน์ที่ท่านชอบที่สุด แต่บัดนี้ ดอกท้อยังอยู่ แต่คนกลับมิได้อยู่ข้างข้า

ข้ามักจะยืนใต้ต้นท้อ มองกลีบดอกที่ปลิวว่อนเต็มฟ้า ใจภาวนาอย่างเงียบงัน ขอให้วันแห่งการพบหน้ากลับมาโดยเร็ว

ขอให้พี่ชายมีความสุขสวัสดี พบพานโดยเร็ว

ด้วยความเคารพ

น้องสาวของพี่ตลอดกาล.........】    
    
บนกระดาษยังปรากฏรอยน้ำตาเลือนราง

ซั่งกวนสุยอวิ๋นอ่านทุกคำอย่างพิถีพิถัน ประหนึ่งว่าได้เห็นฉากที่เฟิ่งหลิวลี่ กำลังเขียนจดหมายฉบับนี้ด้วยตนเอง เขาหลับตา และเริ่มจินตนาการ

ยามบ่ายที่แดดจัดจ้า แสงทองสาดผ่านหน้าต่าง ลงบนร่างอันบอบบาง เฟิ่งหลิวลี่นั่งอยู่หน้าต่างอย่างเงียบงัน เอียงกายนิด ๆ ใบหน้าด้านข้างงดงามประหนึ่งภาพวาด ผิวเนียนละมุนดั่งหยกขาว จมูกโด่งได้รูป ริมฝีปากบางเม้มแน่น แฝงไว้ด้วยรอยเศร้า สายลมแผ่วเบาพัดผ่าน เส้นผมและชายเสื้อปลิวไหว ราวกับอยากปลอบประโลมหัวใจที่กำลังระส่ำ

เธอจมดิ่งอยู่ในห้วงคิดถึงญาติที่ห่างไกล คราใดที่คิดถึงพี่ชายในแดนไกล ดวงตางามยิ่งก็เผยความเศร้าเกินจะกลั้น ความอาลัยคิดถึงไหลบ่าเข้าหัวใจราวกับกระแสน้ำหลาก

เธอยกปากกาขึ้น บรรจงถ่ายทอดทุกอารมณ์ลงบนกระดาษ ทุกตัวอักษรล้วนเอ่อล้นด้วยความคิดถึงอย่างลึกซึ้ง แต่หยาดน้ำตากลับหลั่งรินไม่หยุดดั่งเขื่อนแตก หยดแล้วหยดเล่า ตกกระทบลงบนกระดาษ แผ่ซ่านเป็นรอยด่างพร้อย

รอยน้ำตาเหล่านั้น เปรียบประหนึ่งหัวใจอันแตกสลาย แบกรับความคิดถึงและความเศร้าไม่สิ้นสุด

คิดถึงถึงเพียงนี้ ซั่งกวนสุยอวิ๋นถึงกับน้ำตาไหลพราก

(ಥ_ಥ)    
………………    

แสงอาทิตย์และสายลมพลิ้วไหวปลิวผ่านเส้นผมของเฟิ่งหลิวลี่

“ศิษย์พี่ แบบนี้เขียนใช้ได้ไหม?”

“ใช้ได้แน่นอน อย่าลืมหยดน้ำตาลงไปด้วยล่ะ”

หลี่เสวียนเซียวถือกระดาษที่เต็มไปด้วยจดหมายถึงซั่งกวนสุยอวิ๋นกองโต

ดูท่าว่า... ถึงเวลาแล้ว

………………


(จบตอน)



ตอนก่อน

จบบทที่ ก่อกรรม

ตอนถัดไป