ตอนที่ 178 – ความรู้สึกผิดในใจ
นอกเขตแดนแดนกลาง
เฒ่าสุขสันต์ลูบเครายาว สายตามองตรงไปยังหญิงสาวเบื้องหน้า
“เรื่องราวเสร็จสิ้นแล้ว ข้าจะไม่ลืมสิ่งที่เคยสัญญาไว้กับเจ้า”
ไป๋ลี่ไม่มีสีหน้าแสดงความยินดีแม้แต่น้อย
เฒ่าสุขสันต์เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย “อย่างไร? ใจอ่อนขึ้นมาแล้วหรือ?”
“ข้าแค่ไม่คิดว่าเขาจะยอมเพื่อข้า ไปสั่นคลอนหอผนึกปีศาจ…สุดท้ายจึงจบลงด้วยสภาพเช่นนั้น”
“ข้าไม่ได้ให้เจ้าไปผูกสัมพันธ์รักใคร่อะไรกับเขาเสียหน่อย!”
ไป๋ลี่ส่ายศีรษะ ไม่พูดอะไรอีกต่อไป
เฒ่าสุขสันต์ลูบเคราเบา ๆ “ว่าแต่…เซวียนอวิ๋นก่อนตายเหมือนจะบรรลุบางสิ่ง ทำเอาข้าก็งุนงงไม่น้อย”
“แม้แต่ท่านก็ไม่อาจคาดเดา?”
เฒ่าสุขสันต์ฮึดฮัด “เจ้าเซวียนอวิ๋นผู้นั้นจะเอาอะไรมาวัดด้วยสามัญทั่วไปได้กันเล่า! ช่างเถิด ไหน ๆ คนก็สิ้นแล้ว จะกล่าวถึงอีกไปไย ตอนนี้เจ้ามีอีกหนึ่งภารกิจที่ต้องทำ”
“อะไรหรือ?”
“ข้าฝังเศษจิตของข้าไว้ในร่างเซวียนอวิ๋น ตอนเขาตาย ได้สัมผัสได้ว่าเขายกมอบกระบี่ประจำใจของเขาให้แก่น้องชายร่วมสำนัก
แม้เด็กผู้นั้นฝีมือยังไม่สูงนัก แต่ข้าก็ยังวางใจไม่สนิท เจ้าจงไปจัดการเสีย”
“แต่ไม่ใช่ให้ข้าไปฆ่าคนใช่หรือไม่?” ไป๋ลี่กล่าวถาม
“ใครบอกว่าให้เจ้าไปฆ่าเขาเล่า! แค่ให้เขาหลงเจ้าเท่านั้นพอ กระบี่ประจำใจเล่มนั้นคือกุญแจเปิดหอผนึกปีศาจ!”
“ข้าเริ่มรู้สึกเหนื่อยล้าเสียแล้ว...” น้ำเสียงของไป๋ลี่ยังแฝงกลิ่นเศร้าจากการสูญเสียเซวียนอวิ๋น
เฒ่าสุขสันต์ถอนหายใจกล่าวเรียบเฉย “อย่างเราจะมีสิทธิ์พูดว่าล้าได้อย่างนั้นหรือ”
เงาร่างของไป๋ลี่ค่อย ๆ เลือนหายไปจากเบื้องหน้าของเฒ่าสุขสันต์
ณ แดนกลาง
ภายในโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่ง หญิงสาวนั่งอยู่หน้ากระจกเงา เปล่งเสียงถอนใจเบา ๆ
“น้องชายร่วมสำนักหรือ? เท่ากับเป็นน้องสามีอย่างนั้นสินะ? ฟังดู…ช่างให้ความรู้สึกผิดแปลกดี แถมยังน่าตื่นเต้นเสียด้วยสิ”
“.......”
งานประลองห้าสำนักใหญ่ปิดฉากลงในรูปแบบเช่นนี้
เพื่อรักษาเกียรติของซู่ซาน พวกเขาไม่ได้ประกาศเรื่องเซวียนอวิ๋นออกไป
เพียงกล่าวว่าสัญญาณผนึกหอผนึกปีศาจเริ่มคลอนแคลน มีอสูรอมนุษย์พยายามบ่อนทำลาย และเซวียนอวิ๋นได้สละชีวิตปกป้องหอผนึกปีศาจไว้
“........”
ในตำหนักเจ้าสำนัก
หลี่เสวียนเซียวคุกเข่าอยู่เบื้องล่าง
หลิงซวี่สูดลมหายใจลึกเข้าไป แล้วจึงค่อย ๆ ระบายออกช้า ๆ
เพียงเสี้ยวขณะนั้น ร่างของเขากลับดูเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง แผ่นหลังที่เคยตั้งตรงค่อย ๆ โค้งงอลงเล็กน้อย คล้ายเงาร่างของคนแก่
ใบหน้าที่เคยเต็มไปด้วยรอยยิ้มยียวนยามนี้กลับเต็มไปด้วยร่องลึกแห่งความเหนื่อยล้าและคร่ำเคร่ง แม้แต่แววตาก็หม่นหมองไร้ประกาย ราวกับสูญเสียชีวิตชีวาไปโดยสิ้นเชิง
“เอาเถอะ เจ้าไปเถิด จงเก็บเรื่องนี้ไว้ในใจ ห้ามเอ่ยต่อผู้ใด แม้แต่คนในสำนักก็ตาม”
“ศิษย์เข้าใจ!”
“เรื่องที่กระบี่ประจำใจของพี่เจ้าอยู่ในร่างเจ้าตอนนี้ มีใครรู้อีกหรือไม่?”
“มีเพียงศิษย์เท่านั้น”
หลิงซวี่พยักหน้าเล็กน้อย ก่อนโบกมือให้ถอยไป
ครานี้ซู่ซานตกเป็นเป้าหมายในแผนการลับของคนเบื้องหลัง
แม้หอผนึกปีศาจจะยังไม่ถูกทำลายลงอย่างสมบูรณ์
แต่ตั้งแต่ชั้นหนึ่งจนถึงชั้นสามของหอผนึกปีศาจ (แดนนรกโลหิต คุกกระดูกขาว นรกเพลิงกรรม) อสูรอมนุษย์ที่อยู่ภายในนั้นเก้าส่วนถูกดูดซับเข้าไปในธงหมื่นวิญญาณหมดสิ้น
นั่นหมายความว่า พลังของฮ่องเต้ชรานั้นได้พุ่งทะยานขึ้นอีกระดับ
หลี่เสวียนเซียวเองก็รู้สึกว่า ผู้อยู่เบื้องหลังที่หมายจะเล่นงานซู่ซาน คงมิใช่มีเพียงฮ่องเต้ชราเท่านั้น เบื้องหลังยังคงมีเงามือที่มองไม่เห็น แฝงเร้นอยู่เบื้องหลังด้วยจุดมุ่งหมายร้ายกาจ
ความแค้นครั้งนี้ เขาได้บันทึกไว้ในใจแล้ว
ตอนนี้ สิ่งสำคัญที่สุดเหนืออื่นใดคือ—จัดการกับฮ่องเต้ชราให้จงได้
เขาเคยตั้งใจว่าจะรอให้ถึงเวลาที่เหมาะสมกว่านี้ก่อน แล้วค่อยเริ่มลงมือ
แต่ตอนนี้ เห็นทีจะรอไม่ไหวอีกแล้ว
ธงหมื่นวิญญาณของฮ่องเต้ชรา ได้ดูดซับอสูรอมนุษย์จากสามชั้นของหอผนึกปีศาจ
พลังบำเพ็ญและพลังต่อสู้ของเขาจะยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นทุกขณะ!!
เมื่อกลับถึงยอดเขาดาบเงิน หลี่เสวียนเซียวก็ถอนหายใจเบา ๆ
เขาส่ายศีรษะ แล้วแจ้งแก่น้องสาวร่วมสำนักและพี่ใหญ่ลู่ว่า เขาจะปิดด่านฝึกตนช่วงระยะหนึ่ง
และอาจต้องใช้เวลานานกว่าจะออกจากด่าน
พร้อมทั้งขอให้พี่ลู่ช่วยดูแลการฝึกของน้องเล็กจ้าวลู่ด้วย
“แล้วเฟิ่งหลิวลี่ล่ะ?” ลู่จื่ออวิ๋นถามด้วยสายตาเต็มไปด้วยความคาดหวัง
“เฟิ่งหลิวลี่ ข้าให้ไปฝึกอยู่ที่ยอดเขาเสี่ยวฉงแล้ว” หลี่เสวียนเซียวตอบเรียบ ๆ
“ทำไมล่ะ?” ลู่จื่ออวิ๋นถามอย่างไม่เข้าใจ
ก็เพื่อกันไฟ กันขโมย กัน...พี่ลู่ไงล่ะ!!
หลี่เสวียนเซียวจึงสั่งเสียเรื่องต่าง ๆ ให้กับน้องเล็กอีกสองสามประโยค จากนั้นจึงเริ่มต้นการปิดด่านรอบใหม่
แต่การปิดด่านครานี้ ไม่ใช่แบบที่หมายถึงการฝึกตนด้วยชีวิต
สถานการณ์ในตอนนี้ร้อนแรงเกินกว่าจะให้หลี่เสวียนเซียวทำการปิดด่านแบบเดิมพันด้วยชีวิตได้
หากไม่ใช่เพราะพี่ใหญ่ในวาระสุดท้าย ได้แบ่งกระบี่ประจำใจเป็นสองส่วน—หนึ่งส่วนใช้ผนึกหอผนึกปีศาจ อีกส่วนฉีดเข้าร่างเขา
หลี่เสวียนเซียวจึงต้องจำใจกลืนกระบี่ประจำใจนั้นลงไป และต้องรีบย่อยสลายพลังให้เร็วที่สุด
หลี่เสวียนเซียวเปิดใช้ค่ายกลรอบกระท่อมพลางรู้สึกได้ถึงความไม่สบายใจบางอย่าง
อาจเป็นเพราะค่ายกลกระบี่ของซู่ซานในตอนนี้ยังอยู่ในช่วงปิดฟื้นฟู กระบี่จึงยังไม่สามารถใช้ชำระล้างสิ่งสกปรกได้
การที่ไม่มีค่ายกลกระบี่ซู่ซานคุ้มครอง ทำให้เขารู้สึกไม่สบายใจอย่างยิ่ง
หลี่เสวียนเซียวสงบจิตนิ่งใจ สำรวจดูในตันเถียนที่มีแสงทองของกระบี่เล่มนั้น
ตันเถียน เป็นมหาสมุทรแห่งความปั่นป่วนซึ่งเป็นจุดบรรจบกันระหว่างพลังฟ้าดินกับสังขารมนุษย์
หลี่เสวียนเซียวเพ่งตรวจภายในร่าง
เห็นได้ว่าท่ามกลางทะเลพลังล้นหลาม มีดาบขนาดสามนิ้วลอยนิ่งอยู่กลางกลาง
ตัวดาบใสแจ๋วประดุจผลึกน้ำแข็ง ด้านในแฝงลวดลายโลหิตสีทองแดงหมุนเวียนดุจสิ่งมีชีวิต พริบไหวตามจังหวะหายใจ
บางครั้งก็เรืองแสงชัดเจนประดุจเปลวเพลิงสว่างเจิดจ้า บางครั้งก็หลบซ่อนอยู่ลึกในตัวกระบี่
ขณะนี้เมฆแห่งพลังภายในตันเถียนพลันปั่นป่วน กระบี่ก็แผ่กลิ่นอายดุดันไม่สิ้นสุด
หลี่เสวียนเซียวหาใช่ผู้ฝึกกระบี่โดยตรง จึงไม่เคยสร้างกระบี่ประจำใจมาก่อน
ทว่าตอนนี้ในตันเถียนของเขากลับมีสิ่งหนึ่งที่คล้ายหยวนอิงยัดเข้ามาโดยมิได้เชื้อเชิญ
แล้วยังมีกระบี่เล่มหนึ่งเพิ่มมาอีก
...ตันเถียนของข้านี่มันที่รับของเก่ารีไซเคิลหรืออย่างไร?
หลี่เสวียนเซียวเริ่มเป็นห่วงว่าสภาพร่างกายตนจะผิดเพี้ยนเพราะสิ่งนี้
หลังจากศึกษาด้วยความละเอียดถี่ถ้วน
เขาพบว่ากระบี่เล่มนี้ได้หยั่งรากลงลึกในตันเถียนแล้ว เส้นสายลวดลายบนตัวกระบี่เหมือนเชื่อมต่อกับเส้นชีพจรของตน
จากนั้นทุกครั้งที่เขาหมุนเวียนพลังหนึ่งรอบ กระบี่จะปล่อยกระบี่ปราณไหลเวียนไปทั่วทั้งร่าง พร้อมกับเสียงกระบี่แว่วสะท้อนเหมือนล้างไขกระดูกอย่างเงียบงัน
แต่กระบี่เล่มนี้ยังคงไม่สงบดีนัก เพิ่งเข้าสู่ตันเถียนได้ไม่นาน
หลี่เสวียนเซียวพยายามเข้าใกล้เพื่อตรวจสอบ กลับถูกพลังดุดันของกระบี่สะบัดใส่ได้รับบาดเจ็บ
...เหมือนกับสัตว์เลี้ยงที่เพิ่งย้ายบ้านใหม่ กำลังอยู่ในช่วงไม่คุ้นเคย
หลี่เสวียนเซียวจึงตั้งจิตแน่วแน่ เริ่มต้นหลอมรวมกระบี่ประจำใจของพี่ใหญ่เข้าสู่ร่างตน
ต้าสุย เขาศักดิ์สิทธิ์แห่งสมุนไพร
หลี่เสวียนเซียวในคราบ “เจี่ยซื่อเต้า” ก้าวออกจากเขตประตูภูเขา
เขาไม่ได้เลือกปิดด่านฝึกฝน แม้การทำเช่นนั้นจะช่วยให้บรรลุผลการฝึกตนได้เร็วยิ่งขึ้น ทั้งยังสามารถทุ่มเทจิตใจอย่างเต็มที่ในการฝึกตน
แต่สถานการณ์เบื้องหน้านี้ช่างวิกฤตเกินไป หากเขาหมกมุ่นปิดด่านเพียงอย่างเดียว เกรงว่า…ยังไม่ทันออกจากด่าน ซู่ซานคงจะประสบหายนะใหญ่เสียก่อนแล้ว
ต่อไปนี้ คงต้องทุ่มเททั้งเวลาและแรงกาย ทำงานล่วงเวลาไม่รู้จักพักแล้วล่ะ
ตัวตนของ “เจี่ยซื่อเต้า” ที่เขาสร้างขึ้นมา จะได้กลายเป็นประโยชน์เสียที
หากจะจัดการกับฮ่องเต้ชรา—ซู่ซานย่อมไม่อาจเข้าร่วมได้
เขาย่อมไม่อาจนำกำลังของซู่ซานไปล้อมสังหารฮ่องเต้ชราโดยตรง
ซู่ซานจะไม่ขยับเข้าชนกับราชวงศ์แห่งโลกีย์โดยไม่มีเหตุอันควร
ยิ่งไปกว่านั้น อีกฝ่ายยังเป็นถึงพระราชาแห่งแผ่นดิน
สถานการณ์ดีที่สุดก็คือ—ตนสามารถจับได้คาหนังคาเขาว่าฮ่องเต้ชราใช้ธงหมื่นวิญญาณ แล้วจึงนำซู่ซานทั้งหมดไปจัดการเขา!
แบบนั้นย่อมจะสมบูรณ์แบบยิ่งนัก
แต่ก็ชัดเจนว่า ฮ่องเต้ชรานั้นคงไม่ยอมเปิดโอกาสให้เขาง่าย ๆ
อีกทั้งวิธีซ่อนเร้นตัวของฮ่องเต้ชรา คงเหนือความคาดหมายของเขาไปหลายขั้น
หากถึงเวลานั้นตนไม่มีหลักฐานยืนยัน ซ้ำยังทำให้เรื่องรั่วไหลไป กลับจะเป็นการเสียเปล่าและอาจส่งผลร้ายอีกด้วย
ในเมื่อเป็นเช่นนี้...ก็ต้องพึ่งพาแผนสำรองของตน
ปิดล้อมสังหารฮ่องเต้ชราในเงามืด
ฐานะจักรพรรดิของอีกฝ่าย เป็นทั้งเกราะกำบัง และขณะเดียวกันก็เป็นจุดอ่อนร้ายแรง
หากชะตาฟ้าของจักรวรรดิต้าเซี่ยถูกทำลายลง พลังบำเพ็ญของฮ่องเต้ชราย่อมตกต่ำลงตามไปด้วย
เพราะพลังฝึกตนของเขาผูกพันกับชะตาฟ้าของต้าเซี่ยอย่างแนบแน่น
คิดถึงตรงนี้ หลี่เสวียนเซียวก็ถอนหายใจยืดยาว
สิ่งที่เขากำลังวางแผนอยู่ในเงามืดเหล่านี้ ต่อให้ประสบความสำเร็จ ก็ไม่รู้ว่าจะต้องแบกรับผลแห่งกรรมไปมากเท่าใด
แต่หากปล่อยให้ฮ่องเต้ชรามีชีวิตอยู่ เขาย่อมไม่มีทางได้อยู่อย่างสงบสุขแม้เพียงวันเดียว
ใครจะรู้ อีกฝ่ายจะผุดแผนชั่วอันใดออกมาอีกเมื่อใด
…
“ท่านปู่ซุน ท่านว่าผู้ใดกันแน่ที่อยู่เบื้องหลังวางแผนร้ายกับซู่ซาน?”
งานประลองห้าสำนักใหญ่ในครั้งนี้ ต้าสุยก็ถูกเชิญเข้าร่วมด้วย
ผู้ที่เดินทางมาจากต้าสุยในครั้งนั้นคือองค์ชายห้า เย่หยุนโจว และผู้อาวุโสระดับผ่านด่านสายฟ้าของต้าสุย “ท่านปู่ซุน”
ขณะนี้พวกเขากำลังเดินทางกลับสู่แผ่นดินต้าสุย
ท่านปู่ซุนส่ายหัวเบา ๆ “ไม่ว่าผู้นั้นจะเป็นใคร แผนการที่เขาวางไว้มิใช่เรื่องเล็กแน่นอน แต่หากซู่ซานล้มลงได้จริง ผู้ที่รับเคราะห์หนักย่อมคือชาวบ้านตาดำ ๆ ทั่วหล้า”
เย่หยุนโจวขมวดคิ้วแน่น
ปู่ซุนเห็นท่าทีของเขาเช่นนั้น ก็ยกมือขึ้นตบไหล่เบา ๆ
“เจ้าแค่ครุ่นคิดพอประมาณก็พอ ไม่จำเป็นต้องแบกรับไว้ทั้งหมด ต่อให้คิดให้ตายก็ช่วยอะไรไม่ได้ในตอนนี้ สิ่งที่เจ้าควรทำคือเร่งฝึกฝนตนเองให้เข้มแข็งขึ้น เรียนรู้การปกครองบ้านเมือง เพื่อเปลี่ยนต้าสุยให้แข็งแกร่ง
วันใดซู่ซานล่มลง ต้าสุยยังคงสามารถยืนหยัดเป็นเสาหลักของโลกได้ในยุคสมัยแห่งความวุ่นวาย”
เย่หยุนโจวพยักหน้าเบา ๆ
ที่จริงเขาแค่รู้สึกเสียดาย—ในครานี้ไม่มีโอกาสได้พูดคุยกับสหาย “เสวียนเซียว” สักเท่าใด
หลังจากได้พบ “เจี่ยซื่อเต้า” ผู้ชี้ทางเมื่อครั้งก่อน เย่หยุนโจวก็รู้แจ้งดั่งฟ้าผ่า
นับแต่นั้นก็ไม่ปล่อยใจจมอยู่ในห้วงหดหู่อีกเลย
“ว่าแต่ บิดาของเจ้ากล่าวไว้ว่า จะหาอาจารย์ผู้ฝึกสอนให้เจ้าอีกคนหนึ่ง”
“ข้ามีอาจารย์มากพอแล้ว” เย่หยุนโจวกล่าวเสียงเรียบ
ปู่ซุนหัวเราะ “เจ้านั่นไม่พอใจอาจารย์ที่มีอยู่ บอกว่าระดับยังไม่ถึง เลยคิดจะหาใหม่ให้เจ้า”
ปู่ซุนนั้นเป็นถึงผู้ถวายการฝึกของต้าสุย เป็นพันธมิตรสำคัญของราชสำนัก
จะเอ่ยถึงจักรพรรดิต้าสุยว่า “เจ้านั่น” ก็ไม่มีผู้ใดรู้สึกว่าไม่เหมาะสม
เย่หยุนโจวได้แต่ถอนหายใจอย่างจนใจ บิดาให้ความสำคัญกับเขาอย่างมาก คาดหวังในตัวเขาสูงเหลือเกิน
และนั่นก็กลายเป็นแรงกดดันมหาศาลที่ถาโถมสู่เขาเช่นกัน
เหล่าอาจารย์ที่สอนวิชาต่าง ๆ ให้เขา ล้วนเป็นยอดฝีมือชั้นหนึ่งของต้าสุย
แต่ถึงอย่างนั้น บิดาก็ยังไม่พอใจ
ในหัวของเย่หยุนโจวพลันปรากฏภาพของชายผู้หนึ่งขึ้นมา
เจี่ยซื่อเต้า ปรมาจารย์ผู้ชี้แนะหนทาง
ทว่าเพียงชั่วพริบตา เย่หยุนโจวก็หัวเราะเบา ๆ
ความคิดเช่นนี้ช่างไร้เดียงสาเกินไป เซียนระดับนั้นจะยอมมาเป็นอาจารย์ให้เขาได้อย่างไรกัน
ขณะเขากำลังครุ่นคิด เสียงของปู่ซุนก็ดังขึ้นที่ข้างหู
“นั่นมัน…ปรมาจารย์เจี่ย!!”
“หือ?” เย่หยุนโจวขมวดคิ้ว ก่อนจะรีบมองตาม
จะบังเอิญขนาดนั้นเชียว?
คิดถึงเขาอยู่หยก ๆ ก็ได้พบตัวจริงที่นี่เลย
เย่หยุนโจวและปู่ซุนทะยานลงจากเกาะลอยฟ้า
เบื้องหน้าคือบุรุษในชุดเต๋านั่งอยู่ริมทะเลสาบ มือถือเบ็ดตกปลาอย่างสงบนิ่ง
“ปรมาจารย์เจี่ย ไม่พบกันนาน หวังว่าท่านยังสบายดี” ปู่ซุนเอ่ยทักขึ้นก่อน
เจี่ยซื่อเต้ายิ้มตอบ “ปู่ซุน ไม่พบกันนาน ท่านยังแข็งแรงดีอยู่สินะ”
จบตอน