ตอนที่ 210 – ถิ่นเถื่อนแห่งเฮยสุ่ยต้ง

 “ไม่สามารถกวาดล้างพวกอสูรร้ายให้หมดสิ้นได้เลยหรือ?” ซูหว่านเอ่ยถามด้วยความไม่เข้าใจ

  “ฆ่าแล้วก็เกิดใหม่ เกิดใหม่แล้วก็ฆ่าอีก อีกอย่าง ในดินแดนลึกของดินแดนหนานเจียงนั้นเต็มไปด้วยหมอกพิษ ต่อให้เป็นผู้ฝึกตนในท้องถิ่นก็ยังไม่กล้าเข้าไปลึกเกินไปนัก”

  ชาวบ้านหลายหมู่บ้านละแวกใกล้เคียงเมื่อรู้ว่าศิษย์สำนักชูซานมาเยือน ก็ออกมาต้อนรับด้วยไมตรีจิต อาหารเลิศรสสุราหอมกรุ่นถูกนำมาเลี้ยงต้อนรับไม่ขาดสาย

  สาวงามแห่งหนานเจียง ว่ากันว่าเลื่องชื่อ ก็หาได้ผิดจากคำล่ำลือแต่อย่างใด

  นอกจากศิษย์ชูซานแล้ว ยังมีผู้ฝึกตนจากหลายสำนักและผู้ฝึกตนอิสระอีกจำนวนไม่น้อยมาร่วมงานด้วย

  ครึ่งหนึ่งเพราะรางวัลล่อตาล่อใจ อีกครึ่งหนึ่ง...คงมิได้มีเจตนาอันบริสุทธิ์นัก

  หลายคนจ้องมองสาวงามแห่งหนานเจียงด้วยสายตาเจ้าชู้ไม่เกรงใจใคร

  ทว่าสาวงามแห่งหนานเจียงกลับไม่มีทีท่าเขินอาย ตรงเข้าหาอีกฝ่ายอย่างเปิดเผยเสียอีก

  “พวกเจ้าระวังตัวกันไว้ให้ดี” ศิษย์ชูซานคนหนึ่งเตือนเสียงขรึม

  สายตาเขาเหลือบมองชายเพียงสองคนในคณะ ได้แก่ ฉินเหวินเค่อ กับ หลี่เสวียนเซียว

  “หญิงสาวแห่งหนานเจียงร้อนแรงเปิดเผย หากจะร่วมหลับนอนก็ไม่ใช่เรื่องแปลก ทว่า หากนางปักใจรักเจ้าแล้วล่ะก็ ระวังจะถูกวาง ‘ฉิงกู่’ ให้ดี เพราะนั่นหมายถึง...ชีวิตเจ้าจะต้องผูกติดกับหนานเจียงไปตลอดกาล”

  “เหตุใดต้องอยู่ตลอดกาล?” ฉินเหวินเค่อขมวดคิ้วสงสัย

  “เพราะมันคือ ‘ฉิงกู่แบบคู่’ หากทั้งสองอยู่ห่างกันเกินไป กู่จะกัดกินตับไตไส้พุงเจ้าทีละน้อย จนเจ้าทรมานตายอย่างช้าๆ!” ซูหว่านเป็นฝ่ายอธิบาย

  แต่ศิษย์ผู้นั้นกลับส่ายหน้า “ไม่ๆ นั่นมันรุ่นเก่า รุ่น 1.0 ของฉิงกู่แล้ว

  ตอนนี้ฉิงกู่ของหนานเจียงถูกพัฒนาใหม่หมดแล้ว มันจะไหลตาม...”

  สายตาเขาหยุดลงตรงเป้ากางเกงของฉินเหวินเค่อก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ

  “กัดกินหมดจด!”

  ฉินเหวินเค่อรู้สึกเย็นวาบที่เป้า รีบสูดลมหายใจเข้าลึกเฮือกใหญ่

  ศิษย์ผู้นั้นกลับหัวเราะเบาๆ “แต่ถึงจะอย่างนั้น ตอนนี้ก็ยังมีเวลาอีกสองเดือนก่อนที่คลื่นอสูรร้ายจะถาโถม

  อีกทั้งในไม่ช้า ก็จะถึงวันคล้ายวันเกิดของผู้นำต้งแห่งเฮยสุ่ยต้ง ซึ่งถือเป็นวันสำคัญของหมู่บ้านทั้งหลาย พวกเจ้าก็ถือโอกาสเที่ยวเล่นให้สบายใจไปก่อนเถอะ”

  “ฉิงกู่หรือ... ฉิงกู่...” ซูหว่านพึมพำกับตนเอง

  หลี่เสวียนเซียวลอบชะงัก ใบหูตั้งชันจับถ้อยคำทุกพยางค์เข้าสู่หู

  ฮึ่ม...ดูท่าจะต้องระวังนางให้ดีเสียแล้ว

  แมลงพิษเข้าไปในร่าง...ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น

  คืนเดียวกันนั้น

  หลี่เสวียนเซียวก็แสร้งอ้างว่าจะออกไปเดินเล่น ก่อนจะหนีออกจากที่พักชั่วคราว

  ในหนานเจียง ชายหญิงที่เติบโตเต็มวัยแล้ว ล้วนมีรอยสักแมลงพิษเป็นๆ อยู่บนหัวไหล่ขวา ลวดลายรอยสักขึ้นกับชนเผ่า เช่น ตะขาบตาแดง งูเขียวตาสีฟ้า

  กระดูกงูพันรอบเอว แทนรองเท้าด้วยเถาวัลย์สีเลือดที่แช่ในน้ำยาพิษของแมลงกู่ พันรัดขาขึ้นมาถึงน่อง

  มิใช่เพื่อความงาม หากแต่ช่วยขจัดพิษจากหมอกมรณะได้

  “แค่ก แค่ก~ หนุ่มน้อย เจ้ารู้หรือไม่ว่า สตรีที่งามที่สุดในใต้หล้านี้คือใคร?” จู่ๆ ยายแก่ถือไม้เท้าผู้หนึ่งก็มาขวางทางหลี่เสวียนเซียวไว้

  หลี่เสวียนเซียวเงียบไปครู่หนึ่ง แล้วตอบอย่างมั่นใจ

  “แน่นอนว่า ‘ตี้หนี่เฟิ่ง’ สตรีที่งามที่สุดในใต้หล้าคือตี้หนี่เฟิ่ง”

  ใบหน้ารอยย่นของยายเฒ่าค่อยๆ แย้มรอยยิ้ม หัวคิ้วก็พลอยยกขึ้นเล็กน้อย ราวกับรอยยิ้มชโลมเลือนริ้วรอยให้ดูนุ่มนวลขึ้นมา

  “ตี้หนี่เฟิ่งหรือ? ข้าไม่รู้จักหรอก แค่ก ๆ ๆ

  แต่ดูจากน้ำเสียงเจ้าที่มั่นใจขนาดนั้น สตรีผู้นั้นคงจะเปี่ยมด้วยปัญญา ความงาม และสง่างามเหนือใคร

  เช่นนั้นข้าขอถามอีกข้อ สตรีที่น่าชังและขี้เหร่ที่สุดในใต้หล้าคือผู้ใด?”

  “ก็ต้องเป็น ‘หลิวชิวสุ่ย’ อย่างไม่ต้องสงสัย” หลี่เสวียนเซียวตอบทันควัน “หลิวชิวสุ่ยทั้งไม่สวยเท่าตี้หนี่เฟิ่ง ยังไร้ยางอาย เสแสร้งทำตัวสูงส่ง แต่จริงๆ แล้วในใจกระหายบุรุษจะตาย...”

  “เคี๊ยก ๆ ๆ!!” ยายเฒ่าแทบกลั้นหัวเราะไม่อยู่

  “เจ้าหนุ่ม ตามข้ามา ข้าจะให้เจ้าเห็นของดีบางอย่าง”

  หลี่เสวียนเซียวจึงตามนางไปในตรอกเล็กที่ไร้ผู้คน

  แล้วจู่ ๆ ยายเฒ่าก็ส่ายตัวแปรเปลี่ยนทันที

  ผิวหนังกลับมาเต่งตึงหลังตรง ใบหน้ารูปไข่สวยงามหมดจดเผยโฉมต่อหน้าหลี่เสวียนเซียว

  “เคี๊ยก ๆ ๆ!! ไม่คาดคิดเลยล่ะสิว่าเป็นข้า!” ตี้หนี่เฟิ่งยืนเท้าเอวอย่างภูมิใจ

  หลี่เสวียนเซียวถึงกับอึ้ง เขาไม่แน่ใจนักว่า ตี้หนี่เฟิ่งแสร้งโง่ หรือจริงๆ ก็...โง่เสียเอง

  หากแสร้งเล่นเป็นคนโง่ ก็ถือว่าแสดงได้สมบทบาทเสียจนไร้ที่ติ

  “นี่มัน...เจ้ารึ? ไฉนถึงเป็นเจ้าได้เล่า?”

  “ไม่ใช่เจ้าส่งจดหมายเรียกข้ามาหนานเจียงเองหรือ? บอกว่าที่นี่กำลังจะเกิดเรื่องใหญ่โตนัก”

  ตี้หนี่เฟิ่งดีใจที่เขาตกใจ จึงตบไหล่เขาอย่างแรงหลายที

  “ดูท่าว่าในใจเจ้าก็ยอมรับแล้วว่าข้างดงามกว่าหลิวชิวสุ่ยจริงๆ”

  “นั่นก็แน่นอนอยู่แล้ว”

  ตี้หนี่เฟิ่งพลันนึกขึ้นได้ถึงเรื่องสำคัญ “ว่าแต่ เจ้าเรียกข้ามาที่หนานเจียงนี่ เรื่องสำคัญที่ว่านั้นคือเรื่องอันใดกันแน่?”

  หลี่เสวียนเซียวกล่าวตอบ “ก็เขียนไว้ในจดหมายนั่นแล้วมิใช่หรือว่า หลิวชิวสุ่ยมีวิชาเคลื่อนย้ายมิติอย่างหนึ่ง หากต้องการสังหารนางให้ได้ ต้องใช้แมลงกู่พิเศษจากหนานเจียงมาทำเป็นศูนย์กลางค่ายกลเพื่อกดทับพลังของนาง”

  “อ้อ ใช่สิ ข้าลืมเสียสนิทเลย”

  ตี้หนี่เฟิ่งพยักหน้า

  “แต่ที่จริง ข้าต่อสู้กับหลิวชิวสุ่ยมาหลายปี ก็ไม่เคยเห็นนางใช้วิชาเช่นนั้นเลยนี่นา”

  หลี่เสวียนเซียวเอ่ยด้วยน้ำเสียงสุขุม “นั่นเพราะวิชาประเภทนี้ หากเป็นคนเจ้าเล่ห์อย่างหลิวชิวสุ่ย ก็ย่อมไม่มีทางใช้ให้ใครเห็นง่ายๆ ข้าเองก็เพิ่งรู้โดยบังเอิญเท่านั้น”

  “อ๋อ~” ตี้หนี่เฟิ่งพยักหน้าเข้าใจ

  ในใจหลี่เสวียนเซียวคิด ‘ดีจริงที่ตี้หนี่เฟิ่งหลอกง่าย’

  หากเป็นหลิวชิวสุ่ยล่ะก็ ต่อให้ไม่รู้ความจริงก็ไม่มีทางเชื่อง่ายๆ เช่นนี้แน่นอน

  นี่เองคือเหตุผลว่าทำไมหลี่เสวียนเซียวจึงอยากอยู่กับตี้หนี่เฟิ่งมากกว่า

  แม้หลิวชิวสุ่ยอาจจะล่วงรู้ความลับบางอย่างแล้ว แต่เพราะอยู่ในสภาพจนตรอกไร้ทางหนี ก็จำต้องแสร้งทำเป็นไม่รู้และช่วยผลักดันสถานการณ์ให้เดินหน้าไป

  ไม่เหมือนตี้หนี่เฟิ่งที่ยังไว้ใจได้อยู่

  หลี่เสวียนเซียวพยักหน้าแล้วกล่าวต่อว่า

  “ข้าสืบจนรู้ว่าแมลงกู่ที่ว่า อยู่ในสายเลือดของตระกูลกู่หวังแห่งหนานเจียง

  แต่หลังจากกู่หวังสิ้นชีพ บรรดาญาติสายตรงต่างก็ห้ำหั่นแย่งชิงตำแหน่งกันไม่หยุด

  สงครามภายในดำเนินมาเนิ่นนานนับพันปี ทำให้หนานเจียงถูกแบ่งเป็นหลายฝ่าย

  ดินแดนที่พวกเราอยู่ตอนนี้ เรียกว่า ‘เฮยสุ่ยต้ง’ เป็นอำนาจที่สืบทอดจากบุตรคนรองของกู่หวัง

  ซึ่งก็คือตัวผู้นำต้ง ผู้นำคนปัจจุบันของเฮยสุ่ยต้งนั่นเอง แผนการของพวกเรามีดังนี้...”

  ผ่านไปพักใหญ่

  “เข้าใจหรือยัง?” หลี่เสวียนเซียวถาม

  ตี้หนี่เฟิ่ง: (¯﹃¯)

  “เขะ...เข้าใจแล้ว”

  หลี่เสวียนเซียวถึงกับเงียบงัน

  บางครั้งก็คิดว่าอยู่กับหลิวชิวสุ่ยจะดีกว่าหรือไม่ อยู่กับตี้หนี่เฟิ่งนานๆ เดี๋ยวตัวเองก็โง่ตามไปหมด

  สุดท้ายจำต้องเล่าซ้ำอีกรอบให้ตี้หนี่เฟิ่งฟัง

  “คราวนี้ฟังรู้เรื่องแล้วแน่นะ?”

  ตี้หนี่เฟิ่งพยักหน้าขึงขัง

  “.........”

  หนึ่งเดือนต่อมา

  เฮยสุ่ยต้ง ตั้งอยู่ภายในต้นไทรโบราณอายุนับพันปี

  ต้นไม้สูงตระหง่านนับร้อยจั้ง ผิวลำต้นมีเส้นเลือดนูนปูดเป็นแนวยาวทั่วทั้งต้น นั่นหาใช่รากไม้ธรรมดา แต่คือถุงรังไหมของแมลงพิษนับสามร้อยหกสิบถุง กำลังขยับตัวไหว

  วันนี้คือวันคล้ายวันเกิดของผู้นำต้งแห่งเฮยสุ่ยต้ง

  ผู้นำต้งได้เชิญสหายจากหลากหลายฝ่ายมาร่วมฉลอง

  ดินแดนต้าสุ่ยอยู่ห่างจากหนานเจียง แต่ผู้นำต้งก็ไม่ลืมเชิญตัวแทนจากราชวงศ์ต้าสุ่ยมาด้วย

  ผู้ที่เดินทางมาคือองค์ชายห้า เย่อวิ้นโจว ซึ่งว่ากันว่าคือรัชทายาทในนามที่ถูกเลือกไว้แล้ว

  ทว่าผู้นำต้งกลับรู้สึกประหลาดใจที่ผู้ติดตามของเย่อวิ้นโจวมีผู้หนึ่งเป็นนักพรตแก่คนหนึ่ง ดูท่าทางลึกลับเปี่ยมลมปราณ

  ที่สำคัญ เย่อวิ้นโจวเองยังให้ความเคารพเขาอย่างมาก

  ผู้นำต้งเพ่งพินิจแล้วก็ไม่อาจมองทะลุระดับพลังได้ ยิ่งเพิ่มความระแวงในใจขึ้น

  แต่ก็แค่เพียงใส่ใจอยู่ในใจ ไม่ได้คิดมากไปกว่านั้น

  อีกฝ่ายเป็นใครก็ช่าง ขอแค่ตนดูแลเฮยสุ่ยต้งให้ดีพอก็พอแล้ว

  เพราะเห็นอีกฝ่ายไม่คิดจะเข้ามาทักทายก่อน ผู้นำต้งจึงไม่ได้แสดงท่าทีอ่อนน้อมมากนัก

  จะให้เอาหน้าอันร้อนผ่าวไปปะทะกับก้นเย็นๆ ก็ใช่ที่

  “เชิญๆ ดื่มให้หมด ดื่มให้หมด!”

  ในขณะนั้นเอง ข้ารับใช้ผู้หนึ่งก็รีบวิ่งเข้ามา กระซิบข้างหูผู้นำต้งอยู่ครู่หนึ่ง

  “ว่าอะไรนะ!?”

  ผู้นำต้งถึงกับลุกพรวดด้วยโทสะ

  ผู้คนในงานต่างมองผู้นำต้งอย่างงุนงง ไม่เข้าใจว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น

  มีเพียงนักพรตนาม ‘เจี่ยซื่อเต้า’ ผู้นั้นที่ยังคงหลับตานั่งนิ่งไม่ไหวติง ราวกับเซียนล่องลอยอยู่เหนือโลก ไม่สนใจสรรพสิ่ง

  “……………”



จบตอนที่ 210



ตอนก่อน

จบบทที่ ตอนที่ 210 – ถิ่นเถื่อนแห่งเฮยสุ่ยต้ง

ตอนถัดไป