ตอนที่ 2 หลี่เจ้าได้รับแต่งตั้ง
“เป็นบุตรคนที่สองของข้า หลี่จ้านพ่ะย่ะค่ะ”
หลี่ซือกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง แต่ภายในกลับเต็มไปด้วยความยินดี — หากจักรพรรดิทรงหันพระเนตรมาเห็นบุตรชายคนรองจริง ก็อาจเปลี่ยนชะตาให้ครอบครัวเขาได้
แต่ก่อนที่เขาจะได้ลิงโลดไปมากกว่านั้น สายตาก็หันมาถลึงใส่หลี่เจ้าอย่างเย็นเยียบราวคมมีด ดั่งเตือนให้อยู่นิ่ง ๆ และอย่าคิดแย่งความสนใจใด ๆ จากบุตรชายเขา
.ยังไม่คำนับฝ่าบาทอีก!”
“หลี่จ้าน...ขอถวายบังคมฝ่าบาท!”
หลี่จ้านเข่าทรุดลงเร็วกว่าใจคิด ดวงหน้าซีดเผือด มือไม้สั่นราวกับเจอภูตผี พอเงยหน้าสบพระเนตรฉินซีฮ่องเต้ได้เพียงเสี้ยววินาที ร่างก็แทบทรุดลงอีกคำรบหนึ่ง
ด้านหนึ่ง หลี่เจ้าลอบสบถในใจ
<ให้ตายสิ…มองอะไรนักหนา? กลัวข้าแย่งซีนลูกชายเจ้ารึไง? ไม่ต้องห่วง ข้าแค่จะขอดูจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่ให้ชัด ๆ ก็เท่านั้น>
<แล้วดูเจ้า ‘หลี่จ้าน สิ เก่งแต่ตบเด็กเตะหมา พอมาเจอฮ่องเต้เข้าหน่อย แทบจะฉี่ราด — ข้าไม่อยากแย่งซีนหรอกโว้ย!’>
เสียงในใจหลี่เจ้าดังกังวานในคลื่นพลังที่เขาไม่อาจหยั่งรู้ — หากแต่มีหนึ่งผู้เดียวที่ได้ยินชัดเจนทุกคำ
ฉินซีฮ่องเต้หันสายพระเนตรมองหลี่จ้านเพียงครู่ ก่อนจะเบือนหน้า สีหน้าราบเรียบแฝงความผิดหวังอยู่ลึก ๆ
—เขากลัวจนตัวสั่น? พระองค์ครุ่นคิด —แค่สบตาเราก็ไม่กล้าแล้ว แบบนี้จะมีประโยชน์อะไร?
หลี่ซือหน้าแปรเปลี่ยนทันที เห็นชัดว่าจักรพรรดิทรงไม่โปรดบุตรชายตนแล้ว แต่ยังไม่ยอมแพ้ รีบกล่าวทันที
ฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ บุตรชายข้านอกจากจะร่ำเรียนดีแล้ว ยังชื่นชอบแต่งบทกวี หากมีโอกาสขอถวายบทกลอนให้ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทพิจารณา!
“แต่งเดี๋ยวนี้!” เขาหันไปกระซิบหลี่จ้านอย่างรวดเร็ว
คะ...คิดถึงเจ้า ดั่งวันพบองค์เหนือหัว จิตสั่นกลัว ดั่งก้าวบนสะพานบางเบา…
—หือ? ฉินซีฮ่องเต้เลิกคิ้ว ดวงพระเนตรหลุบลงช้า ๆ
—กลอนนี้… พระองค์หลับพระเนตร ทวนถ้อยคำในใจ
—เปรียบความรู้สึกต่อจักรพรรดิเป็นเหมือนข้ามสะพานบาง ๆ — คล้ายมีนัยยะยำเกรง แอบแฝงไหวพริบอยู่บ้าง
พระพักตร์เริ่มคลายขึ้นเล็กน้อย
.เจ้าคิดเองหรือ?”
“พ่ะย่ะค่ะ!” หลี่จ้านตอบเสียงหนักแน่น — ทั้งที่กลอนนั้นคัดมาจากเศษกระดาษบันทึกเก่า ๆ ของหลี่เจ้าโดยมิได้บอกกล่าว
“อืม…เสือไม่ออกลูกเป็นหมา ช่างน่าชื่นใจ” ฮ่องเต้เริ่มตรัสเรียบ ๆ —เช่นนี้ ควรให้รางวัล…
ทว่าขณะนั้นเอง เสียงในใจหลี่เจ้าโพล่งขึ้นอีกคำรบ
<เฮอะ! ไร้ยางอาย! กลอนนั่นข้าแต่งไว้ตอนเบื่อ ๆ เจ้านี่ลอกหน้าด้าน ๆ!>
ฉินซีฮ่องเต้ชะงักทันที สีพระพักตร์เย็นชาดั่งแผ่นน้ำแข็ง ดวงพระเนตรหันวาบไปยังหลี่เจ้า — แล้วทอดมองนานราวจะสังเกตทุกความเคลื่อนไหว
—เด็กคนนี้… สีหน้าไม่พอใจ?
—กลอนนั้นเป็นของเขางั้นหรือ?
—กล้าโกหกถึงเพียงนี้ ใจกล้าหรือโง่เขลา?
พระหัตถ์โบกเบา ๆ “พอแล้ว ถอยไป”
“ฝะ…ฝ่าบาท! บุตรข้าก็แค่…”
“เงียบ!”
สุรเสียงเด็ดขาดบั่นทอนทุกคำของหลี่ซือให้หยุดลงทันที ลมหายใจหนักอึ้ง กลืนทุกคำที่เขาตั้งใจไว้กลับลงไปอย่างยากเย็น
ขณะนั้นเอง พระเนตรของฮ่องเต้หันไปยังร่างหนึ่งด้านหลัง — ชายหนุ่มผู้ยืนอยู่อย่างเรียบเฉย
“เด็กหนุ่มผู้นั้น เป็นหลานของเจ้าหรือ?”
หลี่เจ้าใจเต้นไม่เป็นจังหวะ <หา? ข้ามีพิรุธอะไรหรือ?>
<หรือหน้าข้าแสดงความไม่พอใจเกินไป?>
<ฝ่าบาทมองข้า... ข้าไม่ได้สบตาท่านเลยนะ!>
ฮ่องเต้แอบยิ้มในใจ —เสียงในใจเขาดังกว่าปากเสียอีก… เด็กคนนี้ ซื่อตรงดีนัก
“เป็นหลานข้าพระพุทธเจ้าเองพ่ะย่ะค่ะ ชื่อหลี่เจ้า” หลี่ซือกล่าวอย่างเสียมิได้ แต่ไร้ความสามารถนัก โปรดอย่าถือสาเลยพ่ะย่ะค่ะ>
“ไร้ความสามารถ?” ฮ่องเต้แค่นยิ้ม “พ่อของเขาเป็นพ่อค้ามหาเศรษฐี สร้างกิจการใหญ่ถึงเพียงนั้น ลูกชายจะไร้ความสามารถได้อย่างไร?”
“เจ้าหนุ่ม มานี่”
หลี่เจ้าชี้ตัวเอง <ข้าเรอะ!?>
<ข้าไม่ได้ทำอะไรเสียหน่อย!>
<ข้าโดนเรียกมาทำไมเนี่ย!?>
แต่ก้าวออกมาด้วยสีหน้าสงบนิ่ง แล้วคุกเข่าลงเบื้องหน้าอย่างสง่างาม
“หลี่เจ้า ขอน้อมถวายบังคมฝ่าบาท!”
“ลุกขึ้นเถิด ไม่ต้องพิธี”
—เด็กผู้นี้ ไม่หวั่นแม้เผชิญหน้าข้า ฮ่องเต้พยักหน้าเบา ๆ —เหมาะสมจะใช้งาน
แล้วตรัสเสียงหนักแน่นต่อหน้าทั้งท้องพระโรง
“ฟังคำสั่ง แต่งตั้งหลี่เจ้า เป็นผู้ติดตามองค์ชายใหญ่ มีหน้าที่ร่วมศึกษา ถวายคำปรึกษา ณ ตำหนักตะวันออก!”
เสียงประกาศกังวานดังก้อง ทำเอาทุกสายตาในท้องพระโรงเบิกกว้าง
หลี่ซือตะลึง ดวงหน้าแดงเถือกเหมือนเลือดสูบฉีดผิดจังหวะ
หลี่เจ้าเองก็นิ่งค้าง <หา!? ข้าแค่ยืนเฉย ๆ ยังจะได้ตำแหน่งอีกเรอะ!?>
ในขณะเดียวกัน — เสียงเย็นเยียบหนึ่งก็ดังขึ้นในใจ
【ขอแสดงความยินดี ท่านได้รับตำแหน่งระบบอย่างเป็นทางการ — ระบบเริ่มทำงาน】
…จบบท