ตอนที่ 125 หลี่เจ้า ผู้ชี้ชะตาแผ่นดิน
“รีบเล่ามาให้ละเอียดเถอะ!”
ทันใดนั้น ใบหน้าของอิ่นม่านแดงระเรื่อจนถึงใบหู แสดงความสนใจอย่างออกนอกหน้า หัวใจก็เต้นแรงขึ้นอย่างควบคุมไม่ได้ ทว่าโชคดีที่ชิวเซียงมิได้สังเกตเห็น
“รับทราบเจ้าค่ะ!” ชิวเซียงแกล้งโค้งคำนับอย่างเป็นพิธี สีหน้าเปี่ยมสุข — นางชอบที่สุดก็ยามที่องค์หญิงเขินเช่นนี้ โดยเฉพาะเมื่อเอ่ยถึงหลี่เจ้า
“ก่อนที่ขบวนจะไปถึงโป๋หลางซา หลี่เจ้ากระโดดออกมาบอกว่าด้านหน้ามีภัย ให้ฝ่าบาทหลีกทางเสีย เสนาบดีหลี่ซือกับจ้าวกงกงกลับไม่เชื่อ บอกว่าตรวจสอบแล้วไม่มีอะไร สุดท้ายหลี่เจ้ายืนกราน ฝ่าบาทจึงตัดสินใจปลอมตัวเป็นทหาร ไปซ่อนอยู่ท้ายขบวน จึงรอดจากเคราะห์ได้อย่างหวุดหวิด”
“เจ้าคงไม่รู้หรอก! ข้าได้ยินมาว่าตอนนั้นมีค้อนเหล็กหนักร่วมหนึ่งตันตกลงมาจากฟ้า น่ากลัวมาก! รถม้าหลายคันถูกบดขยี้จนแหลกละเอียด หลี่ซือกับจ้าวกงกงเกือบตายอยู่ในนั้น”
“อันตรายชะมัด!” อิ่นม่านสูดหายใจลึกโดยไม่รู้ตัว เผลอยกมือตบหน้าอกเพื่อบรรเทาความตึงเครียด แม้มิได้ประสบด้วยตนเอง แต่เพียงได้ฟังก็ใจเต้นไม่เป็นส่ำ — หากไม่ใช่เพราะหลี่เจ้ามองการณ์ไกล เสด็จพ่อคง... เพียงคิดก็รู้สึกเย็นวาบไปทั้งร่าง แต่ลึกในใจกลับอุ่นขึ้นมาอย่างประหลาด
ใช่แล้ว...หลี่เจ้าเคยช่วยชีวิตนางไว้ครั้งหนึ่ง และครานี้ก็ช่วยเสด็จพ่ออีก คนผู้นั้น...ช่างน่าประหลาดใจ
“เป็นเช่นนี้เองรึ!” อิ่นม่านยิ้มบาง น้ำเสียงเปี่ยมไปด้วยความยินดี —หลี่เจ้านี่ช่างหลักแหลมยิ่งนัก! แถมยังกล้าหาญอีกด้วย
ภาพชายหนุ่มรูปงามสง่างามลอยขึ้นมาในหัวของนาง นางถึงกับต้องยกมือปิดหน้า กลั้นยิ้มอย่างไม่รู้ตัว
“กล้าหาญ? ถูกต้องเลย! เขากล้าหาญจริง ๆ เจ้าไปรู้มาจากไหนน่ะ?” ชิวเซียงจ้องตาเขม็ง นึกว่าองค์หญิงรู้เรื่องเขาต่อสู้กับโจรนับหมื่นเสียอีก
“ก็...ก็เจ้าว่าเขากล้าต่อปากกับหลี่ซือ ข้าก็เลยว่าเขากล้าหาญน่ะสิ” อิ่นม่านยังคงปิดหน้าตัวเองอยู่
ชิวเซียงตาโต นึกว่าองค์หญิงรู้ข่าวศึกใหญ่เสียอีก จึงส่ายหน้าพลางหัวเราะเบา ๆ
“ไม่ใช่แค่นั้นหรอกเจ้าค่ะ เรื่องที่ข้าจะเล่าต่อไปนี่ยิ่งน่าทึ่ง!”
“จริงรึ!? เขาทำอะไรอีก?” อิ่นม่านรีบถาม ดวงตาเต็มไปด้วยประกายอยากรู้ ท่าทีเขินอายหลุดหายไปชั่วขณะ
“คือว่า ตอนที่ฝ่าบาทเสด็จไปถึงเขาฮุ่ยจี เพื่อไปไหว้สุสานต้าหยู ก็ถูกโจรกว่าหมื่นคนล้อมไว้!”
อิ่นม่านได้ยินดังนั้น ใจยิ่งเต้นแรง มือเรียวขาวกำแน่นอย่างลืมตัว
“ฝ่าบาทจึงส่งกองทหารพันคนกับหลี่ซือออกไปปราบโจร ทั้งหมดสามพันนาย แต่กลับถูกฆ่าแทบหมด หลี่ซือหนีกลับมาทั้งที่หัวแตกเลือดอาบ”
“พวกโจร...ร้ายกาจนักรึ?” อิ่นม่านเสียงสั่น
“ใช่เจ้าค่ะ! ว่ากันว่าพวกมันมีอาวุธประหลาด ฆ่าคนได้โดยไม่เห็นแม้เงา”
อิ่นม่านตัวแข็งทื่อ “งั้นก็อันตรายถึงชีวิตเลยสิ!”
“ใช่แล้ว แต่หลี่เจ้าไม่หวั่นเลย เขาอาสาไปจัดการโจรทั้งที่มีทหารแค่ร้อยนายเท่านั้น!”
“อะไรนะ!? บังอาจเกินไปแล้ว!” อิ่นม่านใจหายวาบ ความรู้สึกวูบวาบขึ้นมาถึงลำคอ “เขานึกว่าเขาเป็นใครกัน ถึงกล้าบุกไปทั้งที่มีกำลังแค่นั้น!”
“ฮ่า ๆ ๆ” ชิวเซียงหัวเราะเบา ๆ แต่ไม่กล้าล้อเลียนมากนัก จึงรีบอธิบาย “ไม่ใช่เขาบังอาจหรอกเจ้าค่ะ เขาเก่งจริงต่างหาก ตอนที่โจรหลายพันบุกเข้ามา หลี่เจ้าเพียงสั่งการไม่กี่คำ ก็ได้ยินเสียงระเบิดดังสนั่น พริบตาเดียวพวกโจรก็ล่าถอยกระเจิง”
“จริงรึ?” อิ่นม่านตาโตอย่างไม่อยากเชื่อ
“แน่นอน! คนในวังพูดกันทั้งนั้น ไม่มีใครกล้าโกหกหรอก”
ทันใดนั้น อิ่นม่านก็มีความคิดหนึ่งผุดขึ้น <หรือว่า...เขาใช้ ‘อาวุธมหาประลัย’ นั่น?>
<น่าจะใช่...อาวุธชนิดนั้นสามารถทำลายข้าศึกได้ในพริบตา>
อิ่นม่านเริ่มรู้สึกเคารพชายผู้นี้มากขึ้น — เขาไม่กลัวศัตรู กล้าหาญเด็ดเดี่ยว เพียงสั่งคำเดียวก็ทำให้โจรร่นถอย ช่างน่าเลื่อมใส!
นี่แหละ...คือวีรบุรุษแท้จริง ใครเล่าจะไม่เคารพบูชาวีรบุรุษ? ต่อให้นางเป็นถึงองค์หญิง ก็มิอาจละเลยความรู้สึกชื่นชมในใจได้
“บ้าแล้ว! ข้ากำลังคิดอะไรอยู่กันแน่? เขามันก็แค่ชาวนาเท่านั้น แค่มีหัวคิดไวหน่อย จะมาหลงใหลเขาทำไมกัน!”
อิ่นม่านรีบสะบัดหน้าไล่ความคิด แต่ก็ยังคงตั้งใจฟังต่อ
“พวกโจรรู้แล้วว่าเขาเก่ง ก็เลยยกกำลังหลายหมื่นมาล้อมอีกชั้น”
“หา!?” อิ่นม่านเผลอคว้าชิวเซียงไว้แน่น
ชิวเซียงหัวเราะ “องค์หญิงห่วงเขามากเลยนะเจ้าคะ ฮี่ฮี่”
ใบหน้าของอิ่นม่านแดงก่ำราวลูกท้อสุก
“ไม่ต้องห่วงเจ้าค่ะ หลี่เจ้าเตรียมการไว้ล่วงหน้าแล้ว! ตอนที่พวกโจรกำลังจะโจมตี ก็ได้ยินเสียง ‘ปัง ปัง ปัง’ ดังขึ้น แล้วพวกโจรก็ล้มลงทีละคน เลือดนองพื้น ส่วนพวกที่เหลือก็วิ่งหนีหัวซุกหัวซุน”
“อะไรจะขนาดนั้น...” อิ่นม่านได้ฟังราวกับดูละคร “เว่อร์เกินไปกระมัง?”
“ถึงเว่อร์ก็จริง แต่คนในวังพูดตรงกันหมด คงไม่ใช่เรื่องโกหกแน่นอน”
“ได้ยินว่าศึกนี้ตายไปห้าพันกว่า รวมกับศึกแรก ก็หกพันกว่าเข้าไปแล้ว”
“ห้าพัน!? ตายเยอะขนาดนั้นเชียว?” อิ่นม่านอ้าปากค้าง
“จริงเจ้าค่ะ! ทุกคนในวังยืนยันแล้ว”
อิ่นม่านอึ้งไปชั่วขณะ ก่อนจะนึกถึง ‘อาวุธมหาประลัย’ ขึ้นมาอีก — แต่ก็แปลก เพราะมันไม่ควรมีเสียงแบบนั้น <หรือว่า...เขาสร้างอาวุธใหม่ขึ้นมาอีกแล้ว?
—เขา...เป็นคนที่ทำอะไรเกินคาดเสมอจริง ๆ
อิ่นม่านถอนหายใจเบา ๆ —ถ้าเขาแต่งกลอนได้อย่างเซวียนโม่ก็คงดีไม่น้อย
“องค์หญิงคิดอะไรอยู่หรือเปล่า? ฟังข้าต่อก่อนนะเจ้าคะ!”
ชิวเซียงรีบเร่งกลับเข้าสู่เนื้อเรื่อง
“ทุกคนคิดว่าหลี่เจ้าจะกลับไปรายงานความดีความชอบก่อน แต่จู่ ๆ เขากลับหายตัวไป”
“หายตัว?” อิ่นม่านตกใจ “เขาหนีรบหรืออย่างไร?”
“เปล่าเลยเจ้าค่ะ! เขาไม่ได้หนี แต่ไปซุ่มโจรแทน เขานำทหารร้อยนายไปซ่อนในหุบเขาลึก ถอดเสื้อทนหนาว รออยู่หลายชั่วยาม จนเมื่อพวกโจรเข้าโจมตีขบวนเสด็จ เขาก็โผล่ออกมาจากด้านหลัง โอบล้อมศัตรูแล้วโจมตีทันที สังหารพวกโจรได้อีกหลายพัน!”
“เขา...ช่างน่านับถือจริง ๆ”
อิ่นม่านฟังแล้วแทบกลั้นน้ำตาไม่อยู่ — เพื่อชัยชนะ เขายอมเสี่ยงชีวิต ลุยเข้าไปกลางศึก รอเวลาที่เหมาะสมเพื่อโจมตี นั่นมิใช่เพียงกล้าหาญ แต่คือเสียสละและแน่วแน่อย่างแท้จริง
ภาพของหลี่เจ้า...สูงส่งขึ้นเรื่อย ๆ ในใจนาง
“พูดได้เลยว่า ถ้าไม่มีหลี่เจ้า ครั้งนี้ฝ่าบาทอาจต้องทรงเสี่ยงอันตรายที่สุดในพระชนมชีพเลยก็ว่าได้!”
“หลี่เจ้า คือยอดขุนพลของต้าฉินอย่างแท้จริง!”
“ตอนนี้ข่าวแพร่สะพัดไปทั่ววังแล้ว ว่าหลี่เจ้าจะกลายเป็นไป๋ฉี่คนใหม่ของต้าฉิน!”
“แถมยังเลื่อนยศเป็นแม่ทัพใหญ่ บัญชาทหารหนึ่งแสน!”
ชิวเซียงพูดออกมารวดเดียวแทบไม่หายใจ ทว่าไม่ทันสังเกตว่าอิ่นม่านตอนนี้สีหน้าเปลี่ยนไปแล้ว — เต็มไปด้วยความรู้สึกที่สับสน ทั้งเคารพ รู้สึกอบอุ่น และ...บางอย่างที่เกินคำพูด
ใช่แล้ว หากมีคนมาเห็นในตอนนี้ คงบอกได้คำเดียวว่า — นางตกหลุมรักแล้ว
จากความรำคาญกลายเป็นผูกพัน จากผูกพันกลายเป็นรู้สึกดี และบัดนี้...อารมณ์อันไม่อาจอธิบายนั้นก็แปรเปลี่ยนเป็นความรักเรียบร้อยแล้ว
“เป็นแม่ทัพใหญ่เชียวรึ...ดูท่าจะแกร่งมากเลยนะ” อิ่นม่านพึมพำเบา ๆ แววตาซ่อนรอยยิ้ม
...
นอกเมืองเสียนหยาง ชายวัยกลางคนคนหนึ่งแบกห่อผ้า เดินช้า ๆ ไปตามทาง ท่าทางเรียบง่าย พลางเงยหน้ามองฟ้า ถอนหายใจเฮือกใหญ่ด้วยความเซ็งโลก
เขาแซ่หลี่ แต่ไม่ใช่หลี่เจ้า เขาคือญาติผู้ใหญ่ของหลี่เจ้า — อดีตชนชั้นขุนนางตระกูลหลี่ผู้เคยรุ่งเรืองในเมืองเสียนหยาง แต่บัดนี้กลับตกอับ ต้องจากบ้านเกิดไปหาทางเอาตัวรอดที่อื่น
หลังใช้ชีวิตอย่างตกระกำลำบากอยู่หลายปี จู่ ๆ ก็ระลึกขึ้นได้ว่ายังมีหลานชายอยู่ในเมืองเสียนหยาง จึงตัดสินใจกลับมาหา
“หลี่เจ้านี่นะ อยู่ดีไม่ว่าดี ดันหนีจากเมืองหลวงไปเป็นชาวนาในบ้านนอก หลงไปถึงหมู่บ้านฉางอันได้อย่างไร! นี่มันทำให้ตระกูลหลี่ขายหน้าสุด ๆ!”
“เป็นชาวนาเนี่ยนะ? ไม่น่าให้อภัยเลย!”
(จบตอน)