ตอนที่ 224 — สามปริศนา
“คุณชาย! แย่แล้ว! แย่แล้ว!”
หลี่เจ้าในขณะนั้นกำลังวาดแผนผังอยู่ จู่ ๆ ก็ได้ยินเสียงตะโกนเร่งรีบดังมาจากด้านนอก จากนั้นก็ตามมาด้วยเสียงฝีเท้าวิ่งกระหืดกระหอบ ชายหนุ่มรูปร่างผอมบางราวกับไม้ไผ่ปรากฏตัวขึ้น หยุดยืนอยู่หน้าประตู หอบหายใจถี่กระชั้น
ชายผู้นี้มีนามว่า “โสวกู้” นับตั้งแต่ที่อาเฉารับผิดชอบงานในฐานถลุงเหล็ก หน้าที่วิ่งเต้นจัดการสารพัดเรื่องจึงตกเป็นของโสวกู้
แม้ว่าคนจะผอมแต่กระฉับกระเฉงปราดเปรียวสมชื่อ ที่สำคัญไปกว่านั้นคือหัวไวเป็นพิเศษ
แน่นอนว่า โสวกู้ยังมีอีกหน้าที่หนึ่ง นั่นก็คือ แฝงตัวเข้าไปสร้างความคุ้นเคยกับเหล่านางกำนัลและข้ารับใช้ในวัง เพื่อสืบหาความเคลื่อนไหวของราชสำนัก
นับตั้งแต่ยกเลิกการควบคุมพ่อค้า หลี่เจ้าก็กลายเป็นพ่อค้าอย่างเต็มตัว พ่อค้าจะทำการค้า สิ่งสำคัญที่สุดก็คือ “นโยบาย” เพราะนโยบายสามารถทำให้พ่อค้าร่ำรวยมหาศาล หรือทำให้กลับไปเริ่มต้นใหม่ในชั่วข้ามคืน
ด้วยเหตุนี้ ความสัมพันธ์กับทางราชสำนักจึงสำคัญเป็นอย่างยิ่ง
“เรื่องอะไรถึงได้ตกใจโวยวายเช่นนี้?”
หลี่เจ้ากำลังวาดภาพอย่างมีสมาธิ ทันใดนั้นถูกรบกวนจนเสียจังหวะ ก็รู้สึกไม่พอใจขึ้นมาเล็กน้อย
“คุณชาย! มีเรื่องใหญ่เกิดขึ้นในวังขอรับ!”
ได้ยินดังนั้น หลี่เจ้าก็ตกใจสะดุ้งโหยง เรื่องใหญ่ในวังมีไม่กี่อย่าง เช่น ฉินซีฮ่องเต้ประชวรหนัก เมืองเสียนหยางถูกล้อม หรือไม่ก็องค์หญิงอิ๋งม่านได้รับบาดเจ็บ ครั้นพอได้ยินว่ามีเรื่องใหญ่ เขาก็อดนึกไปถึงอาการของอิ๋งม่านไม่ได้
“หรือว่าจะเป็น...องค์หญิง...?”
โสวกู้เร่งควบคุมลมหายใจ ตอบว่า “ไม่ใช่ขอรับ ไม่ใช่...”
หลี่เจ้าตบอกโล่งใจเฮือกใหญ่ เพียงแค่มิใช่อิ๋งม่านมีเรื่องร้ายแรงก็วางใจได้
“เป็นเรื่องของประเทศทู่อันขอรับ” โสวกู้รวบรวมสมาธิ กล่าวปากต่อปากถ่ายทอดข่าวลือที่ตนได้ยินมาจากในวังอย่างรวดเร็ว
แท้จริงแล้วเป็นเรื่องที่ประเทศทู่อันยกทัพบุกจากทางตะวันออก
ในช่วงที่กองโจรล้อมเมือง ทู่อันก็ฉวยโอกาสนี้ก่อเหตุบุกโจมตีอย่างพร้อมเพรียง ก่อนอื่นก็สามารถตีเมืองหลางหยา ตุงไห่ และจี้เป่ยได้สำเร็จ กระทั่งมาถึงแม่น้ำเหอเน่ย ไล่ล่ามาจนเกือบถึงเสียนหยาง
ในตอนนั้น ฉินซีฮ่องเต้จึงรีบสั่งการส่งกองกำลังพิทักษ์เมืองจำนวนหนึ่งแสนไปเสริมทัพ สำหรับเรื่องราวเหล่านี้ หลี่เจ้าเองก็เคยได้ยินมาอยู่บ้าง แต่หลังจากนั้นก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นต่อ
บัดนี้เพิ่งได้ฟังรายละเอียดจากปากโสวกู้
แม้ว่ากองทัพพิทักษ์เมืองจำนวนหนึ่งแสนจะออกไปเสริมทัพและสามารถขัดขวางทัพทู่อันไว้ที่แม่น้ำเหอเน่ยได้สำเร็จ แต่กองทัพทู่อันมีมากถึงสามแสนนาย ขณะที่กำลังทหารของต้าฉินรวมทหารท้องถิ่นแล้วยังไม่ถึงสองแสน การเผชิญหน้ากับกองทัพทู่อันที่ดุจเสือโคร่งเช่นนี้ ย่อมลำบากเป็นธรรมดา
อย่างไรก็ตาม ด้วยความที่มีป้อมปราการกั้นขวาง กองทัพทู่อันจึงยังไม่สามารถบุกฝ่าเข้าไปได้ อีกทั้งหลังจากได้ข่าวว่าเสียนหยางคลี่คลายวิกฤตและสามารถกำจัดกองโจรไปได้ถึงหนึ่งแสนสามหมื่นนาย พร้อมทั้งทำให้กองโจรอีกสองหมื่นนายหายสาบสูญ กองทัพทู่อันจึงเริ่มชะลอการบุกและหันมาแสร้งโจมตีเพื่อสร้างกระแสแทน
แต่ประเด็นสำคัญอยู่ที่ ทู่อันส่งทูตมาสนทนา เผยข้อเรียกร้องอ้างว่าครั้งหนึ่งต้าฉินเป็นเหตุให้องค์หญิงอวี้ซู่เสียชีวิต ดังนั้นจึงต้องการให้ต้าฉินยกเขตเจียวตงให้เป็นการชดเชย หากยอมตกลง พวกเขาจะถอนทัพกลับ หากไม่ตกลง พวกเขาจะยกระดับการโจมตีและยึดเหอเน่ยเพื่อข่มขู่เสียนหยาง
ในฐานะที่เป็นผู้ปกครองที่กวาดล้างหกแคว้น ฉินซีฮ่องเต้ย่อมไม่มีทางยอมตกลง จึงเตรียมส่งกองทัพห้าหมื่นจากเสียนหยางพร้อมอาวุธล้ำสมัยเพื่อขับไล่ทู่อันให้สิ้นซาก
บางทีอาจเป็นเพราะทู่อันทราบว่าเสียนหยางมีอาวุธน่าสะพรึงกลัว ท้ายที่สุดทั้งสองฝ่ายจึงตกลงใช้วิธีที่ละมุนละม่อมยิ่งกว่าเดิม ทู่อันออกโจทย์สามข้อ หากต้าฉินสามารถทำได้ พวกเขาจะถอนทัพกลับ แต่หากทำไม่ได้แม้แต่ข้อเดียว ก็ต้องยกเจียวตงให้เป็นค่าชดเชยเรื่ององค์หญิงอวี้ซู่
แม้ว่าจะดูเหมือนเป็นข้อเสนอที่มีเหตุผล แต่เหล่าขุนนางต่างรู้ดีว่านี่คือการรุกรานอย่างโจ่งแจ้ง เพียงแต่ว่าขณะนี้เสียนหยางกำลังขาดแคลนกำลังทหาร แม้จะรู้ว่าถูกข่มเหง ก็ทำได้เพียงกล้ำกลืนเอาไว้
ต้าฉินมีทหารล้านนาย แต่ส่วนใหญ่ต้องกระจายกำลังป้องกันทั้งทางเหนือและใต้ ที่ยังประจำอยู่ในกวนจงนั้นมีน้อยจนเกินไป เป็นสถานการณ์ที่เสียเปรียบอย่างยิ่ง สุดท้ายจึงจำต้องตอบรับข้อเสนอของทู่อัน
“ทู่อันงั้นหรือ?” หลี่เจ้าขมวดคิ้วแน่นทันทีที่ได้ยินชื่อนี้
มองจากประวัติศาสตร์แล้ว ไม่มีประเทศที่ชื่อทู่อันอยู่เลย แต่เวลานี้กลับมีอยู่จริงตรงหน้า เขาอดสงสัยไม่ได้ว่านี่คือ “ต้าฉิน” ที่อยู่ในประวัติศาสตร์จริง ๆ หรือไม่?
ทางเหนือของต้าฉินคือเผ่าซยงหนู ทางใต้คือหนานเยว่ ทางตะวันตกคือแคว้นเยว่สือและเผ่าเชียง ทางตะวันออกคือทะเลกว้างไกล มองไปทางไหนก็ไม่มีประเทศชื่อทู่อันเลย
“หรือว่าประวัติศาสตร์ไม่ได้จดบันทึกไว้...” หลี่เจ้าเริ่มคาดเดา ซึ่งก็พอมีเหตุผลอยู่บ้าง
กองทัพทู่อันบุกมาจากตะวันออก ซึ่งฝั่งตะวันออกก็คือทะเล พวกเขามาถึงได้อย่างไร? แน่นอนว่าต้องข้ามทะเลมา และในความรู้ของคนต้าฉินนั้น ชาวต่างถิ่นที่มาจากทางทะเลส่วนใหญ่คือชาวเกาหลีจีจือ หรือไม่ก็ชาวเจินฟาน ทว่าชื่อทู่อันกลับไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย
นั่นหมายความว่าทู่อันอาจเป็นชาติที่อยู่ไกลโพ้นยิ่งกว่าที่ใด และด้วยความที่ในประวัติศาสตร์ของต้าฉินไม่มีบันทึกเรื่องราวของดินแดนไกลโพ้นมากนัก ชื่อทู่อันจึงไม่มีผู้ใดเคยได้ยินมาก่อน
นี่คือข้อสันนิษฐานของหลี่เจ้าเอง และเขาเชื่อว่ามันมีความเป็นไปได้
“ทู่อัน...หรือว่าจะมาจากโพ้นทะเล?”
ด้วยความรู้จากโลกก่อน เขารู้ดีว่าทางตะวันออกของทะเลมีประเทศอยู่มากมาย เช่น ญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ เป็นต้น แน่นอนว่านั่นคือการเรียกขานแบบยุคใหม่ ในสมัยฉินนั้นแทบไม่มีข้อมูลหรือบันทึกใด ๆ ถึงประเทศเหล่านี้เลย
ด้วยเทคโนโลยีทางเรือที่ล้าหลังในยุคนั้น การจะข้ามทะเลไปยังประเทศอื่นเป็นเรื่องแทบเป็นไปไม่ได้
หลี่เจ้าจึงส่ายหน้า แสดงว่าไม่ใช่แน่นอน ระยะทางไกลเกินไป
“แล้วเจ้ารู้ไหมว่าสามปริศนานั้นคืออะไร?” หลี่เจ้าละความคิดในใจแล้วรีบถามโสวกู้
โสวกู้เผยยิ้มอย่างภูมิใจ ตอบว่า “คุณชายถามถูกคนแล้ว ถ้าเป็นพี่อาเฉาไม่มีทางได้ข่าวแน่นอน แต่ข้านี่ล่ะ...”
“เลิกพล่าม! รีบพูดมา!” หลี่เจ้าตัดบท
โสวกู้มีท่าทีขวยเขินไปเล็กน้อย ก่อนจะกระแอมแล้วกล่าวต่อ “ทู่อันยังใจดีอยู่บ้าง ให้โจทย์ข้อแรกมา แต่ปิดเงียบไม่เปิดเผยข้อที่สองกับสาม บอกว่าไว้ตอนประชุมเช้าค่อยประกาศ”
“งั้นเจ้าบอกมาสิว่าข้อแรกคืออะไร?”
“ง่ายมากขอรับ เป็นเรื่อง ‘วิจารณ์บทกวี’!”
“วิจารณ์บทกวี? อะไรกันฟะ?”
หลี่เจ้าได้ยินก็รู้สึกขนลุกทันที
การวิจารณ์บทกวี ฟังตามคำก็พอเข้าใจว่าคือการถกเถียงเกี่ยวกับบทกวี
ในต้าฉิน หากกล่าวถึงบทกวีที่มีชื่อเสียง คงหนีไม่พ้น “ซือจิง” (คัมภีร์กวีนิพนธ์) หรือว่า...จะให้ถกเถียงเกี่ยวกับซือจิง?
(จบตอน)