ตอนที่ 7 ฝึกสำเร็จ มีหวังรอดตาย!
ซูหนิงรู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างมาก
เคล็ดวิชาอะไรหรือ ถึงทำให้พวกตัวจิ๋วจริงจังถึงเพียงนี้?
“วิชานี้จริง ๆ แล้ว...ยังไม่มีชื่อ” เซียนหญิงคุนหลุนกล่าวอย่างลังเล
“มันคือสิ่งที่พวกเราสร้างขึ้นในยามว่างหลังจากเหาะขึ้นสวรรค์ รวมเอาความเข้าใจของพวกเราทั้งเก้าคนหลอมรวมเข้าด้วยกัน กลายเป็นวิชาใหม่นี้”
เคล็ดวิชาที่หลอมรวมจากสายเลือดและประสบการณ์ทั้งชีวิตของเซียนทั้งเก้า?
“มันยังไม่สมบูรณ์ดีนัก แต่จากที่พวกเราคำนวณ ระดับของวิชานี้สูงมาก…จะสูงขนาดไหน พวกเราก็ยังไม่แน่ใจ” เซียนหญิงคุนหลุนอธิบาย
“หากท่านเซียนยินดี จะลองฝึกดูก็ได้”
นางดูเหมือนจะรู้สึกเกรงใจเล็กน้อย
การเสนอให้เขาลองวิชานี้ ก็เท่ากับใช้ซูหนิงเป็นหนูทดลอง
ใครจะไปรู้ว่าซูหนิงจะไม่พอใจหรือเปล่า
เพราะการทำแบบนี้ก็เสี่ยงอยู่ไม่น้อย แต่พวกตนไม่มีทางเลือก
พวกเขาจำเป็นต้องผูกผลประโยชน์ไว้กับซูหนิง
มีแต่ผลประโยชน์ที่เกี่ยวพันกันเท่านั้น ที่จะทำให้ความสัมพันธ์ดำเนินต่อไปได้
จะความรัก มิตรภาพ หรือสายสัมพันธ์ใด ๆ ก็ตาม หากมีเพียงฝ่ายเดียวทุ่มเท สุดท้ายก็อยู่ไม่รอด
พวกตัวจิ๋วเหล่านี้ใช้ชีวิตมาหลายร้อยหลายพันปี ต่างก็เข้าใจโลกดีแล้ว
“ไหน ๆ ก็ตายแน่อยู่แล้ว ลองดูหน่อยจะเป็นอะไรไป” ซูหนิงพยักหน้าอย่างสบายใจ
ในเมื่อร่างกายก็ใกล้พังเต็มที จะลองอะไรสนุก ๆ ก่อนตายก็ไม่เลว
“ท่านเซียนตกลงแล้วหรือ?” พวกตัวจิ๋วไม่คิดว่าเขาจะตกลงง่ายขนาดนี้ แต่ก็ดีใจไม่น้อย
“เชิญถ่ายทอดเคล็ดวิชาได้เลย!”
ด้วยประสบการณ์ที่เคยรับการถ่ายทอดมาแล้ว ซูหนิงจึงรับเคล็ดใหม่นี้อย่างง่ายดาย
และเมื่อเคล็ดวิชาใหม่นั้นไหลเข้าสู่จิตใจในชั่วพริบตา สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปทันที
มีบางสิ่งบางอย่างตื่นขึ้นในจิตใจ
“เดินโดยไม่เศร้าหมอง ทะยานขึ้นฟ้าจนถึงสวรรค์…”
“เส้นลมปราณไหลเวียนราบรื่น เสมือนสายน้ำใหญ่หลากหลั่ง…”
ไม่เหมือนเคล็ดก่อนหน้านี้ที่ไม่มีปฏิกิริยาอะไรเลย
เคล็ดวิชานี้เมื่อเข้าสู่จิตของเขา กลับทำให้เกิดความรู้แจ้งเฉียบพลันราวถูกสายฟ้าฟาด
ราวกับว่าเส้นประสาทเส้นหนึ่งตื่นขึ้น
เข้าใจแล้ว
“นี่มัน…”
ซูหนิงสีหน้าขึงขัง ครุ่นคิดอยู่ครู่
ก่อนจะนั่งขัดสมาธิลงอย่างมั่นคง
เริ่มต้นฝึกทันทีในจุดนั้นเอง
วิชานี้ประหลาดยิ่งนัก
ราวกับมีชีวิตและตอบสนองเข้ากับร่างกายของซูหนิงได้อย่างลงตัว
มันขยับเพื่อให้เขาสะดวก
เคลื่อนพลังให้ไหลเวียนตามลมหายใจอย่างเป็นจังหวะ
ซูหนิงรู้สึกได้ว่า บริเวณท้องน้อยของเขาเริ่มอุ่นขึ้น และมีไอพลังไหลเวียนตามใจปรารถนาไปทั่วร่าง
เริ่มจากวนอยู่ในช่องท้อง แล้วแผ่ขยายไปยังแขนขาและร่างกายทั่วทั้งร่าง
หลังจากไหลเวียนครบรอบหนึ่ง
กระแสพลังนั้นก็กลับคืนสู่จุดต้นกำเนิดเดิมในจุดตันเถียน
“ฟู่…”
ซูหนิงลืมตาขึ้น
ลุกขึ้นยืน
ตามปกติหากนั่งขัดสมาธินาน ๆ มักจะทำให้ขาชา แต่นี่เขากลับไม่รู้สึกชาเลยแม้แต่น้อย ร่างกายกลับยิ่งรู้สึกปลอดโปร่ง แข็งแรง
สดชื่นเป็นพิเศษ
ราวกับได้เข้าคอร์สนวดผ่อนคลายแบบราคาแพง
ซูหนิงตกตะลึงกับผลลัพธ์ที่ได้รับ
วิชานี้ได้ผล และเขาก็สามารถฝึกมันได้จริง ๆ
“ท่านเซียนฟื้นแล้วหรือ?” เซียนหญิงคุนหลุนและพวกตัวจิ๋วต่างถอนหายใจโล่งอก
เห็นได้ชัดว่าซูหนิงฝึกสำเร็จ
ดีแล้ว
อย่างน้อยพวกเขาก็มีคุณค่าในสายตาของซูหนิงแล้วเสียที
จากนี้ไปความสัมพันธ์ของทั้งสองฝ่าย จะไม่ใช่เพียงฝ่ายเดียวที่ให้โดยไม่หวังสิ่งตอบแทนอีกต่อไป
เป็นความผูกพันที่แท้จริง
สำหรับพวกตัวจิ๋วแล้ว นี่คือเรื่องใหญ่
ซูหนิงมองท้องฟ้า “ไม่อยากเชื่อเลยว่ามันมืดแล้ว…”
เขาประหลาดใจ
ตอนเริ่มฝึกยังเป็นตอนเช้าอยู่แท้ ๆ
แต่เมื่อหยิบมือถือขึ้นมาดู ก็พบว่าเวลาเป็น 22:21 แล้ว
แค่หมุนเวียนพลังหนึ่งรอบ…เวลาก็ผ่านไปทั้งวัน
ไม่น่าแปลกใจที่ใคร ๆ ก็บอกว่า หนึ่งวันในถ้ำเซียน เท่ากับพันปีในโลกมนุษย์
ถึงอย่างนั้นซูหนิงก็รู้สึกพอใจมาก
เขาสัมผัสได้ว่าร่างกายดีขึ้น
พลังกล้ามเนื้อ สมรรถภาพปอด การไหลเวียนโลหิต ทุกอย่างล้วนพัฒนาไปเล็กน้อย
แม้แต่อาการของโรค ALS ก็ทุเลาลงเล็กน้อยเช่นกัน
ทำให้ซูหนิงดีใจเป็นอย่างมาก
เป็นโชคลาภที่ไม่คาดฝัน
เขากลับมามีความหวังกับชีวิตอีกครั้ง
หากฝึกต่อไปเรื่อย ๆ เช่นนี้ บางทีโรคร้ายอาจจะหายขาดในวันหนึ่งก็เป็นได้
เพียงแค่คิด ซูหนิงก็ยิ้มกว้างออกมา
“ท่านเซียนฝึกได้เร็วมากเลยนะ” ฮ่องเต้แห่งต้าเซี่ยกล่าวชม
“คนทั่วไปต้องใช้เวลามากกว่านี้แน่นอน”
แต่คำพูดนี้ ทำเอาพวกตัวจิ๋วอีกหลายคนแอบกระอักกระอ่วน
เพราะในความจริงแล้ว ความเร็วของซูหนิงก็ไม่ได้เร็วเป็นพิเศษ
หากเทียบกับผู้มีพรสวรรค์แท้ ๆ ยังถือว่าธรรมดา
“ตอนนี้ข้าอยู่ในระดับไหนแล้ว? ทะลุปราณขั้นแรกได้หรือยัง?” ซูหนิงถามด้วยความตื่นเต้น
“เอ่อ…” เหล่าตัวจิ๋วถึงกับไปไม่เป็น
“เรื่องนั้น…เอ่อ…”
เห็นสีหน้าของพวกเขา ซูหนิงก็รู้คำตอบทันที — ยังไม่ทะลุขั้นแน่นอน
“ท่านเซียนอย่าเพิ่งท้อใจ โลกนี้ไม่มีทรัพยากรสำหรับการฝึกตนเลย หรืออาจเป็นเพราะกฎของที่นี่ต่างจากโลกเบื้องล่าง ทำให้ฝึกตนได้ยากเป็นพิเศษ” เซียนหญิงคุนหลุนกล่าวปลอบใจ
นางดูสง่างาม สุภาพนุ่มนวล
ทั้งที่ในโลกเบื้องล่าง นางคือยอดหญิงผู้เคร่งขรึมดุจน้ำแข็ง
“ตราบใดที่ท่านเซียนรู้สึกว่าร่างกายดีขึ้น เท่านั้นก็เพียงพอแล้ว เรื่องระดับพลังอะไรพวกนั้น อย่าไปใส่ใจมากนัก ฝึกตนเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา” พวกเขาช่วยกันปลอบ
แต่เอาเข้าจริง ซูหนิงก็ไม่คิดมากอยู่แล้ว
ขอแค่ร่างกายดีขึ้นได้ ก็ถือว่ามหัศจรรย์พอแล้ว
อย่างน้อย…เขาได้เห็นหนทางหนึ่งในการต่อสู้กับโรคร้าย
ผ่านเรื่องราวมาหลายอย่างในช่วงที่ผ่านมา ทำให้ซูหนิงตระหนักชัดเจนว่า
ต่อหน้าความเป็นความตาย ทุกเรื่องในโลกนี้ล้วนเป็นเรื่องเล็ก
ไม่ว่าจะเป็นการเลิกรา การสูญเสียงาน หรือแม้แต่การสูญเสียคนใกล้ตัว
แยกทางกันแล้ว ก็ยังเริ่มต้นใหม่ได้ ตกงานแล้วก็ยังหางานใหม่ได้ เพื่อนหายไปก็ยังหาเพื่อนใหม่ได้ แต่ถ้าชีวิตสิ้นสุดลง…ก็ไม่มีวันย้อนคืน
“โครก~…”
ระหว่างพูดคุย เสียงท้องร้องก็ดังขึ้นมา
ซูหนิงไม่ได้กินอะไรเลยทั้งวัน แน่นอนว่าหิวจนแทบทนไม่ไหว
เขายังไม่ได้ฝึกถึงขั้นไม่ต้องกินอาหาร
ตอนฝึกได้ผลจนตื่นเต้น ก็ลืมความหิวไปหมด
แต่ตอนนี้…ความหิวก็โจมตีเต็มแรง
มองไปยังพวกตัวจิ๋ว ก็เห็นว่าพวกเขาเองก็ดูเหนื่อยอ่อนเหมือนกัน
“เอ่อ…เดี๋ยวข้าไปหาอะไรมากินก่อน รอสักครู่” พูดจบเขาก็พุ่งตรงไปยังห้องครัว
ลวกบะหมี่สามชามใหญ่ ทอดไข่สิบฟอง
บะหมี่ทั้งห่อหมดเกลี้ยง
แบ่งส่วนหนึ่งให้พวกตัวจิ๋ว แล้วที่เหลือก็ลงท้องซูหนิงเรียบ
ถึงอย่างนั้นก็ยังแค่รู้สึกอิ่มประมาณแปดส่วนเท่านั้น
“ของกินในบ้านหมดแล้ว พรุ่งนี้ค่อยไปซื้อที่ตลาดก็แล้วกัน”
วันรุ่งขึ้น ซูหนิงอารมณ์ดีเป็นพิเศษ
หลังจากเลิกกับแฟนเก่ามาได้สองเดือน นี่น่าจะเป็นวันที่เขามีความสุขที่สุด
“อาจจะเรียกได้ว่า เป็นวันที่ใจเบาที่สุดในรอบหลายปีด้วยซ้ำ ตอนอยู่กับซูอี๋ ฉันเหนื่อยทั้งกายทั้งใจ เครียดกับงาน สุดท้ายก็ไม่เคยได้พักจริง ๆ เลย…” เขาครุ่นคิด
“บางที…การแยกจากกัน อาจเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับเราทั้งคู่”
เมื่ออิ่มแล้ว เขาก็ไม่ลังเลอีกต่อไป
ล้มตัวลงนอน
ตั้งตารอพรุ่งนี้ที่จะได้ฝึกต่อไป…
ณ มุมหนึ่งของเมือง
ซูอี๋ยังคงข่มตาไม่ลงด้วยความโกรธ “ไอ้ซูหนิงนี่มันตามตื๊อไม่เลิกเลยจริง ๆ…”
“บอกเลิกแล้วแท้ ๆ ยังจะไปพูดกับแม่ฉันอีก เขาคิดว่าทำแบบนี้แล้วฉันจะกลับไปงั้นเหรอ?”
“เหอะ…ทำแบบนี้น่ะยิ่งทำให้ฉันเกลียดเข้าไส้ ไม่มีทาง ไม่มีวันให้อภัยเด็ดขาด!!!”
……
……