ตอนที่ 9 ได้ข่าวว่าเจ้าป่วย? เจ้าป่วยแบบนี้น่ะหรือ???

เหล่าตัวจิ๋วค่อย ๆ ตื่นจากสมาธิ

พวกเขาสัมผัสได้ถึงพลังที่ไหลเวียนอยู่ภายในร่าง ไม่อาจหักห้ามความตื่นเต้น

พวกเขาแข็งแกร่งขึ้นจริง ๆ!

ซูหนิงเองก็รู้สึกได้เช่นกัน…ว่าแต่…กลิ่นพลังนั่น?

อืม

เขาไม่รู้สึกอะไรเลย

แต่แสงบนตัวพวกเขาดูจะสว่างขึ้นนิดหนึ่ง…น่าจะหมายถึงแข็งแกร่งขึ้นกระมัง?

ซูหนิงลูบคางมองพิจารณาเก้าตัวจิ๋ว แล้วพึมพำว่า “แข็งแกร่งขึ้น? ทำไมข้ารู้สึกเหมือนยังใช้นิ้วเดียวบี้พวกเขาได้อยู่ดี?”

พวกเขาแข็งแกร่งขึ้นจริง แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าซูหนิง คนที่สามารถบี้แมงมุมยักษ์ด้วยนิ้วเดียวได้…ก็ยังดูเหมือนพวกเขาจะโดนบี้ตายอยู่ดี

เก้าตัวจิ๋วรู้สึกว่าเพิ่งทะลวงพลังขั้นใหญ่ แต่สำหรับซูหนิงแล้ว มันก็แค่หยดน้ำในอ่างน้ำใหญ่…ไม่มีผลอะไรเลย

เมื่อเห็นพวกเขาฟื้นแล้ว ซูหนิงก็ไม่ได้ห่วงอะไรอีก

พูดคุยกันเล็กน้อย พวกตัวจิ๋วรู้สึกซาบซึ้งใจเป็นอย่างยิ่ง ส่วนซูหนิงกลับไม่เก็บเอาไว้ในใจ

เขาเดินกลับมาทำเรื่องของตัวเองต่อ

เดิมทีเขาคิดจะฝึกตนต่อ แต่ลองคิดดูแล้ว…แค่ฝึกหนึ่งรอบก็ใช้เวลาถึงเที่ยงคืน ถ้าไม่พักก็เกินไปหน่อย

เขาจึงเปลี่ยนใจ

เมื่อว่าง ไม่มีอะไรทำ เขาจึงคว้าจอบ ถอดเสื้อ แล้วออกไปขุดดินพรวนแปลง

“ฮึบ…ฟึ่บ…”

“ฮ้าา…”

จอบถูกยกขึ้นสูงแล้วฟันลงพื้นด้วยความเร็วปานสายฟ้า ฟันลึกลงดินอย่างแม่นยำ

เพียงออกแรงยกขึ้น

แผ่นดินก้อนใหญ่ก็ลอยขึ้นตามจังหวะ

“โครม…”

ใช้ด้ามจอบเคาะเบา ๆ ก็กระจายออกเป็นชิ้น

กลิ่นหอมสดชื่นของดินใหม่ลอยตลบอบอวล

ร่างทั้งร่างของเขารู้สึกปลอดโปร่ง

เรื่องขุดดินแบบนี้ ซูหนิงถนัดนัก ไม่เคยลืมฝีมือแม้จะผ่านไปนาน

สัมผัสดินแบบนี้ ให้ความรู้สึกสงบสุขใจอย่างแปลกประหลาด

“ดูเหมือนข้าจะแข็งแรงขึ้นจริง ๆ” ซูหนิงพูดกับตัวเองพร้อมรอยยิ้ม

ก่อนหน้านี้แค่ตัดหญ้ายังเหนื่อย แต่ตอนนี้พรวนดินแรงเต็มที่กลับไม่เป็นไรเลย

เขาสัมผัสได้ว่าคุณภาพร่างกายของตนเพิ่มขึ้นอีกขั้น

แค่พัฒนาวันละเล็กละน้อยแบบนี้ก็ทำให้เขาดีใจได้แล้ว

เพราะนั่นคือความหวังว่า…ชีวิตกำลังดีขึ้น

“ไม่รู้ว่าโรคร้ายในร่างกายข้าจะหายไปบ้างแล้วหรือยังนะ? ถ้ามีเวลาว่าง คงต้องไปโรงพยาบาลตรวจสักที” ซูหนิงพึมพำ

เขารู้สึกว่าร่างกายดีขึ้นก็จริง แต่ก็แค่ ‘ความรู้สึก’ เท่านั้น

หลายครั้งความรู้สึกก็อาจหลอกตัวเอง

ถ้าจะรู้ว่าดีขึ้นจริงไหม คงต้องให้แพทย์ตรวจดู

“ฮึ่ก…ฮึ่ก…”

“ฮึ่ก…ฮึ่ก…”

ซูหนิงลงแรงพรวนดินรอบบ้านจนหมดในคราวเดียว

ใช้เวลาไม่นานเลย

ฟ้ายังเพิ่งจะเริ่มมืดเท่านั้น

ทั้งหมดนี้กินเวลาเพียงราวหนึ่งชั่วโมง

เมื่อทำเสร็จ เขาทั้งตัวเปียกโชกไปด้วยเหงื่อ

“เร็วกว่าตอนที่ยังสุขภาพดีซะอีก!” ซูหนิงตกตะลึง

นี่สินะ พลังของผู้ฝึกเซียน!!!

แม้จะเอาพลังเซียนมาพรวนดินก็ดูจะเสียดายของอยู่หน่อย ๆ…

คิดถึงตรงนี้ ซูหนิงก็รู้สึกอาย

คนอื่นเขาฝึกเซียนเพื่อสู้คน สู้ปีศาจ สู้สวรรค์ สู้ฟ้าดิน สู้โชคชะตา

ไขว่คว้าเส้นทางสู่มหาสัจธรรม

ผ่านด่านอันดุเดือดโหดร้าย

แต่เขากลับเอาพลังเซียนมาพรวนดิน

ถ้าเรื่องนี้แพร่ออกไป คงกลายเป็นเรื่องขำขันแห่งยุทธภพแน่นอน

โชคยังดีที่โลกนี้ดูจะไม่มีใครฝึกเซียน มีแค่เขาคนเดียวเท่านั้น

ไม่นานเขาก็เลิกสนใจเรื่องพวกนี้

เขาเริ่มวางแผนแปลงผักของตนอย่างจริงจัง คิดว่าจะปลูกอะไรดี

“ตรงนี้ปลูกผักกาด”

“ตรงนี้ปลูกหัวไชเท้า”

“ตรงนี้ปลูกพริก”

“ตรงนี้ปลูกผักชี…อืม ผักชีคือของกินที่ดีที่สุดในโลก ถ้าทั้งโลกเต็มไปด้วยผักชีก็คงดี”

“ตรงนี้ปลูกสตรอว์เบอร์รี…”

เอาจริง ๆ ถ้าไม่นับเรื่องโครงสร้างพื้นฐานในเมืองอย่างการศึกษา การแพทย์ ฯลฯ

ใช้ชีวิตแบบชาวบ้านปลูกผักก็มีความสุขดีเหมือนกัน

ยิ่งใช้ชีวิตสบายมานานเท่าไร

ซูหนิงยิ่งรู้สึกว่าตอนนั้นที่ดิ้นรนอยากเข้าเมืองถึงขั้นหักโหม นั่นมันเพี้ยนชัด ๆ สำหรับคนแบบเขา

แน่นอนว่าเขาไม่ได้หมายความว่าคนเข้าเมืองเป็นเรื่องไม่ดี เพราะแต่ละคนมีสถานการณ์ต่างกัน

เขาแค่พูดถึงตัวเอง

หลังจากวางจอบลง

ซูหนิงก็ไปอาบน้ำ แล้วเข้านอน

หลายวันต่อมา

เขายังคงฝึกตน กำจัดวัชพืช ขุดดิน…

นอกจากรอบบ้านแล้ว รอบ ๆ บ้านของเขายังมีที่รกร้างเหลือเฟือ

แต่ละวันผ่านไปอย่างมีเป้าหมาย

ระหว่างนั้น ลุงกับป้าก็แวะมาเยี่ยมบ้างประปราย แต่อยู่ไม่นาน คนอื่นไม่เคยมาเลย โทรศัพท์ก็ไม่มีใครติดต่อมาอีก

พลังของซูหนิงค่อย ๆ แข็งแกร่งขึ้น

สิ่งเดียวที่ทำให้เขาหงุดหงิด…คือเขายังไม่ทะลวงผ่านปราณขั้นแรกเสียที

“….”

“ช่างเถอะ ปล่อยไปตามธรรมชาติดีกว่า”

เมื่อฝึกไปเรื่อย ๆ เขาก็เริ่มกินมากขึ้นเรื่อย ๆ

ผักที่ซื้อไว้เริ่มจะหมดลงแล้ว

ของใช้ประจำวันก็ใกล้หมด

“เมล็ดพืช ข้าว ผักสด เนื้อ…อ้อ ซื้อพวกผลิตภัณฑ์นมด้วยก็ได้” ซูหนิงลิสต์รายการของที่ต้องซื้อ

ของที่ต้องซื้อมีมากจนเขาหิ้วไม่หมดแน่

ไม่ใช่เพราะยกไม่ไหว แต่เป็นเพราะถือไม่พอ

“ต้องไปขอยืมรถลุงซะแล้ว…” เขาพับกระดาษลิสต์

แล้วออกเดินไปหาลุงที่บ้าน

ซูเจี้ยนกั๋ว เป็นชายวัยกลางคนผิวแทน ร่างค่อนข้างผอมบางวัยสี่สิบกว่า

ลุงของซูหนิง

หน้าตามีเค้าโครงคล้ายกันกับซูหนิงอยู่ไม่น้อย

สายเลือดตระกูลซูแข็งแกร่งแต่ไหนแต่ไร ทุกคนมีลักษณะคล้ายกันชัดเจน ดูปุ๊บก็รู้ว่าเป็นญาติกัน

ตอนยังหนุ่มกล้ามแน่นเปรี๊ยะ แม้ตอนนี้วัยล่วงเลยแต่ร่างยังคงดูมีกล้ามเนื้อให้เห็นอยู่บ้าง

แม้จะมีอายุ แต่เพราะทำงานในไร่มาตลอด ทำให้ดูแข็งแรงกว่าคนหนุ่มหลายคนเสียอีก

บ้านอิฐชั้นเดียวธรรมดาหลังหนึ่ง

ซูเจี้ยนกั๋วกำลังจัดกองต้นข้าวโพดที่เพิ่งลากจากไร่กลับมา รถสามล้อบรรทุกพูนล้นทั้งคัน

ในชนบทไม่มีใครใส่ใจเรื่องบรรทุกเกินน้ำหนัก ขอแค่อย่าถูกฝังในต้นข้าวโพดก็พอ ดูแล้วเหมือนมดลากช้างยังไงยังงั้น

ซูเจี้ยนกั๋วกับภรรยากำลังช่วยกันขนข้าวโพดออกจากรถ พร้อมคุยกันด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

ซูเจี้ยนกั๋วยกมัดต้นข้าวโพดขึ้นบ่า ร่างเต็มไปด้วยฝุ่นข้าวโพดและใบแห้งของต้นข้าวโพด ซึ่งคนทั่วไปแทบทนไม่ไหว

ฝุ่นพวกนี้ทำให้ผิวหนังอักเสบและคันอย่างรุนแรง

แต่ซูเจี้ยนกั๋วชินเสียแล้ว

“เฮ้อ…วันนี้โรงพยาบาลในเมืองส่งใบแจ้งมาว่าซูหนิงป่วย…เป็น ALS หมอบอกว่าอยู่ได้อีกไม่นาน” ซูเจี้ยนกั๋วสีหน้าเคร่งเครียด

“ถึงว่าเขากลับมาอยู่ชนบท ที่แท้ก็ไม่ใช่แค่เรื่องเลิกกับซูอี๋…ไม่รู้ว่าทางครอบครัวซูอี๋รู้หรือยังนะ”

ป้าของซูหนิงฮึดฮัด “จะรู้ไม่รู้ก็ช่าง เขาคือหลานของเรา คนอื่นไม่ต้องมายุ่ง เดี๋ยวคุณเสร็จจากตรงนี้ก็ไปดูเขาหน่อย เขาคงลำบากแย่แล้วตอนนี้”

เธอยังไม่หายโกรธเรื่องที่ซูอี๋เลิกกับซูหนิง

“เด็กคนนั้นน่าสงสารจริง ๆ”

“อายุยังน้อยแท้ ๆ ต้องมาเป็นแบบนี้ แล้วยังอยู่คนเดียวอีก เฮ้อ…”

สองคนสามีภรรยาเต็มไปด้วยความห่วงใยต่อซูหนิง

“เดี๋ยวเราไปพร้อมกันเถอะ”

เขา…ช่างน่าสงสาร

ยังหนุ่มก็เสียพ่อแม่ พอมาตอนนี้ตัวเองก็มาเป็นโรคอีก…

ซูหนิงไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับบทสนทนาของลุงกับป้า

เขากำลังเดินมาหาลุงพอดี

เขาเองก็ไม่ได้คิดว่าตัวเองน่าสงสารอะไร

ช่วงนี้ต่างหาก…เขารู้สึกว่าตัวเองมีความสุขเสียด้วยซ้ำ

ได้หลุดพ้นจากภาระงาน กลับมาเป็นตัวของตัวเอง รู้สึกสงบใจอย่างแท้จริง

“อ๊ากก…”

“ช่วยด้วย…”

“ช่วยด้วยยย…”

“ใครก็ได้ช่วยหน่อย!”

เมื่อเดินเข้าใกล้ลานบ้านของลุง ก็ได้ยินเสียงป้ากำลังร้องขอความช่วยเหลือ เสียงลุงก็แว่วมาเบา ๆ อย่างเจ็บปวด

“หา?”

ซูหนิงตกใจสุดขีด

รีบวิ่งพุ่งเข้าไปในลานบ้าน

เห็นลุงโดนรถสามล้อที่บรรทุกต้นข้าวโพดเต็มคันล้มทับ

ทั้งตัวถูกทับอยู่ใต้รถ เหลือแค่หัวโผล่ออกมา

“ลุง!”

ซูหนิงตะโกนลั่น

เขารีบพุ่งเข้าไปโดยไม่คิดอะไร

“ซูหนิง? เป็นเจ้าเหรอ…ไปตามคนมาช่วยเร็ว เจ้าไม่มีทางยก…”

ป้ายังพูดไม่ทันจบก็ต้องชะงัก

เห็นซูหนิงย่อตัวลง คว้ารถสามล้อที่พลิกคว่ำไว้เต็มมือ

“โครมมม…”

ออกแรง

รถสามล้อที่หนักราวภูเขากลับค่อย ๆ ถูกยกขึ้น

“ฮึบ!”

ออกแรงอีกครั้ง

ต่อหน้าต่อตาป้าที่กำลังตะลึง รถทั้งคันถูกซูหนิงพลิกไปอีกด้านหนึ่งอย่างง่ายดาย

หลังจากจัดการรถเรียบร้อย เขาก็รีบเข้าไปดูอาการลุง ถามด้วยน้ำเสียงร้อนรน “ลุง! ลุงไม่เป็นไรใช่ไหม?”

“ซู…ซูหนิง…เจ้า…เจ้า…” ป้าชี้มาทางเขา พูดตะกุกตะกักอย่างพูดไม่ออก

ช็อกเกินจะบรรยาย

เขา…เขาไม่ใช่คนป่วยเหรอ? แล้วนี่มันหน้าตาคนป่วยตรงไหนกัน!?




ตอนก่อน

จบบทที่ ตอนที่ 9 ได้ข่าวว่าเจ้าป่วย? เจ้าป่วยแบบนี้น่ะหรือ???

ตอนถัดไป