ตอนที่ 48: กลิ่นตลาดชนบท
อายบ้างเถอะ...
ข้ากับเจ้าไปเคยมีแค้นอะไรกัน?
เห็นข้าน่าแกล้งงั้นหรือ!
ราชินีคานาถึงกับพูดไม่ออก
"คิดว่าข้าแกล้งง่ายงั้นหรือ? กิเลนดำ...ถ้าเจ้าจะท้าทายข้า ข้ายินดีรับมือทุกเมื่อ!" ราชินีคานาเอ่ยเสียงเย็น
เขารู้สึกว่าตนถูกดูแคลนอย่างรุนแรง
คนที่สามารถเหินขึ้นมาได้ที่นี่ ล้วนเป็นยอดคนแห่งยุค จะมาท้าเฉพาะข้านี่หมายความว่าเห็นว่าข้าอ่อนสุดหรือไง? แล้วศักดิ์ศรีข้าล่ะ!
"ฮ่า ๆ ๆ...ราชินีคานา เขาคงเห็นว่าเจ้ากระจอกล่ะสิ...ในหมู่คนที่บินขึ้นมาพร้อมกัน เจ้ายังจะถูกดูแคลนขนาดนี้ แสดงว่าต้องพยายามให้มากกว่านี้แล้วล่ะ" จักรพรรดิต้าเซี่ยกล่าว
"กิเลนดำ ถ้าเจ้ากล้าก็มาแก้แค้นกับข้าเลย ข้ารออยู่!"
"ฮึม..." กิเลนดำไม่สนคำเย้ยหยันของจักรพรรดิต้าเซี่ยแม้แต่น้อย
...
หลังจากมื้ออาหารจบลง
ทุกคนต่างแยกย้ายไปฝึกฝนอย่างตั้งใจ
หลังเหตุการณ์ทั้งหมด พวกเขาต่างมุ่งมั่นมากขึ้น
เพราะถ้าเผลอแม้แต่นิดเดียว ก็จะกลายเป็นคนที่ถูกเหยียบย่ำได้ง่าย ๆ
พวกเขาต่างเป็นอัจฉริยะ จะยอมให้คนดูแคลนได้อย่างไร?
ซูหนิงกินข้าวเสร็จ หยิบมือถือขึ้นมาเสิร์ชหาข้อมูลเกี่ยวกับ "ปราสาทจิ๋ว" และ "บ้านหลังเล็ก ๆ"
เพื่อป้องกันว่าในระหว่างที่เขาไม่อยู่ บ้านของพวกจิ๋วจะถูกสัตว์อื่นบุกเข้าไป เขาตัดสินใจจะซื้อบ้านเล็ก ๆ ที่ปลอดภัยให้เหล่าผู้เหินสวรรค์ทั้งหลายสักหน่อย
ถ้าเกิดอันตราย พวกนั้นจะได้หลบซ่อนในนั้นได้
"เล้าไก่...กรงหมาเหรอ?"
"ไม่ได้ ๆ...ยังไงก็เป็นผู้เหินสวรรค์ จะให้ไปอยู่เล้าไก่กรงหมามันดูไม่เหมาะเท่าไร..." ซูหนิงเลื่อนดูกรงสัตว์และบ้านสัตว์จากร้านขายของสำหรับสัตว์เลี้ยง
"ไม่มีแบบแข็งแรง ๆ หน่อยเหรอ?"
เลื่อนไปเลื่อนมาก็ยังเจอแต่แบบแฟนซีเกินความจำเป็น
แม้จะมีแบบสั่งทำเป็นงานศิลปะอยู่บ้าง แต่ราคาก็แพงเกินไป ซูหนิงซื้อไม่ไหว
"สงสัยต้องติดต่อร้านโดยตรง ขอให้ทำเป็นโครงเหล็กเชื่อมติดอย่างเรียบง่ายแต่แข็งแรงหน่อย"
ซูหนิงเจรจากับร้านค้า
ยุคนี้...แค่มีเงิน ทุกอย่างก็เป็นไปได้
เขาไม่ได้เป็นเศรษฐี แต่ช่วงนี้ก็พอมีเงินเก็บอยู่บ้าง ซื้อของใช้ได้ไม่ลำบากนัก แม้งานศิลปะจะสู้ไม่ไหว แต่ของใช้ทั่วไปก็ยังพอซื้อได้
ตามที่ซูหนิงแนะนำ ร้านกรงสัตว์ร้านหนึ่งก็ตกลงรับทำกรงเหล็กแบบพิเศษให้ เป็นสแตนเลสเชื่อมติดเน้นความแข็งแรงเป็นหลัก ถ้าให้ดูดีขึ้นหน่อยก็ถือว่าเป็นของแถมละกัน
ร้านค้าก็พูดขายของอย่างเมามัน
แต่สุดท้ายจะออกมาเป็นยังไง ก็ต้องรอวันรับของเท่านั้นถึงจะรู้
เมื่อจัดการเรื่องทั้งหมดเสร็จ ซูหนิงก็หันกลับไปฝึกฝนต่อ
แต่ผลลัพธ์ก็ยังน้อยนิด ฝึกได้ราวหนึ่งถึงสองชั่วโมงก็หยุด เขาต้องออกไปซื้อของใช้บ้าง
ซูหนิงพาเจียงเสี่ยวเถาขึ้นรถอู่หลิงหงกวง ที่เพิ่งซื้อเมื่อไม่นานมานี้ แล้วก็ออกเดินทาง
อากาศดีมาก ท้องฟ้าโปร่ง แดดสวย ลมอ่อน
รถตู้แล่นไปบนถนนสายเล็กในชนบท สองข้างทางเต็มไปด้วยต้นไม้เขียวขจี เรียงรายเหมือนยามรักษาการณ์คอยกันแสงแดดให้
เงาไม้ทอดตัวบนพื้น เมื่อสายลมพัดผ่าน ใบไม้สั่นไหวดังสวบสาบ ราวกับกำลังบรรเลงบทเพลงจากธรรมชาติ
"สวยจัง...รู้สึกดีจังเลย" เจียงเสี่ยวเถาที่ลอยอยู่ตรงเบาะข้างคนขับกล่าวด้วยสีหน้าเปี่ยมสุข ขณะยื่นมือออกไปสัมผัสสายลม
ท้องฟ้าสีฟ้าเข้ม ปุยเมฆสีขาวลอยเอื่อยราวกับสายไหม แสงแดดที่ส่องทะลุลงมาระยิบระยับ ให้ความรู้สึกอบอุ่นและสดใส
ภูเขาสลับซับซ้อนที่อยู่ไกล ๆ เหมือนภาพเขียนสีน้ำหมึกที่เปี่ยมมนต์เสน่ห์
รถตู้วิ่งผ่านทุ่งข้าวสีทองที่ไหวเอนไปตามลม ราวกับทะเลทอง เสียงใบข้าวเสียดสีกันเบา ๆ ให้บรรยากาศอันรื่นรมย์
ชาวบ้านบางคนยังทำงานอยู่ในนา เงาของพวกเขาเลือนรางภายใต้แสงแดด สายธารเล็ก ๆ ริมทางไหลรินอย่างเงียบงัน ผิวน้ำใสราวกระจก สะท้อนท้องฟ้าและต้นไม้รอบข้างอย่างชัดเจน
ฝูงปลาน้อยแหวกว่ายเพิ่มชีวิตชีวาให้กับภาพชนบทอันเงียบสงบ
ถนนสายเล็กที่เงียบสงบงดงามราวกับบทกวี
"ฉันไม่ได้รู้สึกถึงความงามแบบนี้มานานมากแล้ว" เจียงเสี่ยวเถาเคลิบเคลิ้ม
ซูหนิงมองเธอผ่านมุมด้านข้าง...พลันก็รู้สึกว่าเธอสวยมาก
ยังคงมีลมหายใจของหญิงสาว
เหมือนกับสมัยเรียนมหาวิทยาลัย ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเลย
"ซูหนิง...ขอบคุณนะ" เจียงเสี่ยวเถากล่าวขอบคุณอีกครั้ง
ตั้งแต่เจอกัน เธอพูดคำนี้บ่อยที่สุด
ในเวลากลางวัน ใบหน้าของเจียงเสี่ยวเถาจะไม่ดูน่ากลัวเหมือนกลางคืน กลับมาเป็นใบหน้าปกติของเธอ
"เมื่อก่อนฉันเป็นแค่จิตวิญญาณ ไม่สามารถรู้สึกอะไรกับสิ่งรอบตัวได้ ต่อให้มองเห็น...แต่ก็ไม่สามารถรู้สึกได้เลย แต่ตอนนี้ ฉันสัมผัสได้แล้ว แสงแดดอุ่น ๆ ลมเย็น ๆ...ทั้งหมดนี้ เป็นเพราะเธอ...ขอบคุณนะ..."
น้ำตาคลอ...แต่ก็ไม่สามารถไหลออกมาได้
เพราะเธอคือวิญญาณ...วิญญาณไม่มีน้ำตา
"ไม่ต้องขอบคุณมากขนาดนั้นหรอก" ซูหนิงตอบ
"บางทีโลกใบนี้ก็มีบางสิ่งที่เรียกว่าพรหมลิขิต...เธอเจอฉัน บางทีนี่อาจเป็นสิ่งที่ควรจะเกิดขึ้นอยู่แล้ว"
"บนโลกใบนี้มีความเจ็บปวดมากมายที่ฉันไม่เห็น และคนที่ลำบากเหมือนเธอก็คงมีอีกมาก...แต่เธอดันเจอฉัน และฉันก็เจอเธอ...คงเพราะโชคชะตาลิขิตไว้แล้ว"
...
พวกเขามาถึงตลาดสดในชนบท จอดรถไว้ข้างทาง
จริง ๆ แล้วตลาดชนบทแบบนี้ไม่ใช่แค่ตลาดผักธรรมดา มันคือความคึกคักแบบผสมผสาน
ตลาดในชนบทเต็มไปด้วยกลิ่นอายของชีวิตจริง เสียงอื้ออึงของผู้คนดังสลับกับเสียงเรียกลูกค้าของบรรดาแม่ค้า
แผงขายผักเรียงรายด้วยผักสดใหม่หลากสีสันจนแทบลายตา พ่อค้าแม่ค้าเจรจาต่อรองกับลูกค้าด้วยเสียงดังฟังชัด เรียกสีสันให้ตลาดคึกคักเป็นพิเศษ
แผงขนมหวานและน้ำแข็งไสแบบพื้นเมืองก็มีคนต่อคิวรอชิมไม่ขาดสาย วุ้นใสเย็นชื่นใจคลุกเคล้ากับน้ำจิ้มรสเด็ดชวนให้น้ำลายสอ ร้านอาหารเล็ก ๆ ก็เต็มแน่นไปด้วยผู้คน กลิ่นหอมโชยมายั่วน้ำลายตั้งแต่ยังไม่ทันเดินถึง
ผู้คนพลุกพล่าน บ้างหิ้วตะกร้า บ้างถือของกิน เด็ก ๆ วิ่งเล่นหยอกล้อในซอกทางเดิน เพิ่มชีวิตชีวาให้ตลาดมากยิ่งขึ้น
รอยยิ้ม เสียงหัวเราะ และบรรยากาศที่ชวนให้นึกถึงชีวิตเรียบง่ายแบบดั้งเดิมล้วนอบอวลอยู่ในตลาดแห่งนี้
เจียงเสี่ยวเถาเมื่อได้เห็นบรรยากาศเช่นนี้ก็แทบจะเก็บความตื่นเต้นไว้ไม่อยู่
วิ่งดูนั่นมองนี่ด้วยสายตาเป็นประกายเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น เหมือนนักโทษที่ถูกปล่อยจากคุกยาวนานแล้วได้ออกมาเดินเล่นเป็นครั้งแรก
เธอหลงรักบรรยากาศแบบนี้ทันที
กลิ่นชีวิตจริงที่ฟุ้งกระจายในตลาดนี้ทำให้เธอรู้สึกเหมือน...กลับมามีชีวิตอีกครั้ง
ซูหนิงเดินตามเธอไปแบบช้า ๆ ไม่ได้รีบร้อนอะไร
ยังไม่ต้องรีบซื้อของ เวลายังมีเหลือเฟือ
ตลาดแบบนี้ไม่เหมือนในเมือง ทุกอย่างช้า ๆ ง่าย ๆ เป็นกันเอง
ผักผลไม้สดแท้จากชาวบ้าน อาจไม่ได้รูปร่างสวยงามแบบในห้าง แต่กลับเต็มไปด้วยเสน่ห์เฉพาะตัว
“ซูหนิง นั่นมันอะไรน่ะ?” เจียงเสี่ยวเถาถามพร้อมชี้ไปยังผักพื้นบ้านบางอย่าง
“อ๋อ อันนั้นคือผักท้องถิ่น ใช้ทำยำหรือผัดใส่หมูก็อร่อยดี”
ซูหนิงตอบโดยลืมตัว
สายตารอบข้างเริ่มหันมาจ้องเขาอย่างแปลก ๆ
— พึมพำกับตัวเองเหรอ? บ้าเปล่า?
ซูหนิง: เหงื่อแตก...
เขาลืมไปสนิทว่า คนอื่นมองไม่เห็นเจียงเสี่ยวเถา ได้แต่ยิ้มแห้ง ๆ กลบเกลื่อนไป