ตอนที่ 86: เป็นเพียงร่างแยกจากจิตเทพเท่านั้น เช่นนั้นร่างจริงของท่านอยู่ที่ใด?

    “ยินดีด้วย ๆ ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าแค่ไปเที่ยวแดนล่างรอบเดียว เจ้าจะกลับมาแข็งแกร่งถึงเพียงนี้ ช่างน่ายินดีจริง ๆ” จักรพรรดิต้าเซี่ยกล่าวพลางหัวเราะร่า

    “ตอนแรกข้านึกว่าเจ้าหลงทางไปในพายุปราณเค่อหลุนซะอีก กลัวว่าอาจจะตกอยู่ในอันตรายจนกลับมาไม่ได้ เห็นเจ้าปลอดภัยดี ข้าก็โล่งใจแล้ว” หลี่ชิงเสวียนพยักหน้าช้า ๆ

    “ตอนแรกข้าก็นึกว่าเจ้าถูกพายุอัสนีบาตกลืนร่างไปเสียแล้ว...” อีกคนว่า

    ...

    แปดมหานักบุญผลัดกันพูดคุยสอบถามสารทุกข์สุกดิบอย่างเป็นห่วงเป็นใย

    “ขอบคุณทุกท่านที่เป็นห่วง” ราชินีคาน่าค้อมมือคำนับ

    “ข้าหลงเข้าไปในอุโมงค์ว่างเปล่าแห่งมิติเวลา เจอกับเหตุอันตรายหลายครั้งหลายหน โชคดีที่เอาชีวิตรอดกลับมาได้ ต้องขอบคุณพวกท่านทุกคนที่ช่วยเหลือไว้” นางกล่าวเสียงนุ่ม

    “เกรงใจเกินไปแล้ว ราชินีคาน่าเจ้าช่างมีบุญหนุนนำ” จักรพรรดิสุริยันจินอู่ยิ้มตอบ

    คนทั้งเก้าต่างพูดคุยเฮฮาเป็นกันเอง

    เพราะพวกเขาทั้งเก้าคนทะยานขึ้นสู่แดนสวรรค์พร้อมกัน ทั้งยังสังกัดกลุ่มเดียวกัน เคยร่วมรบกับแมงมุม สู้กับมด เคยแทะขนมปัง กินข้าวสาร ดื่มเลือดไก่ด้วยกัน

    ผ่านทั้งสุขและทุกข์มาด้วยกัน

    ความสัมพันธ์ลึกซึ้งเหลือประมาณ

    หลังจากกล่าวทักทายกันแล้ว จักรพรรดิต้าเซี่ยก็ถามขึ้นว่า “ข้าอยากรู้ว่า ราชวงศ์ต้าเซี่ยในแดนล่างตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง?”

    ราชินีคาน่าตอบเรียบ ๆ ว่า “ตอนข้าจากมานั้น สถานการณ์ไม่สู้ดีนัก เนื่องจากท่านไม่อยู่ อาณาจักรล้วนถูกรังควานจากรัฐใกล้เคียง ขุนนางกบฏรวมถึงแม่ทัพหัวแข็งต่างพากันก่อกวน ทำให้เกิดทั้งภัยในและภัยนอก”

    คิ้วของจักรพรรดิต้าเซี่ยขมวดแน่น “รู้อย่างนี้ ข้าไม่น่าปล่อยพวกมันไว้เลย!”

    “แต่อย่าห่วง ข้าจัดการหมดแล้ว ตบพวกมันให้ร่วงเรียบ ข่าวดีอีกอย่างคือ ในบรรดาลูกหลานของท่าน มีคนหนึ่งโดดเด่นทั้งในแง่พลังและสติปัญญา ไม่ด้อยกว่าท่านเลยทีเดียว”

    “แม้อยู่ท่ามกลางวิกฤตกลับสามารถประคับประคองราชวงศ์ไม่ให้ล่มสลาย ข้าเลยมอบมรดกของท่านให้เขาไป บางทีภายภาคหน้า เมื่อเขาทะยานขึ้นมา พวกท่านอาจจะได้พบกันอีก” ราชินีคาน่ากล่าว

    จักรพรรดิต้าเซี่ยค้อมตัวคารวะ “ขอบพระคุณอย่างสูง”

    คนอื่น ๆ ก็ทยอยถามไถ่ถึงพรรคพวกและอาณาเขตของตนในแดนล่าง

    “ไม่ต้องห่วง ทุกอย่างยังปกติดี...เว้นเสียแต่...” ราชินีคาน่าหยุดไปเล็กน้อย

    “ขุนเขาเวินอวิ๋น ถูกอาณาเขตประหลาดบางอย่างยึดครองไปแล้ว...”

    ใบหน้าของปราชญ์เวินอวิ๋นเคร่งเครียดขึ้นมาทันที “พวกปีศาจประหลาด…”

    “ใช่” ราชินีคาน่าพยักหน้า

    “ข้าเคยออกมือสั่งสอนมันแล้ว…”

    “แต่ลูกศิษย์ของเจ้าหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ไม่รู้ว่าถูกสังหารหรือซ่อนตัวอยู่ที่ไหน...” นางพูดเสียงเงียบลงเล็กน้อย

    “ข้าเสียใจด้วย”

    ใบหน้าของปราชญ์เวินอวิ๋นหม่นหมอง “อา…ศิษย์ข้า…เจ้าช่างโหดร้าย เหตุใดจึงไม่คิดอยู่ร่วมกันบ้างเลย?”

    “เอาเถอะ…ข้าจะจำไว้ให้ขึ้นใจ!”

    ปราชญ์เวินอวิ๋นกัดฟันแน่น น้ำเสียงเจือความเจ็บปวด

    ...

    “ว่าไป ข้าก็มีของขวัญจะมอบให้พวกเจ้า” ราชินีคาน่าพูดขึ้น

    “ของขวัญอะไรหรือ?” หลายคนถามพร้อมกัน

    “ดูเอาเถอะ” ราชินีคาน่าเปิดมิติส่วนตัวของตนออก

    ทันใดนั้น ห้วงมิตินับไม่ถ้วนก็ปรากฏตรงหน้า

    ลานฝึกของคุนหลุน

    ดินแดนแห่งดาบไร้สิ้นสุด

    วิหารลับแห่งต้าเซี่ย

    ...

    ภาพเหล่านี้ทำให้แปดมหานักบุญตาเป็นประกายขึ้นมาทันที

    แต่ละแห่งคือลานฝึกของพวกเขาในอดีต

    เมื่อครั้งเห็นเผ่าตกสวรรค์แบกภูเขาอมตะติดตัวขึ้นมา พวกเขาเคยนึกอิจฉาอยู่ลึก ๆ ที่ไม่ได้เก็บสถานที่ของตนติดตัวมาด้วย

    ตอนนี้ราชินีคาน่ากลับเอามาฝากไว้ให้

    ทุกคนล้วนปลื้มปิติจนเก็บอารมณ์ไม่อยู่

    “ขอบคุณมาก ท่านสหาย”

    “เจ้าช่างมีน้ำใจยิ่งนัก”

    “สุดยอดจริง ๆ!”

    ...

    มหานักบุญแต่ละคนรับลานฝึกของตนกลับคืนมา วางเรียงไว้กับพื้น

    แต่ละแห่งล้วนวิจิตรล้ำลึก แผ่กลิ่นอายลี้ลับเกินพรรณนา

    พวกเขาไม่รอช้า รีบเข้าสำรวจลานฝึกของตนเอง

    เมื่อเห็นร่องรอยเก่า ๆ ก็พลันรู้สึกสะเทือนใจ

    ราวกับได้กลับบ้านเกิด กลับสู่อ้อมกอดของอดีต

    บางคนถึงกับน้ำตาซึมเมื่อเห็นคำจารึกที่ตนเขียนไว้

    “นี่คือตัวหนังสือที่ข้าเขียนตอนเริ่มสร้างลานฝึก…”

    『วันนี้ข้าผ่านประตู ข้างหน้าคือยอดฟ้า』

    “นี่คือคำสาบานก่อนพิชิตเคราะห์ศักดิ์สิทธิ์…”

    『หากข้าทะยานขึ้นไปได้ ฟ้าดินย่อมไร้คู่เปรียบ หากข้าไปไม่ได้…ก็อย่าหวังให้ข้ากลับมา!』

    ...

    ผู้คนมากมายต่างค้นหาความทรงจำของตนในอดีต

    ราวกับกระสุนที่ถูกยิงออกไปจากปากกระบอก เมื่อเวลาผ่านไปนานแสนนาน กลับพุ่งตรงกลับมายังระหว่างคิ้วของตนเอง

    เมื่อได้เห็นผืนแผ่นดินเก่าด้วยตาตนเอง ณ ที่แห่งนี้ พวกเขาจึงเริ่มรู้สึกได้ว่าโลกใบนี้...คือโลกที่แท้จริง

    และในที่สุดก็หลอมรวมเป็นส่วนหนึ่งกับที่นี่

    ระหว่างที่เหล่ามหานักบุญทั้งแปดกำลังซาบซึ้งกับอดีต ราชินีคาน่าก็บินมายังเบื้องหน้าของซูหนิง

    “ท่านเซียนผู้ยิ่งใหญ่ ข้ามีของขวัญจะมอบให้ท่านด้วย”

    “หืม?” ซูหนิงเลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจ

    นางถึงกับเตรียมของมาให้เขาด้วยหรือ?

    อะไรนะ?

    เขาเริ่มสงสัย...

    “คืออะไรหรือ?”

    “นี่แหละ...” ราชินีคาน่ายิ้มแย้มพลางยื่นมือออก

    ทันใดนั้น แสงนับไม่ถ้วนส่องประกายจากฝ่ามือของนาง

    ดุจดั่งจักรวาลที่เต็มไปด้วยดวงดาวถูกกำไว้ในมือเดียว

    “นี่มัน...” ซูหนิงตื่นตะลึง ดวงตาเปล่งประกาย

    “คัมภีร์...มากมายเหลือเกิน!”

    ล้วนเป็นคัมภีร์ระดับศักดิ์สิทธิ์

    “ใช่แล้ว ในแดนล่างคงไม่มีสิ่งใดที่คู่ควรกับท่านเซียนอีกต่อไป ของที่ข้ารวบรวมมาได้ก็มีเพียงพวกมัน หวังว่าท่านจะสามารถยกระดับเวทเซียนของตนได้อีก” ราชินีคาน่ายิ้ม

    ซูหนิงเบิกบานใจ

    นี่คือสิ่งที่เขาขาดอยู่พอดี

    “ขอบคุณมาก...”

    “ไม่เป็นไรหรอก พวกเราทั้งหมดล้วนได้สิ่งดี ๆ จากท่านเซียนทั้งนั้น ของเพียงเท่านี้ ถือว่าเล็กน้อยมาก”

    นางเอื้อมนิ้วมาจิ้มเบา ๆ ที่หน้าผากของซูหนิง

    แล้วข้อมูลคัมภีร์นับไม่ถ้วนก็หลั่งไหลเข้าสู่จิตของเขา

    “คำภีร์จักรพรรดิหยกเก้าสวรรค์”

    “คัมภีร์ดาราเก้าชั้นฟ้า”

    “คัมภีร์สตรีหยกเก้าสวรรค์”

    “คัมภีร์จักรพรรดิสูงสุดเก้าสวรรค์”

    “คัมภีร์เก้าสวรรค์...”

    ...

    “คัมภีร์จักรพรรดิฟ้า!”

    “คัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ดินแดนรกร้าง!”

    “คัมภีร์วิถีสวรรค์!”

    ...

    มากมาย...มหาศาล...

    ล้วนเป็นคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ทั้งสิ้น

    ซูหนิงรับไว้ “ของขวัญชิ้นนี้...ล้ำค่ามากจริง ๆ”

    “ข้าซาบซึ้งใจนัก”

    “อย่าพูดอย่างนั้นเลย ท่านเซียน” ราชินีคาน่าส่ายหัวทันที

    นางหันกลับไปมองลานฝึกของเหล่ามหานักบุญ แผ่นดินอมตะของเผ่าตกสวรรค์...เหล่านักบุญใหม่...

    เสือทึ่ม ราชาแห่งความประหลาด เจียงเสี่ยวเถา...เสี่ยวหลี...

    รวมถึงสรรพสิ่งรอบด้าน

    นางมีสีหน้าเหงาหงอย ก่อนจะเปล่งเสียงถอนหายใจเบา ๆ

    “เฮ้อ...”

    “ถอนหายใจทำไมกัน? บางที...พวกเราอาจได้พบกันอีกครั้งก็ได้นะ” ซูหนิงเอ่ย

    ราชินีคาน่าสะดุ้ง “ท่านเซียน...ท่าน...รู้แล้วหรือ?”

    เหล่ามหานักบุญทั้งแปด เผ่าตกสวรรค์ และสรรพชีวิตทั้งหมดต่างไม่ทันสังเกตสิ่งใด แต่ซูหนิงกลับมองทะลุได้

    “ก็ใช่น่ะสิ ท่านเป็นผู้ตาทิพย์ทะลุฟ้าดิน เห็นออกก็ไม่แปลก” นางว่า

    “เมื่อครู่ที่เจ้ารำลึกบุญคุณของทุกคน พวกเขาก็น่าจะรู้ได้แล้ว”

    “เจ้าอยู่ในสภาพวิญญาณ...” ซูหนิงกล่าว “ความจริงแล้ว ตั้งแต่เจ้าโผล่มา ข้าก็สัมผัสได้ทันที”

    “เจ้าแยกร่างออกมา...เป็นเพียงเสี้ยวจิตเท่านั้น มิใช่ตัวจริง”

    “จนแล้วจนรอดก็ไม่อาจซ่อนจากท่านได้สินะ” ราชินีคาน่ากล่าวอย่างไม่ปิดบัง

    “ว่าอะไรนะ?”

    เสียงซุบซิบดังขึ้นเป็นระลอก

    เหล่ามหานักบุญทั้งแปด...รวมถึงผู้ที่เพิ่งเหินฟ้าขึ้นใหม่ และเผ่าตกสวรรค์ ต่างก็พุ่งเข้ามาพร้อมกัน

    “เจ้า...เจ้าเป็นแค่...เสี้ยวจิตวิญญาณหรือ?” เฮยฉีหลินอ้าปากค้าง

    “ไม่น่าเป็นไปได้...ร่างของเจ้าดูสมบูรณ์แข็งแกร่งขนาดนั้น...”

    “อีกทั้งพลังของเจ้า...รุนแรงเกินจะเชื่อว่าแค่เศษจิตวิญญาณจะทำได้...หากเสี้ยวจิตของเจ้ามีพลังขนาดนี้ แล้วตัวจริงจะขนาดไหนกัน?!”

    “ตอนนี้ร่างจริงของเจ้าอยู่ที่ใดกันแน่?”



ตอนก่อน

จบบทที่ ตอนที่ 86: เป็นเพียงร่างแยกจากจิตเทพเท่านั้น เช่นนั้นร่างจริงของท่านอยู่ที่ใด?

ตอนถัดไป