ตอนที่ 88: โลกใบใหม่…
“ขอบคุณท่านเซียนผู้ยิ่งใหญ่ ข้ารู้แล้ว ข้าจะไม่มีวันทำให้โลกเซียนขายหน้าเด็ดขาด!” ราชินีคาน่าน้ำตาคลอเบ้า
ซูหนิงสั่งให้นางเก็บของ
ราชินีคาน่ารับของทั้งหมดที่ซูหนิงให้ใส่ลงไปในแหวนมิติอย่างตั้งอกตั้งใจ
ของพวกนี้สำหรับนางแล้วล้วนเป็นสมบัติล้ำค่า…
แต่ละชิ้น หากเอาไปยังโลกมนุษย์ล่าง ก็ล้วนจะกลายเป็นสิ่งที่สะเทือนฟ้าดินทั้งสิ้น
“เฮ้อ…เสียดายที่ข้าหาอะไรให้เจ้าได้แค่นี้ ถ้ามีเงื่อนไขมากกว่านี้ ข้าจะหาปืนสักกระบอก ระเบิดมือ หรือแม้แต่นิวเคลียร์ให้เจ้า…หรือไม่ก็มิสไซล์อะไรก็ว่าไป…” ซูหนิงพูดไปพูดมาก็เริ่มรู้สึกไม่ค่อยชอบมาพากล
“เอ่อๆๆ…นิวเคลียร์มิสไซล์นั่นไม่ต้องก็ได้มั้ง ของแบบนั้นถ้าเจ้ากล้าใช้ เกรงว่าจะลากทั้งโลกไปตายด้วยกันหมด แต่เจ้าก็หนีไม่รอดอยู่ดีนั่นแหละ”
อาวุธระดับล้างโลกที่จะทำลายทั้งดาวได้?
นี่มัน…อะไรกันเนี่ย…
ทุกคนมองหน้ากันไปมา
“เอาเถอะ…ระเบิดไดนาไมต์นี่แหละ ใช้ไปก่อนก็แล้วกัน ของพวกนี้แม้จะดูบ้าน ๆ แต่พลังทำลายยังจัดว่าใช้ได้ ในสมัยก่อนบรรพบุรุษยังใช้ระเบิดพวกนี้ระเบิดภูเขา เปิดทางในป่า หรือระเบิดหินได้เลย แต่เจ้าต้องระวัง…มันไม่ใช่ของที่จะเล่นสุ่มสี่สุ่มห้าได้ ถ้าไม่ถึงคราวคับขันจริง ๆ อย่าเอาออกมาใช้ และหากต้องใช้ เจ้าต้องเตรียมตัวหนีก่อน ต้องอยู่ให้ห่างที่สุด อย่าถูกลูกหลงเข้าเด็ดขาด” ซูหนิงเน้นย้ำอีกครั้ง
ราชินีคาน่าก็เข้าใจอะไรใหม่ ๆ เกี่ยวกับเจ้าระเบิดนี้เพิ่มขึ้นอีกมาก
สรุปสั้น ๆ คือ…มันเป็นอาวุธระดับล้างโลก
“เข้าใจแล้ว ข้าจะใช้มันอย่างระมัดระวังแน่นอน!” ราชินีคาน่ารับปากหนักแน่น
นี่คือสิ่งที่นางจะฝากชีวิตไว้ด้วยเลยก็ว่าได้
“ของข้าที่จะให้เจ้าก็หมดแล้ว…มีแค่นี้แหละ หวังว่าเมื่อเจ้าไปถึงโลกโน้น ทุกอย่างจะราบรื่นนะ” ซูหนิงกล่าว
ราชินีคาน่าพยักหน้า “ขอบคุณ!”
“ท่านเซียนผู้ยิ่งใหญ่ ข้ารู้สึกว่าคงต้องไปแล้ว หากยังไม่ไปตอนนี้ กลัวว่าร่างจิตของข้าจะสลาย”
“ไปเถอะ” ซูหนิงโบกมือเบา ๆ
ในใจเขาก็รู้สึกอาลัยอาวรณ์อยู่เล็กน้อย
ความรู้สึกเหมือนส่งลูกสาวออกเรือนไปแต่งงานยังไงยังงั้น
“เหล่าสหายเซียน…ข้าจะไปแล้ว ขอให้พวกเจ้าดูแลตัวเอง” ราชินีคาน่ากล่าวอำลาเหล่ามหานักบุญทั้งแปด
“ดูแลตัวด้วย!” เหล่ามหานักบุญต่างพยักหน้ารับ
ราชินีคาน่าหันไปมองมังกรดำและพวกอีกครั้ง “แม้พวกเราจะทะเลาะกันบ่อย แต่ก็ถือว่าคุ้นเคยกันมานาน ขอให้พวกเจ้าปลอดภัย”
มังกรดำและหงส์ดำต่างก็พยักหน้าตอบ “ราชินีคาน่า ขอให้โชคดีในทุกเส้นทาง”
กิเลนดำแอบปรายตามองนางแล้วพูดว่า “จำไว้นะ เจ้าจะตายก็ได้ แต่อย่าทำให้พวกเราขายหน้า…ถ้าเจ้าทำให้โลกเซียนขายหน้า คราวหน้าเจอกันอีก ข้าจะอัดเจ้าจนไม่เหลือซากแน่ ไม่ไว้หน้าด้วย!”
“ฮะฮะ…วางใจเถอะ” ราชินีคาน่าหัวเราะเบา ๆ พร้อมยิ้มให้อย่างจริงใจ ก่อนจะหันไปสบตากับเผ่าเสื่อมสวรรค์ที่ยืนอยู่ แล้วถือว่าให้อภัยกันทั้งหมดในรอยยิ้มนั้น
“เหล่าสหายเซียนทั้งหลาย…ท่านเซียนผู้ยิ่งใหญ่…ข้าไปล่ะ” ราชินีคาน่ามองดูผืนแผ่นดินเบื้องล่างเป็นครั้งสุดท้ายก่อนถอนหายใจเบา ๆ
“ข้าจะช่วยเปิดทางให้” ซูหนิงพูดพลางยกหมัด
“ตูม!”
หมัดเดียวต่อใส่ช่องว่างมิติที่อยู่ตรงหน้า
“ปัง ๆ ๆ…”
เสียงระเบิดดังตามมาเป็นระลอก
ช่องว่างมิติเปิดกว้างขึ้นอีกหลายเท่า
“ขอบคุณท่านเซียนผู้ยิ่งใหญ่…” ราชินีคาน่าประสานมือคำนับ นางตระหนักดีว่า เพียงหมัดเดียวจากเขาก็สามารถเปิดช่องว่างมิติเพิ่มขนาดได้ขนาดนี้…ก่อนหน้านี้ตนยังคิดจะทดสอบฝีมือของเซียนผู้นี้ดูบ้างว่าสามารถรับมือได้หรือไม่ บัดนี้เห็นทีจะไม่จำเป็นแล้ว เซียนท่านนี้…ล้ำลึกเกินหยั่งถึง
นางยืนอยู่หน้าช่องทางนั้น มองทุกคนเป็นครั้งสุดท้าย จากนั้น…กระโดดเข้าไปในโพรงดำ
“พวกเศษสวะจากโลกอื่นทั้งหลาย…ข้าราชินีคาน่ามาแล้ว อยากรู้เหมือนกันว่าพวกเจ้าจะทนรับการล้างบางจากอารยธรรมของโลกเซียนได้หรือไม่!”
ซูหนิง: ……
เหล่ามหานักบุญ: !!!
มหานักบุญรุ่นใหม่: ???
คาดไม่ถึงเลยว่า…ราชินีคาน่ายังมีมุมแบบนี้ด้วย
“พวกเจ้าว่า…ราชินีคาน่าจะไปตกอยู่ในโลกไหนกันแน่?”
“ข้าว่าคงไม่ใช่โลกธรรมดาแน่ ดูจากระดับพลังงานนั่นแล้ว เกรงว่าอันตรายยิ่งกว่าโลกเซียนเสียอีก!”
“เขาจะรับมือไหวหรือเปล่านะ…”
“ซวยซะล่ะมั้ง…”
ซูหนิงมองช่องว่างมิติที่ราชินีคาน่าเพิ่งกระโดดเข้าไป พลางถอนหายใจยาว “เฮ้อ…สุดท้ายก็แล้วแต่โชคชะตาเถอะ”
...
ในเวลาเดียวกันนั้นเอง
ภายในจุดเชื่อมต่อของโลกใบใหม่อันห่างไกลกลางสุญญากาศแห่งความว่างเปล่า
ราชินีคาน่าที่นั่งสมาธิอยู่ในความว่างเปล่าท่ามกลางห้วงอนันต์แห่งความโกลาหล ได้ลืมตาขึ้นทันใด “อืม? เชื่อมต่อสำเร็จจริง ๆ…”
จิตเทพของนางยังคงเชื่อมโยงกับร่างแยกที่กลับไปหาซูหนิง และสามารถสัมผัสได้ถึงการพบปะในโลกนั้น
แม้จะยังไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น หรือได้อะไรกลับมาบ้าง แต่เมื่อร่างแยกกลับมาเมื่อไร ก็จะรู้ในทันที
“ราชินีคาน่า ท่านตื่นเต้นอะไรหรือ?” เหล่านักบุญรุ่นใหม่ที่ร่วมเหินสวรรค์มากับนางเอ่ยถามอย่างไม่เข้าใจ
พวกเขาล้วนเป็นผู้เหินสวรรค์ที่ติดตามนางมาโดยหวังให้นางคุ้มครองจากภัยแห่งโลกใหม่ แม้จะหลงทางมาก็ตาม
ราชินีคาน่ายิ้มบาง ๆ “ไม่มีอะไรหรอก…”
“เช่นนั้น…เราจะเข้าไปหรือยัง? คลื่นพลังของโลกด้านหน้า…ดูรุนแรงเกินไป…”
ราชินีคาน่าในเวลานี้กลับสงบนิ่ง “รอสักพัก”
“รอ? รออะไร?”
ทุกคนต่างงุนงง สีหน้าเต็มไปด้วยความวิตก
แต่เมื่อราชินีคาน่าไม่อธิบาย พวกเขาก็ไม่กล้าถามซ้ำ
เวลาผ่านไปชั่วขณะหนึ่ง
ราชินีคาน่ารู้สึกว่าร่างแยกของตนเข้าใกล้ขึ้นเรื่อย ๆ “มาแล้ว…”
“ฟิ้ว…”
ดวงตาของนางเบิกโพลงในทันใด
เหล่านักบุญทั้งหลายพากันมองด้วยความสงสัย
“ฟู่วฟู่วฟู่ว…”
จนกระทั่งเงาร่างหนึ่งพุ่งเข้ามาใกล้ จนเกิดความวุ่นวายขึ้นทั่วบริเวณ
“นั่นคือ…คนใหม่?”
“เป็นผู้เหินสวรรค์หน้าใหม่?”
“หน้าตาคล้ายราชินีคาน่าเลย…”
“ผิดแล้ว…นั่นคือจิตเทพของราชินีคาน่า!”
“เขากลับมาแล้ว!”
...
ทุกสายตาจับจ้องไปยังราชินีคาน่า ขณะที่นางเผยรอยยิ้มมุมปาก
“มา!”
“ซู่ว…”
ร่างจิตเทพพุ่งเข้าใส่ แล้วหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับนาง
“ปัง…”
ราชินีคาน่าหลับตาลงเพื่อรับรู้
เรื่องราวทั้งหลายที่ร่างแยกได้ประสบมา ไหลเข้ามาในจิตของนางดั่งประสบการณ์จริง
“ของมากมายขนาดนี้? แถมยังมีอาวุธทำลายล้างอีกเพียบ…” ราชินีคาน่าอ้าปากค้าง ตกตะลึงกับสมบัติที่ตนเองได้แบกกลับมาจากโลกเซียน
“ขอบคุณท่านเซียนผู้ยิ่งใหญ่…” ราชินีคาน่าก้มศีรษะไหว้อย่างเคารพ
“อืม? นอกจากของที่ได้มา ยังมีเส้นทางลัดระหว่างโลกที่จิตเทพจดจำไว้ได้อีกด้วย…” นางเบิกตากว้างอย่างยินดี
“หมายความว่า ถ้าต่อไปข้าอยากกลับไปที่โลกเซียน แม้ร่างจริงจะไม่สามารถข้ามได้ แต่ก็สามารถส่งจิตเทพกลับไปได้เพื่อสื่อสารและขอความช่วยเหลือ…”
นางรู้สึกโชคดีนักที่ตัดสินใจส่งจิตเทพกลับไปหาเซียนผู้นั้น
เหล่านักบุญรอบข้างยังคงมึนงง ไม่เข้าใจว่าเหตุใดราชินีคาน่าถึงได้ยิ้มกว้างขนาดนั้น
“ราชินีคาน่า มีอะไรน่าดีใจหรือ?” หนึ่งในนักบุญเอ่ยถามด้วยความสงสัย
“ไม่มีอะไรหรอก” นางหัวเราะเบา ๆ
“ไปกันเถอะ…ให้พวกเราบุกทะลวงเข้าไปในโลกนี้ แล้วดูให้รู้กันไปเลยว่า มันคือแดนเทพ…หรือแดนมาร!”
“รับทราบ!” เหล่านักบุญตอบรับอย่างพร้อมเพรียง
“ครืนนน…”
ราชินีคาน่าตวัดฝ่ามือหนึ่งฟาดลงไป พลังพุ่งทะลวงกำแพงมิติ
ช่องว่างหนึ่งปรากฏเบื้องหน้า
และในทันใดนั้นเอง…โลกเบื้องหน้าก็เผยโฉมให้เห็นจากปลายทางของอุโมงค์มิติ
จากภายในอุโมงค์นั้น เห็นได้ถึงส่วนหนึ่งของโลกใบใหม่อันแปลกประหลาด
ภาพเบื้องหน้าเปี่ยมไปด้วยความลี้ลับงดงามราวแดนสวรรค์ เมฆขาวหมุนวนสาย ลำแสงมงคลทอดไกลปรากฏให้เห็นระยิบระยับ วังเจ็ดชั้น ลานหยกขาว สะท้อนในม่านหมอกบางเบา
พรรณไม้แปลกตาผลิดอกชูช่อ แต่งแต้มทั่วผืนดินด้วยกลิ่นหอมหวาน แมกไม้เขียวขจีโอบล้อมป่าเขา ท่ามกลางเหล่าสัตว์วิเศษเหินหาวเคล้าเสียงสายธารสะท้อนภาพทิวทัศน์ล้ำฟ้า
ภูเขาสูงเสียดเมฆ เหมือนฉากม่านบังตาของโลกเทพนิยาย
ในโลกใหม่นี้ ทุกสิ่งงดงาม เงียบสงบ…ราวกับแม้กาลเวลาก็หยุดนิ่งลง
“นั่นน่ะหรือ…โลกเซียน?”