ก็เจ้าไม่อยากอยู่ที่นี่ไม่ใช่หรือ งั้นให้เจ้าจัดการแล้วกัน
ซูหนิงกล่าวว่า “ไม่เป็นไร”
เขาจัดการล้างพิษในร่างของหงจวินและคนอื่น ๆ อย่างระมัดระวัง ฟื้นฟูร่างกายที่ถูกทำลายให้กลับมาสมบูรณ์
ด้วยระดับพลังของซูหนิงในตอนนี้ แน่นอนว่าเขาทำเช่นนั้นได้ง่ายดาย
แถม…ยังไม่ต้องใช้เวลามากนักด้วยซ้ำ
ไม่นานนัก โรคภัยในกายของคนตัวจิ๋วทั้งหลายก็หายเป็นปลิดทิ้ง
หงจวินกับพวกไม่เคยคิดเลยว่า โรคที่ตนเคยเห็นว่าเป็นอาการที่ไร้ทางรักษาในโลกเซียนยุคตำนาน จะถูกจัดการได้ง่ายดายเพียงชั่วพริบตา ราวกับการยกมือของยักษ์ตนนี้เท่านั้น
“ขอบคุณท่านเซียนที่เมตตาช่วยชีวิต” หงจวินประสานมือคารวะ
เจ้าสำนักทงเทียนตรวจสอบสภาพร่างกายตนเองด้วยความตกตะลึง
พลังแห่งกระบี่ลึกลับที่คอยกัดกินเขามาตลอดหายไปสิ้น
ยิ่งไปกว่านั้น หลังโรคในกายถูกขจัด ระดับพลังของเขายังพุ่งสูงขึ้นอีกเล็กน้อย
ไม่ต้องกังวลเรื่องร่างกายทรุดโทรมอย่างกะทันหันอีกต่อไป
“ยักษ์ตนนี้…แข็งแกร่งเกินไปแล้ว!” ทงเทียนตกตะลึงถึงขีดสุด
“ฟิ้ว…”
เมื่อเจ้าสำนักทงเทียนฟื้นตัวดีแล้ว หลี่ชิงเสวียนก็บินตรงมายืนเบื้องหน้าเขาในทันที
“ไหน ๆ ตอนนี้ท่านก็หายดีแล้ว งั้นก็น่าจะถึงเวลาคืนกระบี่เทพมหาภัยทั้งสี่เล่มที่ยึดไปจากข้าแล้วละมั้ง?”
สีหน้าทงเทียนพลันหม่นลง “เจ้าทำลายค่ายกลกระบี่พิฆาตสวรรค์ของข้า ข้ายึดกระบี่สี่เล่มของเจ้ามาเป็นค่าชดเชย ถือว่าเหมาะสมแล้ว”
ในเมื่อไม่มีพลังประหลาดของกระบี่ลึกลับมาคอยกัดกินอีก เขาก็สามารถใช้กระบี่ได้โดยไม่ต้องกังวล
จึงไม่มีเหตุผลใดให้คืนกระบี่พวกนั้นอีกต่อไป
“เจ้าเป็นผู้รุกรานนะ ต่อให้ข้าทำลายค่ายกลของเจ้า หรือจะฆ่าเจ้าซะเลยก็ไม่ใช่เรื่องแปลก” หลี่ชิงเสวียนตอบกลับ
“ในหมู่มวลภพทั้งหลาย ผู้แข็งแกร่งคือผู้ปกครอง…ข้าไม่คิดว่าการบุกรุกดินแดนทั้งปวงของข้าจะเป็นเรื่องผิดเสียหน่อย อีกอย่าง ข้าก็ไม่ใช่พวกเถื่อนเลือดเย็นอย่างตงหวงไท่อีที่สังหารผู้คนไปทั่ว ในเมื่อเป็นโลกเซียน ก็ย่อมควรใช้วิธีแห่งโลกเซียนมาแก้ไขกัน ข้าก็แค่จัดการพวกเจ้าเท่านั้น!”
“หรือพวกเจ้า…ในฐานะพวกอ่อนแอ จะหวังให้ผู้อื่นมาเวทนาพวกเจ้ากันหรือ?” ทงเทียนกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน
นี่แหละ…คือความเป็นจริง
ผู้ที่อ่อนแอ ย่อมถูกผู้แข็งแกร่งกลืนกินเป็นธรรมดา
“เจ้าพูด…” หลี่ชิงเสวียนขมวดคิ้ว
“ทงเทียน เจ้ากำลังจะต่อสู้กับข้าหรือ?”
มุมปากของเจ้าสำนักทงเทียนยกขึ้นอย่างเหยียดหยัน “เจ้าไม่ใช่คู่มือข้าหรอก อย่างน้อยตอนนี้…ก็ยังไม่ใช่”
“ข้าก็ไม่เคยบอกว่าจะประลองกันตัวต่อตัวเสียหน่อย…พวกเราชาวแดนเฉียนคุนจะรุมเจ้าคนเดียวต่างหาก!” หลี่ชิงเสวียนพูดพลางยิ้มกว้าง
ใบหน้าของทงเทียนพลันกระตุก: …
เจ้าคนนี้…ไม่อายบ้างหรือไง
ให้พวกทั้งแดนเฉียนคุนรุมเขาคนเดียว ต่อให้เขาเก่งแค่ไหนก็คงต้านไม่ไหว
ยิ่งไปกว่านั้น ตอนนี้กลิ่นอายของหลี่ชิงเสวียนเองก็ใกล้เคียงกับเขาเข้าไปทุกที ต่อให้ยังห่างอยู่…แต่ก็ไม่มากนัก
ทงเทียนรู้ดีว่า อีกไม่นาน…อีกฝ่ายจะตามเขาทันแน่นอน
ยังไม่นับว่า นอกจากหลี่ชิงเสวียนแล้ว ยังมีผู้แข็งแกร่งจากแดนเฉียนคุนอีกมากมาย
ทั้งบรรพชนแห่งเผ่าประหลาด ทั้งเหล่าชนเผ่าโบราณเสื่อมสวรรค์
รวมถึงมหาปราชญ์แห่งเขาเวิ่นเต๋า…
อย่าว่าแต่สู้ทงเทียนเลย แค่คิดจะเอาชนะสามเทพสูงสุดก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป
“ข้าไม่คืน!” ทงเทียนกล่าวหนักแน่น
“ถ้าไม่คืน…ก็มีแต่ต้องสู้เท่านั้นแล้วละนะ”
บรรยากาศตึงเครียดใกล้จะปะทุขึ้นมา
ซูหนิงได้แต่ส่ายหน้าด้วยความจนใจ เหล่าคนตัวจิ๋วพวกนี้…
“พอได้แล้ว ไม่ใช่แค่กระบี่เล่มเล็ก ๆ เท่านั้นหรือ? เมื่อวานข้าเพิ่งไปซื้อมาเยอะเลย ถ้าพวกเจ้าชอบ…ก็หยิบกันไปได้เลย”
“จริงหรือ!? ขอบพระคุณท่านเซียน!” หลี่ชิงเสวียนรีบประสานมือคำนับ
ที่จริงเขาเองก็ไม่ได้คิดจะเอากระบี่คืนกลับมาให้ได้เสียทีเดียว
หากเป็นสถานการณ์ปกติ ทงเทียนไม่มีทางยอมคืนง่าย ๆ ต่อให้สู้กันก็ไม่ยอม
หลี่ชิงเสวียนไม่มั่นใจว่าจะรับมือทงเทียนได้ จึงรอซูหนิงกลับมาเพื่อให้ช่วยจัดการเรื่องนี้แทน
ซึ่งจะจบลงได้สองทาง
หนึ่ง…ทงเทียนยอมคืนกระบี่ด้วยตัวเอง
สอง…ซูหนิงชดเชยอาวุธให้ใหม่
ไม่ว่าจะทางไหน…เขาก็พอใจทั้งนั้น
ซูหนิงหันไปบอกให้เจียงเสี่ยวเถานำถุงใส่อาวุธออกมา
เต็มไปด้วยพลาสติกของเล่นนานาชนิด
ไม่ใช่แค่กระบี่
ยังมีดาบ หอก
มีทั้งหม้อใบเล็ก ระฆังเล็ก เจดีย์เล็ก ตราประทับเล็ก ยันต์ศักดิ์สิทธิ์เล็ก…
อีกสารพัด
ของพวกนี้ล้วนเป็นโมเดลของเล่นขนาดจิ๋วที่เด็ก ๆ ใช้กัน
ในโลกนี้ ผู้ใหญ่ส่วนใหญ่…
แค่ก ๆ เอาเป็นว่า…ที่จริงก็มีผู้ใหญ่มากมายที่ชอบของแนวนี้เหมือนกัน
แต่ก็ไม่มีใครคิดจะนำมาใช้เป็นอาวุธจริง ๆ หรอก
…ยกเว้นพวกเซียนจิ๋วเหล่านี้
ทันทีที่เห็นอาวุธเหล่านี้ ดวงตาของทุกคนก็เปล่งประกายราวกับทองคำ
“เร็วเข้า! ท่านเซียนจะแจกอาวุธแล้ว!” ไม่รู้ว่าใครเป็นคนตะโกนขึ้นมา เสียงนั้นเรียกให้ไม่ว่าผู้ใดกำลังฝึกตนหรือนั่งพัก ล้วนรีบบินออกมาทันที
“เลือกได้คนละชิ้น ทุกคนมีหมด อย่าแย่งกัน” ซูหนิงกล่าว
เหล่าคนตัวจิ๋วพากันเข้าแถว
แม้แต่ผานกู่ตัวจิ๋วและปราชญ์ผู้สร้างโลก…ยังรีบบินมาร่วมเข้าแถวด้วย
หลี่ชิงเสวียนในฐานะผู้เรียกร้องเป็นคนแรก ได้รับการชดเชยเป็นพิเศษ จึงได้เลือกกระบี่ไปห้าด้าม…
ส่วนคนอื่น ๆ
ผานกู่เลือกขวานคู่หนึ่ง
เขาฟาดฟันด้วยท่าทางปลื้มปริ่มไม่ห่างจากมือ
“อาวุธชิ้นนี้…มีพลังระดับมหาภัยจริง ๆ ยอดเยี่ยมมาก!” ผานกู่ตัวจิ๋วตื่นเต้นสุดขีด
“หากตอนเปิดฟ้าแยกโลกในอดีต ข้ามีขวานคู่นี้อยู่ล่ะก็…การต่อกรกับหายนะสวรรค์คงง่ายขึ้นเยอะเลยก็ได้ ที่เหลือแรงอาจมากพอจะล้มพวกมารเทพสามพันตนก็เป็นได้!”
ในขณะที่พูด เขาก็เหลือบมองไปทางหงจวินโดยไม่ตั้งใจ
หงจวินที่ยังเพลิดเพลินกับความสงบเมื่อครู่ ถึงกับขนลุกซู่
เพราะในอดีต เขาเองก็เป็นหนึ่งในสามพันมารเทพที่ร่วมมือกันโจมตีผานกู่
หากวันนี้ผานกู่คิดล้างแค้นขึ้นมา…เขาอาจถูกขวานฟันจนขาดสองท่อนก็เป็นได้
โชคดี…ที่ผานกู่ไม่ได้คิดเช่นนั้น
หลังจากแค่เหลือบมองแวบหนึ่ง…เขาก็หันหน้ากลับไปดังเดิม
ปราชญ์ผู้สร้างโลกเลือกเจดีย์เล็กใบหนึ่ง
เธอเองก็หลงรักมันเช่นกัน
“วัสดุแบบนี้…ดูท่าจะไม่ธรรมดาเลยจริง ๆ” ปราชญ์ผู้สร้างโลกเอ่ยด้วยแววตายินดี ก่อนจะเก็บเจดีย์ใบนั้นไว้อย่างเคร่งขรึม
คนอื่น ๆ ต่างก็เลือกอาวุธของตนเองเสร็จเรียบร้อย
บางคนเลือกกระบี่ บางคนเลือกยันต์ บางคนเลือกตรา หลากหลายสารพัด
หลังได้รับอาวุธกันถ้วนหน้า เหล่าคนตัวจิ๋วก็พากันจับอาวุธใหม่ขึ้นมาพิจารณาด้วยแววตาเปล่งประกาย
อาวุธเหล่านี้…ทั้งเบา ทั้งแปลกตา เหมาะกับขนาดของพวกเขาเป็นอย่างยิ่ง
แน่นอนว่า…ด้วยขนาดดั้งเดิมของร่างกาย ยังมีคนตัวจิ๋วบางกลุ่มที่ไม่สามารถใช้อาวุธเหล่านี้ได้ทันที
แต่พวกเขาก็ไม่วิตก
ใช้ได้หรือไม่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง มีหรือไม่ต่างหากที่สำคัญ
…
คนตัวจิ๋วบางกลุ่มที่ได้อาวุธพลาสติกในมือ
ถึงขั้นต้องการทดสอบประสิทธิภาพของมันด้วยตนเอง
จึงปล่อยพลังออกทันที ไม่ยอมกดกลั้นอีกต่อไป พร้อมกับกระตุ้นการเผชิญหน้ากับหายนะสายฟ้า
“ครืน ครืน ครืน…”
เมฆสายฟ้าหนาแน่นก่อตัวขึ้นราวกับมีพายุ
สิ่งที่ทำให้ทุกคนต้องอ้าปากค้างคือ… อาวุธของเล่นเหล่านี้ กลับมีคุณสมบัติอันพิเศษเฉพาะตัว สามารถ “ปิดกั้นสายฟ้าแห่งสวรรค์” ได้
สายฟ้าทุกเส้นที่ฟาดลงมา เมื่อปะทะกับอาวุธพลาสติกเหล่านี้…กลับสลายหายไปหมด
ราวกับว่ามันคือ “ฉนวนกันฟ้าผ่า”
ยิ่งทำให้คนตัวจิ๋วเหล่านี้ยิ่งรักในอาวุธเหล่านี้มากขึ้นไปอีก
และ…เคารพศรัทธาซูหนิงมากขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า
อาวุธแบบนี้ยังสามารถแจกได้แบบสบาย ๆ แล้วตัวท่านเซียน…จะยิ่งใหญ่แค่ไหนกันแน่?
ครั้งนี้…พวกเขาได้กอดขาใหญ่ของจริงเข้าแล้ว
…
“เท่าที่ข้ารู้มา…ในโลกเซียนยุคตำนานยังมีผู้ฝึกตนอีกมากที่ประสบปัญหาด้านร่างกาย ถ้าเช่นนั้น…หากพวกเจ้าว่าง ใครสักคนช่วยลงไปที่นั่นทีเถิด พาผู้บาดเจ็บเหล่านั้นขึ้นมาข้างบน ข้าจะได้รักษาพร้อมกันเลยทีเดียว” ซูหนิงเอ่ย
ทุกคนต่างหันมามองหน้ากันเองด้วยความลำบากใจ ไม่มีใครอยากรับหน้าที่นี้
ลงไปในโลกเบื้องล่างน่ะหรือ?
งานงอกชัด ๆ
ทั้งเหนื่อย ทั้งไม่ได้อะไร
ซูหนิงหันไปมองหลี่ชิงเสวียน
หลี่ชิงเสวียนรีบพูดขึ้นทันที “ท่านเซียน…ไม่ใช่ว่าข้าไม่อยากไปนะ แต่เพราะชาวโลกเซียนยุคตำนานไม่ไว้ใจข้า หากข้าพูดว่าจะพาขึ้นมา พวกเขาคงไม่เชื่อแน่ ๆ ข้าเลยคิดว่า…น่าจะให้คนจากโลกเซียนยุคตำนานเองเป็นคนไปดีที่สุด จะได้คุยกันง่าย”
“อีกอย่าง…ก็เป็นเรื่องของพวกเขาเองด้วย”
จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์แห่งต้าเซี่ยรีบเสริมทันที “ใช่เลย…ข้าว่าทงเทียนก็น่าจะเหมาะอยู่นะ”
ซูหนิงหันไปมองกลุ่มคนจากโลกเซียนยุคตำนาน ก็รู้สึกว่าฟังดูมีเหตุผล
สายตาของเขาหยุดอยู่ที่เจ้าสำนักทงเทียน สีหน้าของทงเทียนกลายเป็นมืดมนไปในทันที
เขาเพิ่งคิดไว้ว่า ไหน ๆ ก็รักษาตัวหายแล้ว จะขอฝึกตนในโลกนี้ให้เต็มที่สักหน่อย
แต่เรื่องกลับกลายเป็น…ความรับผิดชอบหล่นใส่หัวเขาเฉยเลย?
เขาหันไปมองจักรพรรดิต้าเซี่ยที่เพิ่งเสนอชื่อเขาขึ้นมา สีหน้ากระด้างทันที: เจ้านี่…จงใจแน่ ๆ
“ขะ…ข้าไม่เหมาะหรอก…” ทงเทียนรีบกล่าว
เขาเบือนสายตามองหงจวิน…แต่หงจวินเองก็ไม่อยากไปเหมือนกัน
เขาสู้หงจวินไม่ได้…
ก็เลยมองไปทางเต๋อจุนและมหาเทพหยวนสื่อ…ทั้งสองคนนั้นก็ชัดเจนว่าก็ไม่อยากไปเช่นกัน
สุดท้าย…เขาจึงหันไปมองเทพอสูรผู้ดุร้าย “เสินหนี่”
เสินหนี่ว่า “ข้าเป็นอสูรร้าย…พวกเขายิ่งไม่เชื่อใจข้าเข้าไปใหญ่”
มองต่อไปที่เผ่ามังกรกับเผ่ากิเลน…
สองเผ่านี้ดูจะอ่อนแอกว่า ทงเทียนยังพอเอาชนะได้
พอมองต่อไปถึงโล่วั่วจู่แห่งเผ่ามาร…
“ไม่ ๆ ๆ ข้าว่า…ทงเทียนเหมาะที่สุดแล้ว”
“ข้าเป็นจอมมาร…พวกเขายิ่งไม่ไว้ใจข้ายิ่งกว่าเดิมอีก”
“ทงเทียน เจ้าบอกเองไม่ใช่หรือว่าไม่อยากอยู่ที่นี่ เจ้าบอกเองว่าไม่ติดใจโลกนี้ไม่ใช่หรือ? งั้นเจ้าก็ไปจัดการเถอะ…” ทุกคนพูดพร้อมกัน
ทงเทียน: ……
ข้าเคยพูดแบบนั้นเหรอ???
ตอนนั้น…ข้าเป็นบ้าไปหรือเปล่าเนี่ย!?
…
จบตอน