ตอนที่ 39 เพื่อนร่วมชั้นหลินเจิ้งหรานผู้เก่งกาจสารพัด
“งานเลี้ยงต้อนรับนักเรียนใหม่ปีนี้กำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว! ยินดีต้อนรับคุณครูและเพื่อน ๆ ทุกคนที่มาร่วมงานในวันนี้! ต่อไปขอเรียนเชิญท่านผู้อำนวยการขึ้นกล่าวเปิดงานครับ!”
ในโรงเรียนมัธยมต้นของเมืองเล็ก ๆ แบบนี้ ปกติแล้วงานเลี้ยงต้อนรับนักเรียนใหม่ไม่ค่อยมีหรอก ส่วนใหญ่ก็แค่ให้ผู้อำนวยการมารวมตัวนักเรียนใหม่ช่วงกลางวันแล้วพูดอะไรนิดหน่อยก็เสร็จสิ้น
แต่ช่วงสองปีนี้เศรษฐกิจของเมืองดีขึ้น โรงเรียนหาเงินได้มากขึ้น พอมีงบประมาณเลยให้ความสำคัญกับงานแบบนี้มากขึ้น เพราะมันช่วยประชาสัมพันธ์ชื่อเสียงของโรงเรียนได้ดี
สถานที่จัดงานก็คือลานหน้าอาคารเรียน ใช้บันไดของอาคารทำเป็นเวที
แถวหน้าสุดที่นั่งของคณะกรรมการตัดสินมีทั้งผู้อำนวยการ ครูใหญ่ และเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ด้านหลังเป็นที่นั่งของครูประจำชั้นแต่ละห้อง แล้วค่อยเป็นโซนนักเรียน
มีคนนั่งอยู่กันเป็นระเบียบกว่าหลายร้อยคน รอบ ๆ ตกแต่งด้วยป้ายผ้าสีสันสดใส ไฟสปอร์ตไลท์หมุนเวียนไปมา สร้างบรรยากาศให้ดูเหมือนงานใหญ่จริงจัง
หลินเจิ้งหรานในฐานะเด็กเรียนดีประจำห้อง ถึงจะไม่ได้ขึ้นแสดงอะไร แต่ก็ได้รับสิทธิ์เป็นนักเรียนฝ่ายดูแล สามารถเดินไปมาระหว่างโซนคนดูกับหลังเวทีได้
ถามว่าทำไมถึงมีสิทธิ์แบบนี้? คำตอบง่าย ๆ ก็เพราะเรียนดี ทุกเรื่องคุยกับครูง่าย จบ
ระหว่างที่ผู้อำนวยการกำลังกล่าวเปิดงาน หลินเจิ้งหรานยืนอยู่ข้าง ๆ กับเจียงเสวี่ยลี่ มองไปทางแถวครูประจำชั้น เห็นมีคนกลุ่มหนึ่งแต่งตัวลำลองแต่ถืออุปกรณ์ถ่ายภาพแบบมืออาชีพ
ด้วยความที่หลินเจิ้งหรานเคยสืบหาข้อมูลของสตูดิโอเด็กดาราบ่อย ๆ ก็เลยจำคนกลุ่มนี้ได้
“คนที่ถือกล้องพวกนั้นน่าจะเป็นทีมงานจากสตูดิโอเด็กดารา พวกเขาร่วมมือกับโรงเรียนเรา งานตัดต่อถ่ายทำอะไรพวกนี้เลยให้พวกเขาจัดการ ถ้าเดี๋ยวเสียงเธอดี เทคนิคดี พวกนั้นต้องสนใจแน่ ๆ”
เจียงเสวี่ยลี่เอามือกดที่อก สูดหายใจเข้าออกแรง ๆ
ดูเหมือนจะตื่นเต้นมาก
หลินเจิ้งหรานมองเธอแวบหนึ่ง เจียงเสวี่ยลี่ก็สวนกลับทันทีเหมือนเดิม “บ้าจริง มองฉันทำไม? ฉันไม่ตื่นเต้นซักหน่อย!”
หลินเจิ้งหรานไม่หยอกล้อเหมือนปกติ แต่กลับยิ้มบาง ๆ “ตื่นเต้นก็ไม่เป็นไร ฉันเชื่อว่าเธอทำได้ ด้วยความสามารถของเธอต้องไม่มีปัญหาแน่”
คำพูดอ่อนโยนแบบนี้เขาไม่ค่อยพูดบ่อย ส่วนใหญ่จะพูดในเวลาสำคัญเท่านั้น เจียงเสวี่ยลี่เองก็ไม่ได้เห็นเขาส่งสายตาและน้ำเสียงแบบนี้มานานแล้ว กลับยิ่งทำให้เธอตื่นเต้นกว่าเดิม
เธอเบือนสายตาไปทางอื่นแล้วตอบเขาเสียงเบา ๆ “น่ารำคาญ ฉันรู้แล้วน่า...” แต่หน้าอกก็ยังขึ้นลงแรง ๆ
“เธอแสดงเป็นลำดับที่เจ็ด ยังมีเวลาอีกพักนึง ปรับอารมณ์ไปก่อน ฉันไปเดินดูที่อื่นก่อน”
พอเห็นหลินเจิ้งหรานจะเดินจากไป เจียงเสวี่ยลี่ก็รีบตะโกนเรียก “ไอ้บ้า!”
หลินเจิ้งหรานหันกลับมา
เจียงเสวี่ยลี่มองเขานิ่ง ๆ คนอย่างเธอ มักจะได้ความมั่นใจจากหลินเจิ้งหรานเสมอ เพราะในใจเธอ หลินเจิ้งหรานคือคนที่ทำได้ทุกอย่าง
“พูดเมื่อกี้อีกที...พูดอันนั้นอีกที...”
หลินเจิ้งหรานเข้าใจทันที “เดี๋ยวฉันจะนั่งข้างล่างรอดูการแสดงของเธอ ฉันเชื่อว่าเธอต้องทำได้แน่”
เจียงเสวี่ยลี่ค่อย ๆ ยิ้มออกมา “ฉันจะไม่ทำให้นายผิดหวังแน่นอน”
หลังจากการแสดงเริ่มขึ้น หลินเจิ้งหรานก็กลับมานั่งพักที่โซนห้องเรียน
หานเวินเวินนั่งอยู่ข้างเขา มองเขาด้วยแววตาเจ้าเล่ห์ “เจียงเสวี่ยลี่ดูเหมือนจะตื่นเต้นนะ? ฉันเห็นพวกเธอคุยกันเมื่อกี้ เธอเอามือกดอกแน่นเลย”
หลินเจิ้งหรานมองไปข้างหน้า พูดขึ้นโดยไม่คิด “ก็ยังเด็ก จะตื่นเต้นก็ปกติ แต่ด้วยความสามารถของเธอ ยังไงก็ต้องไปได้ไกล ต่อให้พลาดนิดหน่อยก็ไม่เป็นไร”
หานเวินเวินยิ้ม “หลินเจิ้งหรานพูดเหมือนพี่ชายใหญ่เลยนะ ว่าแต่นี่ฉันเพิ่งรู้ว่าเธอช่วยเจียงเสวี่ยลี่แสดงเพราะอยากให้เธอได้ถูกคัดเลือกเข้าบริษัทเด็กดารา ตอนอายุเท่าเรา คนอื่นเขายังมัวแต่เล่นกันอยู่ เธอสองคนกลับวางแผนอนาคตกันแล้วเหรอ?”
“ก็เจียงเสวี่ยลี่ไม่มีแบ็ค ถ้าไม่มีใครให้โอกาสเธอ แม้ว่าเธอจะมีพรสวรรค์ด้านร้องเพลงและแต่งเพลงแค่ไหน มันก็จะถูกฝังจนกลายเป็นคนธรรมดา ทองคำก็กลัวจะจมอยู่ใต้ทะเลเหมือนกัน”
เขาพูดจบก็เห็นหานเวินเวินมองเขาแบบแปลก ๆ
สายตานั้นมีแต่ความชื่นชมและลึกซึ้ง เธอเท้าคางมองเขายิ้ม ๆ “แล้วหลินเจิ้งหรานช่วยให้ฉันกลายเป็นนักร้องดังบ้างได้ไหมล่ะ? ค่าตอบแทนบอกมาได้เลยนะ ถ้าฉันหาเงินได้แล้วจะให้เธอเอง”
หลินเจิ้งหรานยังคงมองเวที “พูดตามตรง ถ้าเธอร้องเพลงได้จริง จะมีหรือไม่มีฉันช่วยมันก็ไม่ต่าง เพราะเธอฉลาดกว่าเหอฉิงกับเจียงเสวี่ยลี่เยอะ ไม่ใช่คนที่จะนั่งรอชะตาเฉย ๆ หรอก”
หานเวินเวินถึงกับนิ่งไป “รู้สึกแปลกจังนะเวลาหลินเจิ้งหรานชมคนอื่น แต่ยังไงก็เถอะ ฉันเคยเจอผู้ชายมาเยอะ แต่ไม่มีใครที่ความคิดซับซ้อนเท่าเธอเลย ฉันเดาเธอไม่ออกจริง ๆ”
เธอนั่งตัวตรง “แถมเธอพูดถูกด้วย ถ้าฉันมีพรสวรรค์อะไรสักอย่าง ฉันคงหาทางทำไปนานแล้ว แต่พรสวรรค์มันไม่ใช่ของที่ใครก็มี ฉันเองก็หวังว่าสักวันจะมีใครบอกฉันว่าฉันเก่งเรื่องอะไร”
“ตอนนั้นแหละ ฉันจะขอบคุณเขาให้ดีเลย”
พวกเขาดูจบไปหนึ่งการแสดง หานเวินเวินก็ถามเสียงอ่อนโยน “ช่วงนี้หลินเจิ้งหรานอยู่กับเจียงเสวี่ยลี่บ่อยไปหน่อยนะ? เห็นไหมว่าเหอฉิงเริ่มไม่พอใจแล้ว? ช่วงสามอาทิตย์นี้เธอแทบไม่ค่อยอยู่กับเธอเลย”
หลินเจิ้งหรานตอบเรียบ ๆ “เดี๋ยวผ่านช่วงยุ่ง ๆ นี้ไปจะไปอยู่กับเธอ”
“มีเพื่อนสนิทตั้งสองคนแบบนี้ก็ยุ่งจริงแหละ ว่าแต่หลินเจิ้งหรานคิดยังไงกับพวกเธอกันแน่ บอกฉันหน่อยสิ?”
“ฉันไม่ได้คิดอะไรกับเด็กอายุสิบสองหรอก พวกเธอจะรู้เรื่องอะไร ความคิดยังไม่โตพอเลย”
หานเวินเวินหัวเราะพลางมองเขา ก่อนจะโน้มตัวเอียงหน้าไปมองใกล้ ๆ “ไม่เชื่อหรอก ถึงปากจะบอกแบบนั้น แต่ก็ยังเป็นเด็กอายุสิบสองเหมือนกันนะ ผู้ชายอายุเท่านี้ไม่สนใจเด็กผู้หญิงน่ารักจริงเหรอ? บอกเลยนะ ฉันเชียร์เหอฉิงสุดใจ ยังไงก็ต้องให้เธอสองคนลงเอยกันในสามปีนี้ให้ได้”
หลินเจิ้งหรานมองเธออย่างเบื่อหน่าย แต่แล้วก็พลันนึกถึงเรื่องในอนาคต—หลังขึ้นมัธยมปลาย หานเวินเวินจะไม่มีบ้าน
ด้วยนิสัยและผลการเรียนแบบเธอ คงแทบเป็นไปไม่ได้ที่จะเรียนต่อมัธยมปลายด้วยตัวเอง ดังนั้นคำพูดของเธอจึงไม่ใช่เรื่องล้อเล่น จิ้งจอกตัวนี้รู้ดีว่าวันเวลาดี ๆ ของเธอกับหอฉิงมีอยู่อีกไม่นาน
หานเวินเวินเห็นเขาจ้องมองไม่ละสายตา ยิ้มมุมปากอย่างไม่ยอมแพ้ “จ้องเพื่อนสนิทของแฟนตัวเองแบบนี้ไม่ดีนะ ถ้าหลินเจิ้งหรานไม่เหมือนคนอื่น ฉันคงคิดไปแล้วว่า เธอไม่ชอบเหอฉิง แต่ชอบฉันแทน”
แววตาเธอยังคงเหมือนเดิม เย้ายวนแต่หลินเจิ้งหรานไม่สะทกสะท้าน สุดท้ายคนที่หลบสายตากลับเป็นเธอ
ภาพในวันหิมะตกที่ป้ายรถเมล์ลอยเข้ามาในหัว แพ้เขาอีกครั้ง
นิ้วเรียวกำแน่น แก้มแดงเรื่อ เสียงเบาแทบไม่ได้ยิน “ก็บอกแล้วไงว่าอย่าจ้องนาน ฉันก็เขินเป็นนะ”
แต่สีหน้าและคำพูดกลับทำให้แยกไม่ออกว่าจริงหรือแกล้ง
“ดูการแสดงเถอะ” หลินเจิ้งหรานพูด
สองคนนั่งชิดกัน หานเวินเวินแกะขนมแบ่งให้หลินเจิ้งหรานครึ่งนึง มองจากไกล ๆ แล้วดูเหมือนคู่รักวัยเด็ก
แน่นอนว่าหลินเจิ้งหรานไม่ปฏิเสธ เพราะในมุมมองของระบบ ขนมที่จิ้งจอกให้ก็นับเป็นยาบำรุงชั้นดี
แล้วก็ถึงคิวของเจียงเสวี่ยลี่—ทุกอย่างเป็นไปตามแผนของหลินเจิ้งหราน
เด็กสาวผมหางม้าคู่นี้ หลังจากสี่ปีที่เขาบ่มเพาะอย่างดี ตอนนี้ความสามารถของเธอเหนือกว่าคนรุ่นเดียวกันที่ผ่านการฝึกฝนมาซะอีก
ทั้งเพลงที่แต่งเอง เสียงไพเราะ เทคนิคแพรวพราว และบุคลิกน่ารักสดใส ทำให้เจ้าของสตูดิโอเด็กดาราแทบร้องออกมา
“เด็กคนนี้พรสวรรค์สูงมาก! ฉันไม่เคยเห็นเด็กผู้หญิงที่มีพรสวรรค์แบบนี้มาก่อนเลย!”
หานเวินเวินเองก็เพิ่งเคยได้ยินเจียงเสวี่ยลี่ร้องเพลงครั้งแรก เธอก็ตกตะลึงไม่แพ้กัน
ไม่ใช่แค่เสียงร้องที่น่าทึ่ง แต่ยังรวมถึงความมั่นใจบนเวที—นิสัยขี้อายของเด็กวัยนี้ ไม่น่าจะทำได้แบบนี้ เว้นแต่ว่ามีคนช่วยสร้างความมั่นใจให้มาอย่างต่อเนื่อง
เธอเกือบจะเดาออกทันที ว่าทุกอย่างที่เจียงเสวี่ยลี่ทำได้...เป็นเพราะหลินเจิ้งหราน
ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง...บางที ฉันเองก็อาจจะเปลี่ยนชีวิตตัวเองได้เหมือนกัน ถ้ามีเขาช่วย...
(จบตอน)