ตอนที่ 82 พบกันครั้งแรกหน้าประตูโรงเรียน

  เดิมทีหลินอิงจวิ้นเป็นคนขับรถไปส่งเด็กน้อยทั้งสามเข้าโรงเรียนมัธยมปลาย แต่ดันมีงานด่วนที่หน่วยงานในวันนั้นพอดี

  สุดท้ายก็เลยต้องจ้างรถตู้แทน

  โชคดีที่มีหลินเจิ้งหรานเป็นคนนำ ทุกคนไม่ว่าจะเป็นหลินอิงจวิ้นหรือพ่อแม่ของเจียงเสวี่ยลี่ก็วางใจหมดใจ

  ด้านหลังรถตู้บรรทุกสัมภาระจนแน่นเอี้ยด

  ที่นั่งด้านหลัง จากซ้ายไปขวาเรียงตามลำดับคือ หานเวินเวิน หลินเจิ้งหราน และเจียงเสวี่ยลี่

  “น้องๆ แน่ใจนะว่าไม่ได้ลืมของไว้? ถ้างั้นก็ออกเดินทางเลยแล้วกัน” คนขับสตาร์ทรถ มุ่งหน้าเข้าสู่ตัวเมือง

  ระหว่างทาง หานเวินเวินหยิบคุกกี้ไส้ครีมซองใหญ่ออกมา ฉีกซองแล้วยื่นให้หลินเจิ้งหรานก่อน แต่เขาปฏิเสธ

  เธอเลยหันไปยื่นให้เจียงเสวี่ยลี่ “ลี่ลี่ เอ้า เอาไปกิน”

  เจียงเสวี่ยลี่ชะงักนิดหนึ่ง สายตาแปลกใจ “ลี่ลี่? อะไรของเธอ? ปกติเธอเรียกฉันว่า ‘เพื่อนร่วมชั้นเจียงเสวี่ยลี่’ ไม่ใช่เหรอ...”

  หานเวินเวินยิ้ม “จากนี้ไปฉันจะเรียกเธอว่าลี่ลี่ ดูสนิทสนมขึ้นไงล่ะ”

  เจียงเสวี่ยลี่รับคุกกี้ไปด้วยความงงพลางพูดขอบใจ เธอไม่ค่อยสนใจเรื่องการเรียกชื่อเท่าไร แค่จู่ๆ มาเรียกแบบสนิทขึ้นก็รู้สึกแปลกๆ ขนลุกไปหมด

  “ตามสบายเลย...”

  แต่หลังจากรับของมา เธอก็เปิดซองกินคุกกี้ พร้อมกระซิบถามหลินเจิ้งหรานเบาๆ “หานเวินเวินเป็นอะไรไปเนี่ย?”

  หลินเจิ้งหรานเองก็ไม่เข้าใจว่าเจ้าหญิงจิ้งจอกคิดอะไร “ใครจะไปรู้?”

  หานเวินเวินก็เปิดซองคุกกี้ของตัวเองกินไปพลาง ถามหลินเจิ้งหรานไปด้วย “เพื่อนร่วมชั้นหลินเจิ้งหราน ไม่กินจริงดิ?”

  “อืม ฉันเพิ่งกินข้าวเช้ามา”

  “งั้นก็ช่างเถอะ”

  เจ้าหญิงจิ้งจอกนั่งเคี้ยวคุกกี้อย่างใจลอย สายตาเหม่อมองวิวภายนอก

  ก่อนหน้านี้เธอเป็นสาวกทีมเสี่ยวฉิงฉิงอย่างเหนียวแน่น แต่พอผ่านเรื่องราวเมื่อไม่กี่วันก่อน หนทางแยกพรรคแยกพวกมันก็ไม่สมเหตุสมผลอีกแล้ว

  ยังไงซะ เจียงเสวี่ยลี่ก็กลายเป็นคนของพี่เจิ้งหรานไปแล้ว การจะเป็นพี่น้องกับเจียงเสวี่ยลี่ก็เป็นเรื่องที่เลี่ยงไม่ได้

  เอ๊ะ แต่เดี๋ยวนะ แบบนี้เธอก็ยังอยู่ทีมเสี่ยวฉิงฉิงได้ไม่ใช่เหรอ?

  ก็ให้เสี่ยวฉิงฉิงเป็นเมียหลวง ส่วนเธอก็เป็นคนโปรดที่สุดก็พอ—ยังไงเธอก็แค่อยากเป็นคนที่พี่เจิ้งหรานชอบที่สุดก็พอแล้ว!

  คิดได้แบบนั้น หานเวินเวินก็เคี้ยวคุกกี้อย่างฮึดฮัด

  ถึงนิสัยเธอจะยอมรับได้ที่หลินเจิ้งหรานมีแฟนหลายคนในสถานการณ์พิเศษ

  แต่มีถึงสามคนเลยเนี่ยนะ? มันจะไม่มากไปหน่อยเหรอ?

  สำหรับหานเวินเวินที่มีอดีตวัยเด็กแบบนั้น เรื่องความรักกลายเป็นเรื่องดื้อรั้นในใจเธอไปโดยปริยาย ดื้อถึงขั้นว่า ถ้าเธอรักใครแล้ว ต่อให้คนนั้นไม่ใช่คนดี เธอก็จะตามติดไม่ปล่อย และไม่มีวันจากไป

  แต่นั่นก็หมายความว่า ความหึงหวงของเธอจะรุนแรงกว่าคนอื่น เพราะในใจเธอ หลินเจิ้งหรานคือคนเดียวที่เธอไม่มีวันทิ้ง

  หลินเจิ้งหรานที่นั่งอยู่ตรงกลางฟังเสียง “แคร่บ แคร่บ” จากข้างๆ แล้วหันไปเห็นเจ้าหญิงจิ้งจอกเคี้ยวคุกกี้แทบจะขยี้เป็นผุยผงก่อนกลืน

  “หานเวินเวิน คุกกี้ไปทำอะไรให้เธอเหรอ? แค่กินคุกกี้จำเป็นต้องกินเสียงดังขนาดนี้เลย?”

  หานเวินเวินเหลือบตามามองเขาแล้วยิ้ม “ไม่มีอะไร ฉันแค่จินตนาการว่ามันคือเพื่อนร่วมชั้นหลินเจิ้งหราน คนเจ้าชู้ก็ควรจะถูกเคี้ยวแหลกแบบนี้แหละ

  แต่ว่าฉันกินตัวจริงไม่ได้ เลยต้องเอาคุกกี้มาแทน”

  ทางฝั่งเจียงเสวี่ยลี่ที่นั่งอยู่อีกข้าง พอได้ยินก็เข้าใจผิด คิดว่าหานเวินเวินพูดถึงเรื่องคู่หมั้นของหลินเจิ้งหราน

  ยังไงหานเวินเวินก็เป็นสาวกเสี่ยวฉิงฉิงที่เหนียวแน่น พอเห็นตำแหน่งของเสี่ยวฉิงถูกสั่นคลอน ในฐานะเพื่อนสนิทก็ต้องโกรธแทนแน่นอน

  “หานเวินเวินพูดถูก ผู้ชายเจ้าชู้ก็สมควรถูกเคี้ยวแหลกไปเลย!” เธอเห็นด้วยกับหานเวินเวิน

  พูดจบก็เคี้ยวคุกกี้แบบ “แคร่บ แคร่บ” เหมือนกัน แล้วหันไปมองหลินเจิ้งหรานด้วยท่าทางหมั่นไส้ ก่อนสะบัดหน้าหนีหนึ่งที

  หลินเจิ้งหรานจนคำจะพูด ไม่อยากสนใจสองสาวที่จินตนาการบรรเจิดพวกนี้

  เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น เป็นสายจากเสี่ยวฉิงฉิงโทรมา

  พอรับสายก็ได้ยินเสียงนุ่มนิ่มดังขึ้น “หลินเจิ้งหราน? พวกเธอใกล้ถึงรึยัง? ฉันรออยู่ที่หน้าประตูโรงเรียนแล้วนะ”

  หลินเจิ้งหรานมองออกไปนอกหน้าต่าง “อีกประมาณสิบกว่านาทีก็ถึงแล้วล่ะ”

  ไม่นานนัก รถตู้ก็มาถึงโรงเรียนมัธยมปลายแห่งใหม่ สามคนพากันตื่นตาตื่นใจ

  แม้จะเป็นโรงเรียนรัฐบาล ไม่ได้หรูหรานัก แต่ประตูใหญ่กว้างขวาง รูปปั้นขงจื๊อยืนเด่นอยู่กลางโรงเรียน เมื่อเทียบกับโรงเรียนมัธยมต้นในเมืองเล็กแล้ว นี่ถือว่าหรูหราพอสมควรเลยทีเดียว

  เสี่ยวฉิงฉิงที่มายืนรอก่อนแล้วโบกมือเรียก “หลินเจิ้งหราน! เวินเวิน! เจียงเสวี่ยลี่! ฉันอยู่นี่!”

  ทั้งสามคนเดินไปหา หานเวินเวินเป็นคนแรกที่วิ่งเข้าไปกอดเพื่อนสาว เสี่ยวฉิงฉิงก็กอดตอบด้วยความสนิทสนม เจียงเสวี่ยลี่เองก็ทักทายเล็กน้อย ถามไถ่ว่ามาถึงตั้งแต่เมื่อไหร่

  จู่ๆ ก็มีเสียงดังแว่วมาจากด้านข้าง

  “เฮ้ย พวกนายดูสิ สาวสามคนนั้นสวยมากเลยว่ะ!”

  “จริงด้วย โดยเฉพาะคนนั้นที่ผมยาวๆ ฉันไม่เคยเห็นใครหน้าตาดีแบบนี้มาก่อนเลย หน้าตาเหมือนจิ้งจอกน้อยยังไงยังงั้นเลย”

  เป็นเสียงของนักเรียนใหม่ที่เดินผ่านมาพูดเบาๆ หน้าแดงกันเป็นแถว

  หลินเจิ้งหรานไม่แปลกใจอะไรกับคำชมจากคนแปลกหน้า สาวสวยไปที่ไหนก็ได้รับความสนใจเป็นเรื่องธรรมดาอยู่แล้ว เขามองดูทั้งสามคนที่กำลังยืนคุยกันอยู่

  ในตอนแรกเขาคิดว่า... พวกเธอยังเหมือนตอนมัธยมต้นอยู่เลย เป็นแค่เด็กน้อยกลุ่มหนึ่ง

  แต่พอสังเกตดีๆ เขากลับพบว่า

  เหมือนจะไม่ใช่อย่างที่คิดแล้ว

  อาจเป็นเพราะอยู่ด้วยกันบ่อยจนชิน หลินเจิ้งหรานไม่เคยทันสังเกตเลยว่า ตั้งแต่เมื่อไหร่สาวทั้งสามถึงได้โตเป็นสาวขนาดนี้—อายุสิบหกดูจะเป็นจุดเปลี่ยนของผู้หญิงจริงๆ

  ถ้าจะไม่พูดถึงเรื่องรูปร่างที่ผอมเพรียวกันหมด

  เสี่ยวฉิงฉิงนั้น ดูเด่นชัดที่สุดตรงส่วนบน ราวกับพัฒนาเกินเด็กสาวทั่วไป

  หานเวินเวินก็ไม่ธรรมดา อัตราส่วนช่วงเอวกับสะโพกโดดเด่นจนน่าทึ่ง แค่ใส่กระโปรงจีบก็มองเห็นความได้เปรียบแบบธรรมชาติ ไม่ต้องพูดถึงเวลาที่ใส่เสื้อรัดรูปอยู่บ้าน

  ส่วนเจียงเสวี่ยลี่... เอิ่ม พูดตรงๆ คือไม่ต่างจากตอนอยู่ม.ต้นเลย

  เจียงเสวี่ยลี่หันกลับมาเห็นว่าหลินเจิ้งหรานกำลังมองพวกเธออยู่ จึงหน้าแดงแล้วเดินเข้าไปหาเขา

  “ยืนเหม่ออะไรของนายอยู่ตรงนี้ล่ะ? คิดอะไรอยู่เนี่ย?”

  หลินเจิ้งหรานอยู่ๆ ก็รู้สึกสงสารเธอขึ้นมาเล็กน้อย บางทีนี่อาจจะเป็นชะตากรรมของสาวสายซึนก็ได้

  เขายื่นมือไปลูบหัวเธอเบาๆ “เปล่า แค่คิดอะไรเรื่อยเปื่อย... เธอน่ะ กินข้าวให้มากกว่านี้หน่อยละกัน บำรุงร่างกายบ้าง”

  อาจจะยังพอมีหวังโตขึ้นอีกรอบก็ได้นะ...

  เจียงเสวี่ยลี่ไม่เข้าใจเลยว่าหลินเจิ้งหรานคิดอะไรอยู่ เห็นเขาอยู่ดีๆ มาลูบหัวแล้วยังพูดประโยคแบบนี้ก็หน้าแดงทันที

  “อะ อะไรของนาย อยู่ๆ มาทำตัวอ่อนโยนแบบนี้ มีอะไรอยากให้ช่วยรึไง?”

  หลินเจิ้งหรานชักมือกลับ “ไม่มีอะไรหรอก แค่นึกอะไรได้ก็พูดเท่านั้นเอง”

  เจียงเสวี่ยลี่ได้ยินแบบนั้นยิ่งหน้าแดงกว่าเดิม ด้านหนึ่งก็เขินที่เขาใจดีขึ้น แต่อีกด้านก็เริ่มรู้สึกแปลกๆ ว่าเจ้านี่เป็นอะไรขึ้นมา

  เธอก้มหน้ามือไขว้หลัง “ฉันก็ไม่ได้กินน้อยนะ นายคิดว่าฉันผอมเกินไปรึไง? เดิมทีกะจะลดน้ำหนักอยู่เลย แต่นายพูดแบบนี้ ฉันควรจะลดดีหรือไม่ลดดีเนี่ย...”

  “ไม่ต้องลดหรอก ไม่มีเหตุผลอะไรจะต้องลดเลย...”

  ยังพูดไม่ทันจบ ก็มีรถโรลส์รอยซ์คันหรูแล่นมาจอดตรงประตูโรงเรียน นักเรียนใหม่ที่อยู่แถวนั้นต่างพากันหันไปมอง

  ประตูรถเปิดออก สาวน้อยผมยาวสลวย ใบหน้าเรียวรูปไข่แต่งหน้าอ่อนๆ ดวงตาเย็นชาไม่สนใจสายตาคนรอบข้าง ก้าวลงจากรถอย่างสง่างาม สวมเสื้อแขนยาวกับกระโปรงสั้นดูเท่และเรียบหรู

  ข้างๆ เธอมีสาวอีกคนสวมกางเกงยีนส์ ผูกผมหางม้าข้างหนึ่ง หน้าตาก็สวยไม่แพ้กัน แถมยังมีสีหน้าเรียบเฉยเหมือนกันอีกด้วย

  กลุ่มนักเรียนที่อยู่แถวหน้าประตูยิ่งพากันพูดคึกคักขึ้น

  “โรลส์รอยซ์เลยเหรอ?! บ้านผู้หญิงคนนี้ต้องรวยมากแน่ๆ! แถมยังสวยสุดๆ อีก!”

  “ไม่รู้จักเลยแฮะ แต่ดูแล้วน่าจะเป็นนักเรียนใหม่ ไม่เหมือนรุ่นพี่นะ”

  หานเวินเวิน เสี่ยวฉิงฉิง และเจียงเสวี่ยลี่ก็เห็นสองสาวคู่นั้นเหมือนกัน

  เสี่ยวฉิงฉิงมองแล้วพูดด้วยความชื่นชม “สวยจริงๆ ด้วย... แต่ว่าทุกคนพูดถึงโรลส์รอยซ์กันเยอะมาก มันคืออะไรเหรอ?”

  หานเวินเวินถอนหายใจมองเพื่อนสาวแล้วชี้ไปทางรถที่เพิ่งขับออกไป “มันคือชื่อรถน่ะ ราคาหลายล้านเลยล่ะ”

  “หา?! แพงขนาดนั้นเลยเหรอ?!”

  หานเวินเวินหันไปมองใบหน้าด้านข้างของสาวคนนั้น “อืม แต่เรื่องแพงไม่แพงฉันไม่สนใจหรอก ประเด็นคือเสี่ยวฉิงเธอไม่รู้สึกว่าผู้หญิงคนนั้นหน้าคุ้นๆ เหรอ? เหมือนเราเคยเห็นที่ไหนมาก่อนเลย”

  เสี่ยวฉิงฉิงร้องเบาๆ “ไม่มั้ง ฉันไม่คุ้นเลยนะ”

  เจียงเสวี่ยลี่เดินเข้ามาสมทบ “ฉันก็รู้สึกเหมือนกันว่าคุ้นๆ นะ แต่ก็นึกไม่ออกว่าเคยเจอที่ไหนมาก่อน”

  หลินเจิ้งหรานกระพริบตา แล้วก็อดไม่ได้จะถอนใจในใจ... เขาจำได้แล้ว

  เสี่ยวฉิงฉิงพูดช้าๆ เหมือนเพิ่งนึกออก “พอทุกคนพูดแบบนี้ ฉันก็รู้สึกเหมือนเคยเห็นที่ไหนเหมือนกัน... หรือว่าเธอจะคือเด็กผู้หญิงในรูปถ่ายใบนั้น?”



จบตอน.



ตอนก่อน

จบบทที่ ตอนที่ 82 พบกันครั้งแรกหน้าประตูโรงเรียน

ตอนถัดไป