จุดอ่อนที่ว่า

 เวลาราวสิบโมงเช้า ฟางเมิ่งแอบไปดูหลินเสี่ยวลี่ในห้องนอนอีกครั้ง ถามไถ่อาการ แถมยังช่วยเช็ดหน้าและนวดให้ด้วย

  จนหลินเสี่ยวลี่รู้สึกเกรงใจขึ้นมา

  แล้วฟางเมิ่งก็กลับเข้าไปในครัว เตรียมทำอาหารกลางวัน

  เธอกะจะต้มซุปบำรุงร่างกาย เตรียมข้าวโพด แครอท และกระดูกหมู หั่นไปอย่างเก้ๆ กังๆ ทั้งที่เหมือนจะคุ้นเคย แต่ก็ไม่คล่องมือเท่าไร

  หลินเจิ้งหรานก็เดินเข้ามาในครัวด้วย สีหน้างงๆ

  “ทำไมอยู่ๆ เธอมาทำอาหารกลางวันล่ะ? แล้วทำตั้งแต่เช้าแบบนี้เลย?”

  ฟางเมิ่งเหลือบมองเขา

  “ตอนนี้ทำ พอสิบเอ็ดโมงก็กินได้พอดี แล้วฉันก็คิดๆ ดูแล้วว่านายพูดถูกนะ มัวแต่คิดวกไปวนมาในหัวก็ไม่มีประโยชน์อะไร ถ้าอยากคืนดีกับเฉียนเฉียนจริงๆ ก็ต้องพูดให้ชัดเจนไปเลย”

  “ไม่ว่าสุดท้ายพอพูดจบแล้วเราจะยังเป็นเพื่อนกันได้ไหม จะกลับไปเหมือนเดิมได้ไหม ฉันก็ยอมรับผลทุกอย่าง”

  หลินเจิ้งหรานถอนหายใจออกมา “คิดได้เร็วแบบนี้ก็ดีแล้ว แล้วก็อย่าไปคิดมากเกินไปเลย ฉันว่านะ เธอก็อยากคืนดีกับเธอเหมือนกัน”

  คำนี้แหละคือสิ่งที่ฟางเมิ่งอยากได้ยินที่สุด “จริงเหรอ นายคิดแบบนั้นจริงๆ น่ะ?”

  เขาพยักหน้า “แน่นอน ถึงพวกเธอสองคนจะมองว่านี่เป็นเรื่องใหญ่ แต่คนอื่นก็มองว่ามันก็แค่เรื่องทะเลาะกันของเพื่อนสนิทแค่นั้นเอง ทุกคนคงคิดว่าไม่เกินอาทิตย์ก็คงกลับมาคืนดีกันได้แล้ว”

  ฟางเมิ่งจ้องมองเขาสักพัก ก่อนจะก้มลงไปหั่นผักต่ออย่างเรียบเฉย แล้วพูดขึ้นว่า

  “ฉันพอจะเข้าใจแล้วว่าทำไมผู้หญิงหลายคนถึงชอบนายนัก ทั้งเฉียนเฉียน ทั้งคุณหนูยังโดนนายตกมาได้ นายหลินเจิ้งหราน นายมีเสน่ห์บางอย่างที่แปลกนะ เสน่ห์ที่พอพูดอะไรออกมาแล้วทำให้คนฟังรู้สึกใจเต้น”

  หลินเจิ้งหรานฟังแล้วไม่แสดงปฏิกิริยาอะไร “เหรอ?”

  “อืม” ฟางเมิ่งพูดอย่างตรงไปตรงมา “ถึงตอนนี้ฉันจะรู้สึกดีๆ กับนายขึ้นมานิดหน่อย แต่ก็แค่ระดับรู้สึกดี ยังไม่ถึงขั้นชอบหรอกนะ”

  หลินเจิ้งหรานกระพริบตาปริบๆ

  “งั้นที่เธอไม่กลับบ้าน แต่ยังอยู่ทำอาหารที่นี่ต่อ คือเพราะแบบนี้สินะ? เธอจะอยู่บ้านฉันทั้งวันเลยเหรอ?”

  “นายไม่ต้อนรับเหรอ?”

  “มันไม่ใช่เรื่องของต้อนรับหรือไม่ต้อนรับหรอก ฉันแค่ไม่เข้าใจเหตุผลที่เธอยังอยู่เฉยๆ ต่างหาก จะมีผู้หญิงที่ไหนมาเฝ้าแม่ของผู้ชายคนอื่นทั้งวันบ้าง? โดยเฉพาะฉันก็อยู่ที่นี่ด้วย แล้วพ่อฉันก็จะกลับมาตอนเที่ยงอีก”

  “ก็จริงแหละ” เธอเปิดเตา ตั้งหม้อซุป “แต่นายก็รู้นี่ว่าฉันมีจุดประสงค์ ฉันบอกแล้วไงว่าจะไม่มัวลังเลอีกต่อไป แต่ฉันยังขาดความกล้าจะไปคุยกับเฉียนเฉียน ฉันอยากให้นายไปดื่มเหล้าร้องเพลงกับฉันหน่อย ให้ฉันได้ฮึดสู้ก่อน”

  “หา? ยังจะเอาเรื่องนี้อีกเหรอ? ฉันปฏิเสธได้ไหม?”

  ฟางเมิ่งใช้ทัพพีคนซุปที่เดือดปุดๆ แล้วใส่กระดูกหมูลงไปอย่างตั้งใจ “จะปฏิเสธก็ได้ แต่นายคงไม่ทำหรอก เพราะฉันรู้จุดอ่อนของนายแล้ว ขอแค่ฉันทำดีกับนาย กับแม่ของนาย นายก็จะช่วยฉันเองใช่ไหมล่ะ? ก็ไม่ได้เป็นเรื่องใหญ่อะไรนี่”

  “นี่เธอคิดว่ามันคือจุดอ่อนของฉันจริงดิ?” เขามองฟางเมิ่งที่กำลังตั้งใจเคี่ยวซุปกระดูก “ถึงจะใช่จุดอ่อนก็เถอะ แต่ถ้าเธอไม่พูดออกมาน่ะอาจจะได้ผลนะ พอพูดออกมาขนาดนี้ ฉันจะไปยอมทำให้ได้ยังไง มันจงใจเกินไป”

  “ก็ลองดูสิ ฉันสังเกตนายนานตั้งปีครึ่งแล้วนะ ถึงจะยังมีบางมุมที่ไม่เข้าใจ แต่นายกับเฉียนเฉียน ฉันรู้จักดีพอๆ กันเลยล่ะ”

  “เธอสังเกตละเอียดขนาดนั้นเชียว?”

  “ก็ไม่เชิงหรอก นายเองก็เป็นคนที่ดึงดูดความสนใจอยู่แล้ว จะหล่อขนาดนี้ ฉันก็ไม่เคยเจอในหมู่ผู้ชายมาก่อนนะ ผู้หญิงทุกคนย่อมสนใจคนหล่ออยู่แล้ว”

  หลินเจิ้งหรานได้ยินเสียงเรียบเฉยของฟางเมิ่งแล้วพูดไม่ออก

  เธอไม่ได้พูดอะไรอีก ตั้งใจเคี่ยวซุปจนเสร็จ แล้วเอาไปให้หลินเสี่ยวลี่ที่ยังอยู่บนเตียง

  ฟางเมิ่งช่วยประคองหลินเสี่ยวลี่ให้ลุกขึ้น “ป้า ดื่มซุปหน่อยค่ะ ฉันตั้งใจเคี่ยวมาให้เลยนะ”

  หลินเสี่ยวลี่ถึงกับตะลึงเมื่อได้รับการดูแลเอาใจใส่ขนาดนี้

  “หนูเสี่ยวเมิ่ง ป้าแค่เป็นหวัดเอง อีกเดี๋ยวพ่อของเจิ้งหรานก็กลับมาแล้ว ไม่ต้องลำบากขนาดนี้หรอกลูก”

  ฟางเมิ่งนั่งข้างเตียงถือถ้วยซุปไว้

  ส่วนหลินเจิ้งหรานก็ตามเข้ามาในห้องนอนของพ่อแม่ตัวเอง ตอนนี้เขารู้สึกว่าตัวเองเหมือนจะไม่มีบทอะไรเลย

  ฟางเมิ่งตักซุปขึ้นมาเป่าเบาๆ ก่อนจะพูด

  “จะไม่ใส่ใจได้ไงล่ะคะ? ถ้าเป็นสมัยโบราณนะ ป่านนี้หนูก็ถือว่าเป็นสะใภ้ของบ้านนี้ไปแล้ว เป็นภรรยาที่ยังไม่ได้แต่งของหลินเจิ้งหราน การที่สะใภ้ดูแลแม่สามีในอนาคตก็ถือเป็นเรื่องสมควรอยู่แล้ว”

  เธอป้อนซุปให้หลินเสี่ยวลี่ “อ้าปากค่ะป้า~”

  ทั้งหลินเสี่ยวลี่และหลินเจิ้งหรานต่างตะลึงไปตามๆ กัน

  นี่เธอกำลังพูดอะไรอยู่เนี่ย?

  หลินเสี่ยวลี่ถึงกับหน้าแดง “สะ...สะใภ้?”

  “หนูรู้ว่าหนูกับหลินเจิ้งหรานอาจจะไม่ได้ลงเอยกันจริงๆ แต่หนูก็อยากพยายามเพื่อความหวังเล็กๆ นั้นค่ะ” เสียงของเธอแผ่วลง “ดื่มเถอะนะคะป้า”

  หลินเสี่ยวลี่จิบซุปแล้วก็คิด... เสี่ยวเมิ่งนี่ชอบเจิ้งหรานขนาดนั้นเลยเหรอ?

  เธอก็พอเดาได้อยู่หรอกว่าเสี่ยวเมิ่งชอบเจิ้งหราน เพราะช่วงปีที่ผ่านมาก็มาบ้านบ่อยมาก แต่พอพูดออกมาตรงๆ แบบนี้ ก็ยังอดตกใจไม่ได้

  ฟางเมิ่งพูดออกมาอย่างตรงไปตรงมา


 “ป้าคะ เดี๋ยวพอคุณลุงกลับมา หนูอยากให้หลินเจิ้งหรานไปร้องเพลงกับหนูได้ไหมคะ? วันนี้เป็นวันสำคัญมากสำหรับหนู หนูหวังว่าเขาจะอยู่กับหนูสักพักก็ยังดี หนูอยากขอให้ป้าช่วยพูดให้หน่อย”

  “หา? วันนี้เป็นวันสำคัญของหนูเหรอ?”

  “ค่ะ ถึงจะบอกป้าไม่ได้ละเอียดว่าทำไม แต่มันสำคัญกับหนูจริงๆ ค่ะ”

  หลินเสี่ยวลี่รู้ดีว่าลูกชายตัวเองมีสาวๆ มาวนเวียนเยอะอยู่แล้ว เธอไม่อยากยุ่งเรื่องนี้เท่าไรนัก

  “เรื่องนี้...ป้าคงพูดแทนไม่ได้หรอกลูก แต่ก็...”

  เธอหันไปมองหลินเจิ้งหรานที่ยืนอยู่หน้าประตู สีหน้าเหมือนโดนฟาดเข้าเต็มๆ

  “เจิ้งหราน...ลูกคิดยังไงล่ะ?”

  หลินเจิ้งหรานมีเหงื่อผุดขึ้นบนหน้าผาก

  มองแม่ที่ดูเหมือนจะสงสารฟางเมิ่ง กับฟางเมิ่งที่ตอนนี้ดูน่าสงสารจนใจอ่อน

  ฟางเมิ่งพูดด้วยน้ำเสียงจริงใจ “หลินเจิ้งหราน ฉันรู้ว่าการใช้วิธีดูแลป้าเพื่อให้นายไปกับฉันมันไม่ค่อยแฟร์เท่าไร แต่นายก็รู้ดีว่าวันนี้มันสำคัญกับฉันแค่ไหน ฉันแค่ต้องการกำลังใจสักนิดเดียวเท่านั้น” พูดจบ เธอก็น้ำตาไหลออกมา “ช่วยฉันเถอะนะ นายอยากให้ฉันตอบแทนยังไงก็ได้ ฉันยอมหมดเลย”

  หลินเสี่ยวลี่รีบปลอบฟางเมิ่ง แล้วหันไปมองลูกชายอีกครั้ง “เจิ้งหราน...”

  หลินเจิ้งหรานได้แต่ถอนใจ ผู้หญิงนี่พอจะเล่นบทน่าสงสารขึ้นมา แต่ละคนร้ายกาจไม่แพ้กัน

  โดยเฉพาะฟางเมิ่ง ที่ดูแล้วพูดด้วยความจริงใจเสียด้วย

  เอาเถอะ ไหนๆ ก็ช่วยแล้ว ช่วยให้สุดทางเลยก็แล้วกัน

  เขาค่อยๆ พยักหน้า “โอเค งั้นตอนสายๆ ฉันจะไปกับเธอ”

  ฟางเมิ่งน้ำตาคลอเบ้า แต่กลับยิ้มออกมา “ขอบใจมาก หลินเจิ้งหราน! ขอบใจจริงๆ!”

  ไม่นานนัก พ่อของหลินเจิ้งหรานก็กลับมาบ้าน แล้วหลินเจิ้งหรานก็ออกไปพร้อมกับฟางเมิ่ง

  พอลงมาถึงชั้นล่าง เขาก็กำลังจะถามว่าไป KTV ที่ไหน แต่ฟางเมิ่งกลับหันมาคารวะเขาหนึ่งทีทันที

  “ขอโทษนะ ที่ใช้วิธีแยบยลแบบนี้ให้นายช่วยฉัน ฉันรู้อยู่แล้วว่ามันไม่ได้ผลหรอก นายช่วยฉันเพราะนิสัยดี ไม่ใช่เพราะฉันเจอจุดอ่อนของนายหรอก

  หลังจากนี้ถ้าฉันจะมาดูแลป้า ฉันก็จะไม่ทำแบบวันนี้อีก นี่จะเป็นครั้งสุดท้าย! แล้วเพื่อเป็นการตอบแทน ฉันก็ยอมทำอะไรให้นายสักอย่างก็ได้ นอกจากขึ้นเตียงกับนาย...อย่างอื่นอะไรก็ได้หมด ฉันโอเคทุกอย่าง!”

  หลินเจิ้งหรานมองเธอที่ก้มหัวให้เขาเก้าสิบองศาด้วยสีหน้าจริงจังสุดๆ

  “พูดเก่งดีนี่ ข้อเสนอนั้นฉันจะจำไว้ วันหนึ่งฉันอาจจะเอามาใช้ก็ได้ เธอบอกว่าอย่างอื่นได้หมด ยกเว้นขึ้นเตียงใช่ไหม?”

  ฟางเมิ่งค่อยๆ เงยหน้าขึ้น มองเขาแล้วแย้มยิ้มเบาๆ

  “โอเค ขอบใจนะ นายเป็นผู้ชายที่หล่อที่สุดที่ฉันเคยเจอเลย”

  “ประโยคสุดท้ายนั่นน่ะ ปลอมชัดๆ ไม่พูดก็ได้มั้ง”

  ฟางเมิ่งไม่ตอบอะไร

  จริงๆ เธอพูดจากใจ และก็เริ่มเข้าใจขึ้นเรื่อยๆ แล้วว่าทำไมเฉียนเฉียนถึงใส่ใจเรื่องมหาลัยของหลินเจิ้งหรานขนาดนั้น

  ผู้ชายอย่างหลินเจิ้งหราน ที่ทั้งแข็งแกร่งและอ่อนโยน ใครๆ ก็อยากให้ชีวิตเขาดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้



ตอนก่อน

จบบทที่ จุดอ่อนที่ว่า

ตอนถัดไป