ตอนที่ 265 ฉันสารภาพหมดแล้ว
หลังจากล้างมือเสร็จ หลินเจิ้งหรานก็พาเจียงเสวี่ยลี่ไปที่ห้องน้ำรวม
เสวี่ยลี่เดินช้า ๆ อยู่ข้างเขา มือไขว้ไว้ด้านหลัง ใจเธอกำลังคิดว่าจะเปิดปากยังไงดี
เมื่อครู่ตอนสามสาวคุยกัน เธอพูดว่า “เจ็ดคน? ไม่เอา ๆ!” ออกมาอย่างมั่นใจ แต่พอถึงคราวต้องเผชิญหน้าในสถานการณ์จริง กลับรู้สึกตัวสั่นไปหมด
ต่อให้ไม่รู้จะพูดยังไงก็ต้องพูดออกมาอยู่ดี—มีตั้งเจ็ดคน แบบนี้มันจะไหวเหรอ?
สุดยอดเจ้าชู้ตัวพ่อชัด ๆ
ทั้งคู่หยุดยืนอยู่หน้าห้องน้ำ
หลินเจิ้งหรานหันมามอง ส่วนเจียงเสวี่ยลี่ก็ยังเอาแต่คิดไม่หยุด
“ถึงห้องน้ำแล้ว ทำไมไม่เข้าไปล่ะ?” เขาถามขึ้นอย่างงง ๆ
เสวี่ยลี่เพิ่งได้สติ รีบตอบ “ห้องน้ำ? อ๋อ ๆ! ฉันเข้าเดี๋ยวนี้แหละ!”
ว่าแล้วก็วิ่งปราดเข้าไปในห้องน้ำหญิง แต่ยังหันกลับมาบอกเขา “รอฉันสักครู่นะ เจิ้งหราน”
หลังจากจัดการธุระเสร็จออกมา กลับเห็นว่ามีสาวน้อยกระโปรงสั้นกำลังเข้ามาคุยกับหลินเจิ้งหราน
“หล่อจังเลย ขอเบอร์หน่อยได้ไหมคะ?
เจียงเสวี่ยลี่ถึงกับสะดุ้ง รีบวิ่งเข้ามา กำหมัดแน่นประกาศลั่น “เขามีแฟนแล้วนะ! จะแลกเบอร์อะไรเล่า! ไม่ให้ ไม่ให้!”
หลินเจิ้งหรานเห็นท่าทีลนลานของเธอก็พยักหน้าตาม “ขอโทษนะครับ ผมมีแฟนแล้วจริง ๆ”
สาว ๆ ที่เข้ามาจีบก็หน้าเจื่อน ถอนตัวไปอย่างเสียดาย “ขอโทษนะคะ ๆ”
เขาหันกลับมามองเสวี่ยลี่ “เสร็จแล้วเหรอ?”
เธอกัดฟันแน่นบ่นทันที “นายเนี่ย ทำไมไม่ว่าเมื่อไหร่ก็มีแต่สาวเข้ามาหา! ตั้งแต่เด็กจนโตแล้วกี่ครั้งแล้วก็ไม่รู้!”
“เรื่องนี้โทษฉันได้เหรอ? ไม่ใช่ว่าฉันไปจีบใครซะหน่อย”
เธอได้ยินยิ่งหงุดหงิด “ยังจะบอกว่าอยากไปจีบอีกเหรอ? มีตั้งสามคนแล้วไม่พอหรือไง!”
พอพูดจบก็เห็นเขามองมาอย่างประหลาด ทำให้เธอรีบอายหน้าแดง “ฉันหมายถึง…ปกติผู้ชายทั่วไปก็มีแฟนคนเดียว นายมีแค่นี้ก็มากเกินพอแล้วล่ะ หัดรู้จักพอได้แล้ว!”
เขาพยักหน้ารับ “อืม ฉันรู้แล้ว”
เสวี่ยลี่จ้องเขาอย่างไม่เชื่อ (จริงรึเปล่าเนี่ย ดูยังไงก็ไม่เห็นเหมือนรู้สึกผิดเลยสักนิด)
หลินเจิ้งหรานเปลี่ยนเรื่อง “กลับกันเถอะ กินอิ่มแล้วไปพักผ่อน”
เจียงเสวี่ยลี่คิดว่าไหน ๆ ก็ออกมาแล้ว อย่างน้อยก็ขอเวลาเดทสักสามชั่วโมง ถึงแม้จะไม่ได้ทำเรื่องลึกซึ้ง แต่แค่จับมือกอดกันก็ดีแล้ว เลยซ่อนมือไว้ด้านหลัง พูดขึ้นว่า
“ไม่ต้องรีบกลับหรอก กินบาร์บีคิวมาเยอะ อยากเดินย่อยสักหน่อย นายพาฉันไปเดินเล่นได้ไหมล่ะ? เห็นว่าข้างบนมีลำธารเล็ก ๆ อยากไปดูหน่อย”
เขาไม่พูดอะไร หันหลังเดินนำไปทันที
พอเดินไปไม่กี่ก้าว เห็นว่าเธอยังยืนนิ่ง เลยหันกลับมา “จะมัวช้าอะไรเล่า ตามมาสิ”
เจียงเสวี่ยลี่รีบก้าวตาม “รอด้วยสิ!”
ทั้งคู่เดินตามทางขึ้นเขาไป อากาศหลังฝนสดชื่น ต้นไม้เขียวชะอุ่ม
เสวี่ยลี่เดินตัวปลิว แกว่งหางม้าสองข้างกระดิกไปมาเหมือนกวางน้อย
อยู่ ๆ หลินเจิ้งหรานก็ถามขึ้น “เมื่อเช้าตื่นมา เจ็บตัวตรงไหนบ้างไหม?”
พอได้ยิน เสวี่ยลี่ก็เข้าใจทันที หน้าแดงก่ำ มือรีบปิดก้นตัวเอง ส่ายหัวพรืด “มะ…ไม่เจ็บนะ ตรงกันข้าม รู้สึกเบาสบายขึ้นกว่าเดิมอีก ไม่รู้เพราะอะไร”
หลินเจิ้งหรานรู้ดีว่านั่นเป็นผลจาก “พลังชีวิต” ของเขา ที่ช่วยฟื้นฟูร่างกาย ทำให้ทั้งสดใสแข็งแรง แถมยังช่วยให้ผิวพรรณผ่องใสขึ้นอีก
เสวี่ยลี่เห็นเขาไม่พูดอะไรต่อ เลยพึมพำเบา ๆ “เมื่อคืน…นายเป็นคนอุ้มฉันกลับห้องใช่ไหม? ฉันฝันถึงนายนะ”
“ฝันว่าอะไร?”
เธอบ่นงึมงำเบามากจนเขาไม่ได้ยิน “อะไรนะ?”
เสวี่ยลี่ก้มหน้าพูดเขินสุด ๆ “ก็…ฝันเปียกน่ะ”
เขาประหลาดใจ แล้วหัวเราะ “งั้นก็นับว่าเป็นฝันดีสิ”
เธอได้แต่บ่นอุบอิบ แต่ในใจก็ยอมรับว่ามันคือความทรงจำดีจริง ๆ
ทั้งสองเดินมาถึงลำธารเล็ก ๆ ตรงนี้เงียบเพราะมีป้ายห้ามก่อไฟ ไม่มีคนมาพักนัก
น้ำใสสะอาดไหลยาวลงเขา ดูแล้วสดชื่นแต่ไม่ค่อยมีอะไรพิเศษนัก
เสวี่ยลี่เม้มปากเอ่ย “ฉันเคยดูรายการหนึ่ง เขาบอกว่าประสบการณ์ครั้งแรกของผู้ชายผู้หญิงสำคัญมากต่อความสัมพันธ์…เมื่อคืนฉันว่าดีมากเลย แล้วนายล่ะ รู้สึกยังไงบ้าง?”
เขาหันมามอง ทำเอาเธอหน้าแดงจัด หันหนี “มัวแต่มองทำไมเล่า!”
“ก็ไม่ได้อะไรหรอก แค่เมื่อคืนฉันเองก็ว่าดีเหมือนกัน แถมลี่ลี่ยังดีกว่าที่คิดอีก”
เธอฮึดฮัดเล็กน้อย แต่ในใจกลับยิ้มพอใจ
จากนั้นเขาพาเธอเดินขึ้นไปถึงริมหน้าผา เขาล้มตัวนั่งพิงต้นไม้บนหญ้า “ตรงนี้ใช้ได้” แล้วถาม “ทำไมเธอเอาแต่พูดถึงเรื่องเมื่อคืน ไม่พอใจหรือไง?”
หน้าเธอแดงเถือก รีบเถียง “บ้า! ไม่ใช่ไม่พอใจหรอกนะ ก็เพราะมันดีเกินไปต่างหาก ถึงติดใจยังไงล่ะ!”
เขาตบตักเบา ๆ “มานั่งนี่สิ”
เธอลังเลครู่หนึ่ง แล้วก็เชื่อฟังนั่งบนตักเขา
“ไม่ใช่หันหน้าเข้ามา หันหลังสิ จะได้ดูวิวไปด้วย”
“อ๊ะ…อ๋อ” เธอไม่เข้าใจนัก แต่ก็ทำตาม
สายลมพัดผมสองคนปลิวเบา ๆ เสวี่ยลี่ค่อย ๆ เอื้อมมือมาจับมือเขาเอง
“เมื่อคืนเราไม่ค่อยได้กอดกันเท่าไหร่ งั้นตอนนี้ถือว่าชดเชยแล้วกัน”
เธอส่ายหน้าเบา ๆ “ก็กอดแล้วนี่ ไม่ต้องชดเชยหรอก”
เขาก้มลงมองตาเธอ
เสวี่ยลี่ใจเต้นแรง รู้ว่าเขาหมายถึงอะไร แต่เธอเคยตกลงกับเหอฉิงและเวินเวินไว้ว่าห้ามเลยเถิดเกินไป ไม่งั้นจะโดนลงโทษ
แต่พอเธอคิดจะโน้มหน้าไปจูบ เขากลับถามแทรกขึ้น “ว่าแต่ เธอมาหาฉันคนเดียว มีอะไรจะพูดรึเปล่า?”
เธอใจหายวาบ (หรือว่าเขารู้แล้ว?!) เลยรีบตอบปฏิเสธ “มะ…ไม่มีอะไรหรอก ก็แค่ชวนมาเดินเล่นเฉย ๆ” แต่พอพูดไปก็รู้สึกผิด—ทำไมถึงโกหกออกไปนะ?
เขาขมวดคิ้ว “แน่ใจเหรอ? งั้นพูดตามฉัน—เจียงเสวี่ยลี่เป็นเด็กโง่”
“หา?! จะให้ฉันพูดอะไรแบบนั้นได้ไงเล่า!” แต่พอเห็นสายตาจริงจังของเขา เธอก็กลัวจนต้องกัดปากยอมพูดตาม “เจียงเสวี่ยลี่เป็นเด็กโง่”
“เสียงดังหน่อย ใครจะได้ยิน”
เธอหน้าแดงจัด “เจียงเสวี่ยลี่เป็นเด็กโง่!”
“ดี งั้นต่อไปพูดว่า เจียงเสวี่ยลี่เป็นลูกหมา”
เธอแทบอยากร้องไห้ “ฉันเป็นลูกหมา…” แล้วน้ำตาคลอ “เจิ้งหราน! ฉันยอมแล้ว! ฉันไม่โกหกแล้วได้ไหม! ฉันเล่าหมดเลยก็ได้!”
ไม่กี่คำ เธอก็ยอมเปิดปาก เล่าเรื่องที่สามสาวเพิ่งคุยกันไปหมดเปลือก
(เธอว่าฉันไร้สัจจะ? ก็เพราะนี่คือเจิ้งหราน ฉันจะทำยังไงได้!)
เขาฟังจบก็พูด “อ๋อ เรื่องมันเป็นแบบนี้นี่เอง”
“ใช่” เธอพยักหน้า
เขาถามต่อ “แล้วลี่ลี่เองก็คิดว่ามีเจ็ดคนนี่เยอะไปใช่ไหม?”
เสวี่ยลี่ตกใจ รีบแก้ตัว “ฉะ…ฉันไม่เคยพูดแบบนั้นนะ! ก็แค่ว่า…มันเยอะไปนิดเดียวเท่านั้นเอง! แต่จริง ๆ แล้วนายจะหากี่คนแน่?”
เขาตอบ “เวินเวินก็บอกไปแล้วนี่ เจ็ดคือจำนวนสูงสุด ไม่ใช่ว่าต้องครบทุกคนแน่นอน แค่ไม่เกินเจ็ดก็พอ”
“ก็ยังเยอะเกินไปอยู่ดี! อย่างมากก็หกพอแล้ว นายจะได้พักหนึ่งวันต่อสัปดาห์ไง ถ้านายยังอยากยุ่งทุกวันไม่หยุด งั้นให้ฉันอยู่กับนายสัปดาห์ละสองวันก็ได้!”
เขาหัวเราะพรืดออกมา
“ก็ไม่เลว”
เธอเลยยิ้ม หันไปจะจูบเขาเพื่อไม่ให้โกรธ แต่เขาแกล้งถาม “ไม่ใช่ว่าเธอพนันกับสองคนนั้นไว้เหรอ ว่าถ้าเธอแอบทำอะไรเกินเลยจะโดนลงโทษ?”
เสวี่ยลี่ถอนใจ “ทำไงได้ล่ะ ก็เมื่อกี้ฉันเผลอโกหกนายไป ฉันต้องขอโทษสิ อีกอย่าง เดี๋ยวกลับไปก็ต้องลงแช่น้ำพุร้อนอยู่แล้ว โดนราดน้ำแข็งก็ราดไปเถอะ”
ว่าแล้วก็โน้มหน้าไปจูบเขา “อย่าโกรธเลยนะเจิ้งหราน คราวหน้าไม่โกหกแล้ว”
ทั้งสองค่อย ๆ แลกจูบกัน เธอพลิกตัวหันหน้าเข้าหาเขา นั่งบนตักแนบชิด ก่อนจะปล่อยใจไปกับจังหวะที่แสนเร่าร้อน
จนเขาต้องเตือนเบา ๆ “ลี่ลี่ ที่นี่มันแค่แหล่งท่องเที่ยว เดี๋ยวคนมาเห็นเข้านะ”
เธอหอบหายใจ แก้มแดงจัด “งั้น…คืนนี้ฉันแอบไปหาที่เต็นท์นายเองก็ได้”
เขายิ้มรับ “อืม”
แล้วก็กอดจูบกันต่ออย่างแนบแน่น