ตอนที่ 29 : “ศาลาเล็ก ๆ รับพระโพธิ์ไม่ได้”
“หือ?”
“เมื่อกี้เธอว่าอะไรนะ?”
ในร้านอาหารริมทางผู้คนเสียงดังโหวกเหวก แถมเสียงฉู่โหย่วหรงก็กดต่ำจนจางเซียนแทบไม่ได้ยิน
“เปล่า…” เธอส่ายหน้าเบา ๆ ก่อนเปลี่ยนคำพูด “ฉันบอกว่า…เพลงนี้ฉันขอนะ!”
เธอตั้งสติแล้วเอ่ยต่อ “บอกมาเลย อยากได้เท่าไหร่?”
“เฮ้ย พวกเราสองคนสนิทกันขนาดนี้ จะมาคิดเงินกันทำไมเล่า เอาไปเลย อยากร้องก็ร้อง!”
จางเซียนโบกมืออย่างใจป้ำ
“งั้นก็เซ็นสัญญาแบ่งรายได้กันไปเลย”
เธอไม่คิดจะเอาเปรียบ เพราะรู้จักเขามาพอควร—คนอย่างจางเซียนเห็นเงินแล้วตาลุกเป็นไฟ ไม่น่ามายกของให้ฟรี ๆ แน่
แต่รอบนี้เธอคิดผิดไปจริง ๆ …เพราะในสายตาจางเซียน ตอนนี้ฉู่โหย่วหรงคือ “คนของเขา” แล้ว ไม่ว่าเธอหาเงินได้เท่าไหร่ สุดท้ายเขาก็มีสิทธิ์รับสองเท่า การให้สิทธิ์เพลงไปสักเพลง มันก็เรื่องเล็กน้อยอยู่ดี
แน่นอน ถ้าเธอจะเซ็นแบ่งรายได้ด้วยก็ยิ่งดี …รายรับยิ่งมากขึ้นอีก
“งั้นแอดกันในแอป Copyright Net เลย”
“ชื่อผู้ใช้ฉันตรงกับชื่อจริง”
เธอหยิบมือถือขึ้นมา แอปนี้เป็นศูนย์กลางการทำสัญญาลิขสิทธิ์เพลงแทบทั้งหมด ทั้งสะดวกและป้องกันการโกง
“โอเค!”
จางเซียนค้นชื่อเธอแล้วกดติดตาม ก่อนส่งสัญญาแบ่งสิทธิ์เพลง 《มีศักดิ์ศรี》 ไปให้
ฉู่โหย่วหรงรีบเซ็นออนไลน์เรียบร้อย แต่ระหว่างนั้นเธอก็เพิ่งสังเกตว่า—เพลงนี้ลงทะเบียนลิขสิทธิ์ไว้ตั้งแต่หลายวันก่อนแล้ว!
ที่แท้ “สามแก้วหนึ่งเพลง” เมื่อกี้ มันก็แค่การแสดงโชว์เท่านั้นเอง
แต่ถึงจะเป็นการแสดง คุณภาพเพลงก็ทำให้เธอทึ่งอยู่ดี โดยเฉพาะแนวเศร้าเลิกราแบบนี้ เธอยังไม่เคยร้องมาก่อน ถือเป็นการลองแนวใหม่ได้พอดี
“หืม…เซียนอวี่มิวสิก?”
ฉู่โหย่วหรงเห็นชื่อบริษัทในสัญญาแล้วเลิกคิ้ว “นี่นายเซ็นสังกัดค่ายเพลงแล้วเหรอ?”
“ก็ใช่สิ บริษัทที่พ่อฉันเพิ่งตั้ง ตอนนี้มีศิลปินอยู่คนเดียวคือพ่อนั่นแหละ ส่วนฉันก็เป็นนักแต่งเพลงประจำ”
จางเซียนตอบอย่างไม่คิดปิดบัง
“อ๋อ อย่างนี้นี่เอง…”
เธอกะพริบตา ก่อนพูดด้วยเสียงเจือเลศนัย “ถ้าอย่างนั้น…เพิ่มฉันเข้าไปอีกคนสิ?”
“หา?!”
จางเซียนแทบสำลัก “อย่าบอกนะว่าเธอคิดจะมาร่วมค่ายบ้านฉันน่ะ?”
“ก็ฉันเป็นอิสระแล้ว จะไปอยู่ค่ายไหนก็ได้ทั้งนั้น”
เธอเม้มปากแล้วยักไหล่ “แต่เงื่อนไขต้องเป็นฉันเป็นคนตั้งนะ”
“เอ้า ว่ามาเลย อยากได้อะไรบ้าง?”
“ฉันขอเป็นหุ้นส่วน มีอิสระเต็มที่ แล้วก็…”
ความจริง หลังจากยกเลิกสัญญาเก่ามา เธอไตร่ตรองอนาคตไว้สองทาง—ตั้งค่ายเอง หรือร่วมกับค่ายอื่น ถ้าเลือกอย่างหลัง ก็ต้องตั้งเงื่อนไขชัดเจน
ทว่ายังไม่ทันพูดจบ จางเซียนก็ยกมือห้ามทันที
“เดี๋ยว ๆๆๆ ค่ายฉันมันก็แค่ร้านโชห่วยศาลาเล็ก ๆ เอง จะเอาพระโพธิ์ใหญ่อย่างเธอมายืนในนี้ได้ยังไง …ไปหาที่ใหญ่กว่านี้เถอะ”
เงื่อนไขเยอะเกินไป …เขากลัวสุดท้ายจะกระทบ “แผนนอนกิน” ของตัวเองนั่นแหละ!
“อะไรนะ! นายไม่อยากให้ฉันเข้าค่ายเนี่ยนะ?”
ฉู่โหย่วหรงเบิกตากว้าง—ไม่อยากเชื่อว่ามีคนกล้าปฏิเสธเธอ
จางเซียนยักไหล่ “บริษัทฉันมันก็แค่กิจการครอบครัว ไม่มีแบ็ก ไม่มีเส้น ไม่มีพนักงานสักคน …จริง ๆ ไม่เหมาะกับเธอหรอก”
“ก็ได้! นี่เป็นคำพูดของนายเองนะ อย่ามานั่งเสียใจทีหลังล่ะ!”
เธอถลึงตาใส่ด้วยความโกรธ—ทั้งที่เธออุตส่าห์ยอมลดตัวมาขอแท้ ๆ!
…
หลังมื้อค่ำจบลง
จางเซียนเมา ๆ เลยจอดรถทิ้งไว้ที่ลานร้าน เดินกลับบ้านเอง ส่วนโหย่วหรงโบกแท็กซี่ไป
บนเบาะหลังแท็กซี่ เธอหยิบกระดาษเนื้อเพลง 《มีศักดิ์ศรี》 ที่เขาเขียนขึ้นมา ลองฮัมเบา ๆ ตามทำนอง รู้สึกอินยิ่งกว่าตอนแรก
อาจเพราะแอลกอฮอล์ อาจเพราะบรรยากาศการ “เลิก” ยังอวลอยู่ มันเลยแทงใจเป็นพิเศษ
“คุณคนขับ เปลี่ยนไปสตาร์ไลท์เซ็นเตอร์แทนค่ะ ไม่ต้องไปหยู่จิ้งหยวนแล้ว”
ใกล้ถึงบ้านอยู่แล้ว เธอกลับเปลี่ยนใจ—อยากบันทึกเพลงนี้ทันที
“พี่ถัง ว่างไหม ฉันอยากอัดเพลง ตอนนี้เลย!”
จากนั้นเธอโทรต่อหาหานจื่อเวย—เพื่อนสนิท “เวยเวย เธออยู่ไหน ฉันจะไปอัดเพลงที่สตาร์ไลท์เซ็นเตอร์…”
…
หนึ่งชั่วโมงถัดมา ในห้องอัด
หานจื่อเวยมาถึงก่อนใคร “นี่มันอะไรกันยะ ดึกดื่นป่านนี้ อยู่ ๆ จะอัดเพลง?”
“ก็เพราะบังเอิญได้เพลงดี เลยอยากรีบอัดทันทีไง”
“เพลงอะไรของใคร ทำไมถึงจริงจังขนาดนี้?”
โหย่วหรงไม่ได้ตอบตรง ๆ แค่ยื่นต้นฉบับให้ดู
“โอ้โห! ยังเขียนมือด้วย!”
เวยเวยมองด้วยความตื่นเต้น—สมัยนี้ไม่ค่อยมีใครใช้ต้นฉบับเขียนมือแล้ว
เธออ่านเนื้อเพลงจบก็พยักหน้า “ก็ใช้ได้อยู่นะ แต่ไม่ได้ถึงขั้นว้าวเว่อร์หรอก”
“เธอไม่ได้เพิ่งอกหักนี่นา จะเข้าใจอะไร”
“อ้าว งั้นนี่แปลว่าเธอเพิ่งเลิกกันจริง ๆ น่ะสิ?”
เวยเวยยิ้มเจ้าเล่ห์แซวทันที “อย่าบอกนะว่าเธอดันไปชอบเจ้านักตกปลาคนนั้นเข้าจริง ๆ แล้ว?”
“บ้าเหรอ!”
โหย่วหรงปฏิเสธทันควัน …แต่ยังไม่ทันพูดอะไรต่อ ประตูห้องอัดก็เปิดออก
ชายวัยกลางคนเดินเข้ามาพร้อมทีมดนตรี—เขาคือ ถังเสี่ยวป๋อ โปรดิวเซอร์ชื่อดังที่เธอเพิ่งโทรตามมา
…
ขณะเดียวกัน ที่ตรอกตงหลิว
จางเซียนเพิ่งเดินถึงปากซอย ก็เห็นหลิวตงซวี่กับหวังเจียเจียแอบลงจากเบาะหลัง Tesla ดูยังไงก็รู้ว่าพึ่ง “ไปทำธุระ” กันมา
เพราะรถจอดหลบอยู่ในเงามืด ถ้าไม่ได้เห็นประตูเปิด เขาก็คงไม่รู้ด้วยซ้ำ
“เฮ้ พี่เซียน รอเดี๋ยวสิ!”
ตงซวี่ตะโกนเรียก เขาเลยต้องหยุด
“ไปเดตมาเหรอ?”
เจียเจียรีบเดินเข้าบ้านไป ส่วนตงซวี่วิ่งตามมาคุยต่อ
“อืม กินข้าวมานิดหน่อย”
“โอ๊ย พี่เซียน ชีวิตนายมันช่างสุขสบายจริง ๆ”
ตงซวี่ควักบุหรี่ออกมาแบ่งจุดไฟให้ พร้อมเอ่ยเสียงจริงจัง “ว่าแต่…ฉู่โหย่วหรงตกลงแล้วใช่ไหม ว่าจะมาเป็นพยานงานแต่งฉัน?”
“อืม เธอตกลงแล้ว”
“สุดยอด! อย่างนี้งานแต่งฉันมีหน้ามีตาแน่!”
เขายิ้มแก้มปริ ก่อนเสริมอย่างภูมิใจ “จริงสิ ฉันยังส่งการ์ดเชิญให้หลินซีเวยด้วยนะ คงมาแน่ ๆ แต่ไม่ต้องห่วงหรอก ฉันไม่มีทางบอกโหย่วหรงว่าเธอเป็นแฟนเก่านายหรอก”
“คิดดูสิ นายกับเธอก็ไม่เจอกันหลายปีแล้ว งานนี้ก็ดีเลย ได้เจอกันอีกครั้ง …แต่จำไว้นะ แค่เจอกันเฉย ๆ อย่าให้ถึงขั้นรื้อฟื้นความหลังล่ะ!”