ตอนที่ 52 : ขับแกร็บคาร์มันยากเกินไป!
ตอนแจกปลา จางเซียนก็มี “เทคนิค” อยู่เหมือนกัน
ขาสวย หน้าตาดี—ได้ปลาตัวใหญ่
หน้าตาธรรมดา—ก็หยิบไปตัวเล็ก ๆ เน้นตามหลัก “ดูหน้าแล้วค่อยแจกปลา”
จางเซียนแจกอยู่เพลิน ๆ จู่ ๆ ขาเรียวสวยตรงหน้าก็กลายเป็นขาใหญ่เท่าต้นเสาไฟ
เขาเงยหน้าขึ้นมอง ก็เห็นว่าเป็นพี่สาวขายไส้กรอกข้าง ๆ ไม่รู้ไปเปลี่ยนชุดตอนไหน สวมกระโปรงใส่ถุงน่องหนา ๆ ที่ไปหามาจากไหนไม่รู้ ทำให้ต้นขาที่ใหญ่เดิมอยู่แล้ว ยิ่งดูหนาเข้าไปอีก
“น้องชาย ทีนี้ฉันได้ปลาแล้วใช่มั้ย”
พี่สาวขายไส้กรอกยิ้มจนเห็นฟัน
“เอ่อ…ได้สิ”
กฎเขาเขียนเอง จะไม่ให้ก็ไม่ได้ จางเซียนเลยควานหาปลาตัวเล็กที่สุดจากตาข่ายแล้วส่งให้
เห็นดังนั้น พี่สาวขายไส้กรอกโวยขึ้นทันที “น้องชาย เปลี่ยนตัวให้หน่อยสิ ตัวนี้มันเล็กไปแล้ว!”
“แจกแบบสุ่มครับ!”
จางเซียนทำหน้าจริงจังพูดสั้น ๆ แล้วตะโกนต่อ “คนต่อไป!”
“น้องชาย แบบนี้มันเลือกปฏิบัตินะ!”
“ใช่ ๆ ไม่มีใครเขาทำกันหรอก!”
พี่สาวขายไส้กรอกโวยวายเสียงดัง แต่คนที่ยืนดูอยู่รอบ ๆ กับคนที่ต่อคิวอยู่กลับทนไม่ไหว
“เขาอุตส่าห์แจกฟรี ยังจะเลือกอีก!”
“จริงด้วย เอาของฟรีก็เอาไปสิ จะเอาอะไรนักหนา!”
“ไม่เอาก็ยกมาให้ฉัน ฉันไม่เกี่ยงหรอก!”
“รีบไปเถอะ อย่ามาขวางพวกเราเลย…”
พอโดนคนรอบข้างต่อว่า พี่สาวขายไส้กรอกเลยได้แต่เดินจากไปอย่างหัวเสีย แต่ปากก็ยังบ่นไม่หยุด “พอเป็นสาวสวยก็ได้ปลาตัวใหญ่ พอถึงฉันได้ตัวเล็ก สมัยสาว ๆ ฉันก็เคยเป็นดาวหมู่บ้านเหมือนกันนะ!”
เท่านี้กฎลับของจางเซียนก็ถูกพี่สาวขายไส้กรอกพูดออกมาหมดเปลือก
แต่ก็ดีเหมือนกัน เพราะพอผู้หญิงที่ต่อคิวอยู่ได้ยิน ต่างก็แอบดึงชายกระโปรงขึ้นอีกนิดเพื่อโชว์เรียวขาเพิ่ม—ก็ไม่ได้เสียหายอะไรนี่
ผลก็คือ ต่อไปพอถึงตาคุณนายที่กระโปรงสั้นหน่อย จางเซียนก็หยิบปลาตัวใหญ่ให้ทันที
“คนต่อไป!”
คุณนายคนนั้นดีใจสุด ๆ อุ้มปลาตัวใหญ่ไปแบบอารมณ์ดี พอจางเซียนหันไปมองคนถัดไป เขาก็แทบช็อก
เพราะคราวนี้เป็นลุงขายปลาหมึกย่างแผงตรงข้าม!
ลุงเล่นหาถุงน่องตาข่ายสีดำมาสวม สูงถึงเข่า แต่ขนขาโผล่ออกมาเป็นกระจุก ๆ เหมือนเผือกสองหัว!
“โอย พี่ครับ เล่นจริงเล่นจังไปหน่อยแล้ว!” จางเซียนปากกระตุกหนักมาก
“น้องชาย ฉันก็อยากกินปลานี่นา!” ลุงขายปลาหมึกย่างหัวเราะ “ป้ายเขียนชัดเจน ใส่ถุงน่องก็รับปลาได้!”
“เอ่อ…ก็ถูกของพี่นะ”
กฎเขียนเองก็ต้องทำตาม จางเซียนเลยหยิบปลาหนึ่งตัวส่งให้ แต่ในใจคิด—ครั้งหน้าต้องเพิ่มเงื่อนไข “รับปลาได้เฉพาะผู้หญิงอายุ 18–40 ปี”
ลุงขายปลาหมึกย่างหัวเราะยกปลากลับไป ท่ามกลางเสียงหัวเราะครืน ๆ ของคนที่ยืนมุง
ไม่นานนัก ปลาก็หมดเกลี้ยง
“ขอโทษนะครับทุกคน วันนี้ปลาหมดแล้ว”
“มีวาสนาค่อยเจอกันใหม่วันพรุ่งนี้”
จางเซียนยกตาข่ายเปล่า ๆ ขึ้นมาโชว์
เหลือคนต่อคิวอยู่สิบกว่าคน ได้แต่ส่ายหัวสลายตัวไป แต่บางคนก็ไม่ยอมง่าย ๆ มีสาวอารมณ์ดีเข้ามาขอ WeChat “พี่สุดหล่อ แอดไว้หน่อยสิ พรุ่งนี้แจกอีก ฉันจะได้รีบมา”
“ก็ได้” เห็นว่าเธอหน้าตาดี จางเซียนเลยกดแอดทันที
เก็บของขึ้นมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า เตรียมจะกลับบ้าน แต่ทันใดนั้นก็มีเสียงเรียกดังขึ้น
“ซีเวย เธอมาอยู่ที่นี่ได้ไง?”
จางเซียนหันไป ก็เห็นว่าเป็น หลินซีเวย
“ฉันเช่าบ้านอยู่ที่นี่” หลินซีเวยชี้ไปทางคอนโด
“โอ้ งั้นก็ใกล้บ้านฉันเลยนะ” บ้านเขาห่างแค่สี่ห้ากิโลเอง
“เห็นนายแจกปลา แล้วต้องใส่ถุงน่องถึงจะรับได้ ไม่เคยรู้เลยนะว่ามีรสนิยมแบบนี้ด้วย” หลินซีเวยแซว
“คนมันก็เปลี่ยนกันได้นี่” จางเซียนหัวเราะ ก่อนหยิบปลาตัวใหญ่ที่เก็บไว้ “เหลืออยู่สองตัว เอาไปทำกินไหม?”
“แต่ฉันไม่ได้ใส่ถุงน่องนะ ไม่ตรงกติกานี่” หลินซีเวยเม้มปาก ตอนนี้เธอใส่กางเกงยีนส์รัดรูป ถึงไม่ใช่ถุงน่อง แต่ก็เน้นสัดส่วนชัดเจนจนเรียกว่าสวยสะท้านได้อยู่
“เราสนิทกันขนาดนี้ จะพูดกติกาอะไรอีกเล่า”
เขายิ้มให้ “งั้นเดี๋ยวฉันเอาปลาส่งให้ที่ห้องเลย จะได้รู้จักบ้านด้วย”
“ก็ได้ ขอบใจนะ” หลินซีเวยลังเลนิดหน่อย ก่อนพยักหน้า
“โอเค เชิญขึ้นรถครับ”
เธอไม่เล่นตัว นั่งซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์เขาไปถึงตึก 3
ที่ลานออกกำลังหน้าตึก มีชายวัยสามสิบกำลังจูงหมาอยู่ พอเห็นหลินซีเวยก็รีบพุ่งเข้ามา—ชัดเลยว่ามารอดัก
“คุณหลิน คนนี้คือ…?”
เขาคือ โจวเผิง สายตาที่มองจางเซียนเต็มไปด้วยความเป็นศัตรู
ไม่รอให้เธอแนะนำ จางเซียนยื่นมือพร้อมรอยยิ้ม “ผมชื่อจางเซียน เซียนแบบปราชญ์”
“โจวเผิง” เขาจับมือ แต่รู้สึกเปียก ๆ คาว ๆ
หลินซีเวยไม่สนใจเขาเลย เดินเข้าตึกไป จางเซียนรีบตามไป
โจวเผิงก้มดมมือ—กลิ่นคาวปลาชัด ๆ “อะไรนะ ผู้ชายขายปลา?”
…
ในลิฟต์ จางเซียนถาม “เมื่อกี้ไอ้หมานั่นตามจีบเธออยู่ใช่ไหม?”
“ก็ใช่ น่ารำคาญจะตาย” หลินซีเวยถอนหายใจ
“นั่นแปลว่าเธอยังฮอตอยู่นะ มีแต่คนตามจีบ”
“แต่ก็ยังสู้นายไม่ได้หรอก จะได้แต่งกับดาราดังแล้วนี่” เธอตอบเสียงเนือย
“อ้าวๆๆ ฟังเหมือนหึงเลยนะ!” เขาหัวเราะ
หลินซีเวยทำไม่สนใจ เดินออกลิฟต์ไป
ห้องเช่าของเธอเป็นห้องเล็ก ๆ สี่สิบกว่าตาราง แต่สะอาดเรียบร้อย ดูแล้วเจ้าของใส่ใจ
“ไม่มีรองเท้าแตะผู้ชาย มีแค่แบบใช้ครั้งเดียว” เธอยื่นให้
“ยังไม่มีแฟนเหรอ?” เขาถามทั้งที่รู้อยู่แล้ว—เพราะเส้นแดงยังโยงมาที่เขา
“ก็ใช่น่ะสิ ไม่เหมือนเธอ มีแฟนตั้งสี่คนแล้วมั้ง?”
“โห แอบติดตามฉันด้วย?”
“เปล่า! เพื่อนเล่าให้ฟัง”
เธอหยิบโค้กมาให้ “ยังชอบดื่มนี่อยู่ไหม?”
“แน่นอน ฉันเป็นคนรักเดียวใจเดียวเชียวนะ!”
เสียงเปิดกระป๋องดัง “ป็อง!” เขาซดโค้กเต็มอึก
“ไม่อยากจะเชื่อหรอก” เธอส่ายหัว หยิบโซดามานั่งตรงข้าม
“ถ่ายพรีเวดดิ้งเสร็จแล้ว คิดจะแต่งเมื่อไหร่?”
“ทำไม สนใจจะมาใส่ซอง?”
“ใครบอกว่าจะไป!”
“ความสัมพันธ์เราขนาดนี้ ไม่ไปก็ไม่เหมาะนะ”
“ความสัมพันธ์บ้าอะไรของแก?”
“ก็เพื่อนเก่า กับ…แฟนเก่าไง”
“เพี๊ยะ! ใครแฟนเก่าไม่ทราบ!” เธอกลอกตา
เขายักไหล่ “จริง ๆ แล้วฉันเลิกกับฉู่โหย่วหรงแล้วนะ”
“หา? เพิ่งถ่ายพรีเวดดิ้งเองไม่ใช่เหรอ!”
“ก็วันนั้นดันเจอเธอไง โหย่วหรงโกรธจัด ทะเลาะกันยกใหญ่ เลยเลิกกัน”
เขาโกหกหน้าตาย
“แต่วันแต่งงานของหลิวตงซวี่ เธอยังไปอยู่นี่”
“นัดไว้ก่อนแล้ว จะยกเลิกก็เกรงใจ”
เขายักไหล่แล้วซดโค้กอีกอึก
“จริงดิ เลิกกันแล้ว?”
สีหน้าหลินซีเวยแอบยิ้มเล็กน้อย
“เดี๋ยว ๆ ดูเหมือนเธอกำลังสะใจนะ!”
“เปล๊า!”
“ฮึ ๆ ยิ้มออกแล้วล่ะสิ” เขาทำหน้ายียวน “ไม่เป็นไร เกาะผู้หญิงกินไม่สำเร็จ ก็ต้องหากินเองแล้ว”
“ที่บ้านฉันไม่มี ‘ข้าวสุก’ ให้เกาะหรอกนะ แต่ทำกับข้าวให้กินมื้อหนึ่งได้”
บรรยากาศดีขึ้น เธอลุกไปทำอาหาร
สักพักก็มีสี่กับข้าวหนึ่งซุป รสชาติดี จางเซียนซัดไปสองจานเต็ม ๆ
ออกจากห้องมาท้องป่องทั้งคู่ รู้สึกเหมือนเพื่อนเก่ามานั่งรื้อฟื้นความหลังกันมากกว่า
…
พอลงมาตึกอีกที โจวเผิงยังนั่งรออยู่!
เขารีบเข้ามาทัก “คุณจาง เป็นญาติกับคุณหลินหรือเปล่า?”
“ไม่ใช่” จางเซียนยิ้มบาง ๆ “เธอเป็นแฟนผม”
“หา?!”
โจวเผิงช็อกทันที ตั้งแต่จีบมาสองเดือนยังไม่เคยได้รับโอกาส แต่ดันถูก “คนขายปลา” ปาดหน้าไปแล้ว!
จางเซียนไม่พูดอะไรต่อ ขึ้นมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าขี่ออกไป ทิ้งโจวเผิงยืนงงอยู่ตรงนั้น
…
ก่อนกลับบ้าน เขาแวะตลาดกลางคืนโชว์ปลาตัวใหญ่ติดท้ายรถ พอเจอเพื่อนบ้านก็อวดทันที
“จาง นี่ปลากี่กิโล?”
“ไม่มากหรอก เจ็ดแปดโลเอง”
…
จนเจอ พังเฟย เพื่อนบ้านอีกคนหอบกระเป๋าโน้ตบุ๊กกลับมาดึก ๆ
“โห จาง นายชีวิตดีจริง ๆ ฉันนี่เหมือนวัวเหมือนลาเลย!”
“ดีอะไรกัน ฉันก็ตกงานอยู่เนี่ย” จางเซียนตอบ
แล้วไม่นาน หลิวตงซวี่ ก็เดินมา หน้าตาหม่นหมอง
“อ้าว ดึกขนาดนี้เพิ่งเลิกงานเหรอ?” พังเฟยทัก
“เอ่อ ใช่…เพิ่งเลิกงาน” เขาตอบเสียงอ่อย
จริง ๆ แล้วหลิวตงซวี่ยังไม่ได้งาน เรื่องนี้มีแค่จางเซียนที่รู้
พอพังเฟยเข้าซูเปอร์ไป หลิวตงซวี่ก็สารภาพออกมาเสียงเศร้า “พี่จาง ขับแกร็บคาร์มันยากเกินไปแล้ว! ทั้งวันได้แค่สองร้อยกว่า โดนร้องเรียนหักไปร้อยห้าสิบ โดนค่าปรับจอดผิดที่อีกหนึ่งร้อย พอหักค่าไฟ ค่านู่นนี่ วันหนึ่งออกมาแล้วติดลบอีกตั้งร้อยกว่า…”