ตอนที่ 23 : กู่เซิงเกอถูกสกัดกั้น — “ขอยืมคู่บำเพ็ญเจ้าสักสองสามวัน!”
“ศิษย์พี่หญิงหนานกง ที่ผู้สืบทอดกู่กล่าวมา เป็นความจริงหรือไม่”
ณ สระเซียนอันสงบเย็น หมอกขาวหนาทึบปกคลุม ผืนน้ำเย็นยะเยือกจนกระดูกแทบแข็งกลายเป็นน้ำแข็ง หิมะที่สะสมมานับหมื่นปีไม่เคยละลาย เกล็ดน้ำแข็งศักดิ์สิทธ์ปกคลุมไปทั่ว สภาพดุจแดนขั้วเหนืออันหนาวเหน็บ ที่ปกติผู้บำเพ็ญทั่วไปไม่กล้าเหยียบย่างแม้ครึ่งก้าว
ศิษย์หญิงผู้หนึ่งที่รับหน้าที่นำสาร ยืนอยู่ริมสระ เธอค้อมกายเล่าถ้อยคำของกู่เซิงเกอซ้ำต่อหน้าหนานกงฉีเยว่
นับจากครึ่งเดือนก่อน จนถึงยามนี้ นางแปรเปลี่ยนไปสิ้นเชิง เสื้อผ้าสีขาวบางเบาแม้ไร้ความอบอุ่น กลับยืนนิ่งท่ามกลางความเย็นเยียบได้ ผมยาวดกดำสามพันเส้นบัดนี้กลายเป็นหิมะขาวโพลน ใบหน้างามซีดไร้โลหิต ขอบตาคล้ายประดับด้วยเกล็ดน้ำแข็ง ลมหายใจอบอวลด้วยความเศร้าสร้อยที่มิอาจสลาย
นี่กระมัง…ที่คนกล่าวกันว่า “โศกาใดเล่าจะใหญ่เกินหัวใจแตกสลาย”
เพราะการหลงเชื่อผู้อื่น ทำให้ต้องสูญเสียน้องสาวอันเป็นที่รัก
เพราะความเขลาของตน ทำให้ผู้ที่เคยรักต้องตัดขาดสิ้นเยื่อใย
หนานกงฉีเย่ว่อย่างเจ้าช่างน่าสมเพชจริง ๆ สมควรแล้วที่ได้รับชะตากรรมเช่นนี้!
ศิษย์หญิงผู้นำสารเห็นนางเงียบไม่ตอบ ก็มิกล้ารบกวนอยู่นานนัก ยิ่งเมื่อมีคำสั่งของ “ผู้ปกครองสูงสุดฝ่ายหญิง” ห้ามผู้ใดไปรบกวนการข่มจิตตนของหนานกงฉีเยว่ หากมิใช่นางเคยมีบุญคุณช่วยชีวิตไว้ คงไม่กล้ามาส่งข่าวเด็ดขาด
เวลาล่วงเลยเนิ่นนาน ปรากฏเพียงขนตาที่เกาะด้วยเกล็ดน้ำแข็งไหวเล็กน้อย แล้วเสียงหัวเราะเย้ยหยันก็ดังสะท้อนขึ้นภายในสระเซียน ก่อนทุกสิ่งกลับคืนสู่ความเงียบอีกครั้ง
…
เรือน “เสวียนเทียนโหลว” ตั้งอยู่ในแคว้นห้าวหราน ห่างจากแคว้นเชียนเทียน ไปไกลนับหมื่นลี้ กู่เซิงเกอกับตันไถชิงเสวียนใช้ค่ายส่งข้ามแคว้นของสำนัก ข้ามพริบตาก็มาถึงเขตแดนห้าวหราน
เมืองม่อหยุนเฉิง เป็นหนึ่งในสิบเก้าเมืองใหญ่ของที่นี่ เลื่องชื่อด้วยหินหมึก อันเป็นวัตถุใช้ในการบำเพ็ญสายขงจื๊อโดยเฉพาะ
ค่ายส่งข้ามแคว้นที่ประตูตะวันออกส่องสว่าง สองเงาร่างปรากฏออกมา
หนึ่งคือหนุ่มอาภรณ์ขาว งามสง่าเหนือปุถุชน ลายสายฟ้าเงินเด่นอยู่ระหว่างคิ้ว รัศมีสูงส่งไม่แปดเปื้อนฝุ่นธุลี อีกหนึ่งคือสตรีเย็นชางามล้ำโลกีย์ รูปโฉมเพียบพร้อมจนแม้สวมอาภรณ์กว้างใหญ่ ก็ยังมิอาจบดบังส่วนเว้าส่วนโค้งจนชุดแทบจะตึงขาด
เพียงปรากฏตัว ก็เรียกสายตาผู้คนรอบค่ายส่งให้หันมามองแทบทั้งสิ้น โดยเฉพาะสตรีงามคนนั้นที่ทำให้ผู้คนแววตาเปลี่ยนไปมากกว่า
หัวหน้าหน่วยพิทักษ์ค่ายส่งเหลือบตามาเห็นกู่เซิงเกอ ถึงกับผงะคล้ายจำได้ทันที
เห็นตันไถชิงเสวียนดึงดูดความสนใจมากเกินไป กู่เซิงเกอจึงหยิบหมวกโปร่งคลุมหน้าออกมาให้นางสวม เพื่อกันทั้งสายตาคนและจิตสัมผัสสอดส่อง
จากนั้นเขากุมมือเรียวนุ่มของนาง พาเดินออกจากค่ายส่งไป
“ศิษย์พี่ นางงามผู้นั้นช่างน่าลิ้มลองนัก โดยเฉพาะความเย็นชานั้น ข้าอยากลองชิมรสจริง ๆ เสียแล้ว”
ท่ามกลางฝูงชน มีชายหนุ่มรูปร่างผอม ผมมันเงาแต่งกายประณีต แลบลิ้นเลียริมฝีปากด้วยสายตาลามกใส่เงาหลังของตันไถชิงเสวียน
ข้างเขายังมีชายร่างใหญ่เต็มไปด้วยขนดำที่หน้าอก พยักหน้าเออออทันที “จริงนัก โดยเฉพาะสะโพกนั่น…กระดิกทีไรแทบจะขาดใจ!”
“ฮ่า ๆ เช่นนั้นเราลงมือกันอีกคราเถอะ”
คนทั้งสอง คือ อวิ๋นป๋อกวง และ หลี่กุย ศิษย์สำนักเทียนเต๋า ที่เมื่อค่ำวานก็เพิ่งก่อเหตุสกปรกมา ทั้งที่ตั้งใจจะพัก แต่เมื่อเจอหญิงงามเช่นนี้ ความอยากก็ห้ามมิได้
คำพูดสกปรกที่ไม่คิดอายฟ้าดิน ทำให้เหล่าผู้บำเพ็ญที่ได้ยินต่างมองด้วยสายตาดูแคลน แต่สองคนกลับกร่างโวยวายข่มขู่ โชว์ขวานยักษ์ที่ยังมีคราบโลหิตและเศษเนื้อติดอยู่ ราวกับภูตผีคร่ำครวญ
ผู้คุมค่ายขนส่งแม้อยากปราบปราม แต่พอได้ยินว่าสองคนนี้คือศิษย์สำนักเทียนเต๋า ก็ได้แต่ข่มโทสะกลืนคำ เพราะทุกคนรู้ว่าสำนักเทียนเต๋าขึ้นชื่อในห้าวหรานว่าเป็น “สำนักโจร” ฆ่าปล้นไม่เว้นวัน มีเพียงหัวหน้าสำนักที่พลังเหนือขั้น จึงไร้ผู้ใดกล้าหือ
“รีบตามไป อย่าให้แม่นางนั้นหนีรอด!”
สองคนแสยะยิ้ม กวัดแกว่งขวานยักษ์ วิ่งไล่ตามกู่เซิงเกอกับตันไถชิงเสวียนไป
หัวหน้าหน่วยผู้คุมค่ายส่งมองตามแล้วส่ายหน้า สายตาเหมือนมองคนตายเดินได้
เขาจำบุรุษอาภรณ์ขาวนั้นได้ถนัดตา—กู่เซิงเกอ ผู้สืบทอดแห่งสำนักเทียนคุน ผู้ครอบครองดวงเนตรโบราณ!
ไม่ว่าอีกฝ่ายจะเป็นศิษย์สำนักเทียนเต๋าหรือมีใครหนุนหลัง หากคิดรังควานบุรุษผู้นี้…ก็เท่ากับหาที่ตายเอง!
…
ไม่นาน กู่เซิงเกอกับตันไถชิงเสวียนออกจากเมือง กำลังจะมุ่งไปเมืองเสวียนเทียน สถานที่ตั้งเสวียนเทียนโหลว พลันขวานยักษ์คู่หนึ่งพุ่งฟาดลงมาตัดหน้า สะเทือนพื้นดินกระจายเป็นหลุมขวางทางไว้
เสียงหัวเราะหยันดังขึ้นจากด้านหลัง
“คุณหนูเทพธิดาผู้งดงาม ได้โปรดหยุดเท้าไว้ก่อนเถิด”
อวิ๋นป๋อกวงกับหลี่กุยเดินกร่างเข้ามา ทั้งคู่สายตาหยาบช้าจ้องเพ่งเรือนกายของตันไถชิงเสวียน ราวกับอยากกลืนกินในทันที
หลี่กุยยังแผดเสียงข่มขู่ใส่กู่เซิงเกอ “เจ้าหนุ่ม เอาคู่บำเพ็ญของเจ้ามาให้พวกข้าเล่นสักสองสามวัน หากไม่ยอม…ก็ดูซิว่าเจ้าจะทนหมัดข้าได้กี่ที!”
ทันใด ใบหน้ากู่เซิงเกอฉับพลันหม่นดำ
“หึ…มดจินตันกระจอก ยังกล้ารังแกคู่บำเพ็ญของข้า”
เขายกมือช้า ๆ ตั้งใจจะเรียกพลังฟ้าดิน มลายสองหนอนแมลงนี้ไปในพริบตา
แต่ยังไม่ทันลงมือ—เสียงหลายสายก็ดังแทรกขึ้น
“ผู้สืบทอด เรามาช่วยท่านแล้ว!”