ตอนที่ 61 : ฝันย้อนคืนสู่โลกเดิม กู้เซิงเกอถูกยัดเยียด “โอ่วหลี่เก๋อ”!
“ที่นี่คือ…โรงพยาบาล?”
ห้องผู้ป่วยสีขาวสะอาดคลุ้งด้วยกลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อ กู้เซิงเกอมองสิ่งรอบตัว ทั้งเครื่องใช้ที่คุ้นตาแต่ดูแปลกแยกไปเล็กน้อย รวมถึงอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สมัยใหม่ ดวงตาเขาฉายแววประหลาดใจ
เขาก้มลงมองร่างตนเอง เห็นว่ากำลังสวมชุดผู้ป่วย ร่างกายซูบผอม มือซ้ายเสียบสายน้ำเกลือ ข้างเตียงแขวนขวดน้ำเกลือเอาไว้
“นี่คือการทดสอบที่หอถ่ายทอดมอบให้ข้ากระนั้นหรือ?”
เขาพึมพำกับตนเอง แต่ทำไมต้องเป็นโรงพยาบาล? หรือว่าหอถ่ายทอดสามารถอ่านความทรงจำของเขาได้?
ทั้งที่ในวิญญาณยังมีต้นไม้หัวใจสวรรค์และแผ่นหยกสร้างสรรค์คุ้มครองอยู่แท้ ๆ หอถ่ายทอดทำได้อย่างไร?
กู้เซิงเกอฝืนเอนกายพิงหัวเตียง ลองสื่อสารกับแผ่นหยกสร้างสรรค์ ทว่ากลับไร้การตอบสนองใด ๆ
แม้แต่สิ่งนั้นยังเงียบงัน…หอถ่ายทอดนี้จะทรงพลังถึงเพียงนั้นหรือ?
ใจเขาหนักอึ้งขึ้นมา—ครั้งนี้การทดสอบไม่ง่ายดายแน่!
เขายกมือกดปุ่มเรียกพยาบาล
แม้ยังไม่เข้าใจว่าหอถ่ายทอดกำหนดทดสอบอะไร แต่ก็ไม่อาจเอาแต่นิ่งเฉย ต้องลองสืบค้นไปทีละก้าว
ไม่นาน เสียงเคาะประตูดัง ก่อนร่างพยาบาลฝึกหัดสาวเดินเข้ามา
เมื่อเห็นกู้เซิงเกอลืมตา นางยิ้มกว้างทันที “คุณฟื้นแล้ว รู้สึกเป็นยังไงบ้างคะ ยังเจ็บตรงไหนอยู่ไหมคะ หิวหรือเปล่า?”
กู้เซิงเกอเอ่ย “ผมรู้สึกพอใช้ แค่หิวนิดหน่อย…ว่าแต่ ผมสลบไปนานเท่าไหร่แล้ว?”
“ตั้งแต่หลังผ่าตัดจนถึงตอนนี้ คุณหลับไปสามสิบเจ็ดชั่วโมงค่ะ หิวก็เป็นเรื่องปกติ รอสักครู่ เดี๋ยวจะให้คนเอาโจ๊กมาให้นะคะ ถึงจะผ่าตัดผ่านมาได้พักใหญ่แล้ว แต่คุณยังไม่ควรกินของหนักมาก”
พูดพลาง นางก็หยิบโทรศัพท์ออกมากดเรียกให้คนจัดเตรียม
พลันนึกขึ้นได้ จึงเอ่ยต่อ “อ้อ เกือบลืม ต้องแจ้งคุณพ่อคุณแม่ของคุณก่อนว่าคุณฟื้นแล้วนะคะ”
“พ่อแม่?” กู้เซิงเกอชะงัก
ในโลกเดิมเขาเป็นเด็กกำพร้า จะมีพ่อแม่จากไหน—หอถ่ายทอดช่างสร้างเรื่องได้เหลวไหลจริง!
พยาบาลเล่าต่อ “คุณประสบอุบัติเหตุรถชน เสียเลือดมาก ตอนนั้นโรงพยาบาลกำลังขาดเลือดกรุ๊ปเดียวกับคุณ พอดีมีคู่สามีภรรยามาตรวจร่างกายอยู่ เลยขอให้ภรรยาช่วยบริจาค แต่ภายหลังตรวจละเอียด พบว่าเข้ากับคุณมากเกินไป คล้ายญาติใกล้ชิด ก็เลยเปลี่ยนไปใช้เลือดจากเจ้าหน้าที่แทน”
“ต่อมาเราถึงได้รู้ว่าคุณเป็นเด็กกำพร้า แล้วสองคนนั้นแท้จริงก็คือพ่อแม่แท้ ๆ ของคุณ จะว่าไปก็นับว่าโชคดีท่ามกลางเคราะห์นะคะ ได้เจอครอบครัวจริง ๆ สักที”
กู้เซิงเกอฟังจบ ดวงตาฉายประกายพิศวง
…เรื่องราวนี่มันช่างน้ำเน่ายิ่งกว่านิยาย!
หลังพยาบาลจากไป เขานั่งครุ่นคิด—หอถ่ายทอดถึงกับสร้าง “พ่อแม่” ให้ตน เช่นนี้คงเพราะต้องการทดสอบสิ่งที่เขาเคยโหยหามาตลอดกระมัง?
แล้วการผ่านด่านคืออะไร—ต้องทำลายความสัมพันธ์เพื่อพิสูจน์หนทาง? หรือเรียนรู้รสชาติของสายใยครอบครัว?
…
ครึ่งชั่วโมงต่อมา คู่สามีภรรยาก้าวเข้ามา กู้เซิงเกอวางชามโจ๊กที่เพิ่งกินหมด หันมามอง “พ่อแม่” ที่หอถ่ายทอดจัดสรรให้
บุรุษในสูทหรูสง่า สตรีในกี่เพ้าสง่างามมีราศี แม้ก้าวย่างรีบร้อนแต่ยังคงท่าทางมั่นคง
ผู้หญิงคนนั้นนั่งลงข้างเตียง กุมมือเขาไว้ ดวงตาเอ่อคลอด้วยความดีใจ “ลูก แม่ดีใจจริง ๆ ที่ลูกฟื้นแล้ว รู้สึกตรงไหนไม่สบายบ้างไหมจ๊ะ ถ้าเจ็บตรงไหนบอกแม่ได้เลยนะ เดี๋ยวแม่ให้หมอตรวจให้อีกทีก็ได้”
กู้เซิงเกอถามสั้น ๆ “คุณเป็นใคร?”
หญิงนั้นยิ้มอบอุ่น “แม่เองจ้ะ แม่รู้ว่าลูกคงสับสนอยู่เยอะ เดี๋ยวแม่จะเล่าให้ฟังทีละเรื่องนะ”
นางบอกว่าตนชื่อหยูเม่ยหลิน ส่วนบุรุษคือกู้เทียนหาว ประธานเครือบริษัทยักษ์ใหญ่ “เซิ่งเทียนกรุ๊ป”
หยูเม่ยหลินเอามือกุมมือลูกชายไว้แน่น สายตาเต็มไปด้วยความอาลัย “เมื่อสิบเก้าปีก่อน ครอบครัวเราถูกคู่แข่งเล่นงาน ตอนนั้นพ่อกับแม่พลาดไปหน่อย แม่บ้านที่บ้านถูกซื้อตัวและลักพาลูกหายไป…พ่อกับแม่พยายามหามาตลอด ถึงแม้สุดท้ายเราจะจัดการพวกนั้นได้ จนล้มละลายและติดคุกไปแล้ว แต่ก็ไม่เจอลูกเลย”
นางเสียงสั่นเล็กน้อย ก่อนคลี่ยิ้มบาง “จนมาวันก่อน…วันที่แม่ไปบริจาคเลือดประจำปี ถ้าไม่ใช่เพราะเหตุบังเอิญนั้น แม่ก็คงไม่ได้พบลูกอีกแล้ว”
“เห็นไหมท่านกู้ ฉันบอกแล้วว่าการบริจาคเลือดปีละครั้งไม่เสียเปล่า สุดท้ายก็ทำให้เราได้เจอลูกชายกลับมา” หยูเม่ยหลินหันไปพูดกับสามี
กู้เทียนหาวเพียงพยักหน้า แต่สายตาที่มองลูกชายกลับแฝงความไม่พอใจ—จากการสืบข่าว เขารู้ว่ากู้เซิงเกอเติบโตในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า เรียนมหาวิทยาลัยไม่ถึงครึ่งปีก็ต้องออกมาทำงานโรงงาน ค่าแรงเพียงเล็กน้อย
ในสายตาของคนอย่างกู้เทียนหาว—ลูกชายของเขาควรจะเป็นคนที่โดดเด่นเหนือใคร หาใช่ตกต่ำเช่นนี้…
กู้เซิงเกอรับรู้ชัดเจน จึงเพียงยิ้มบาง—พ่อกำมะลอคนนี้ ดูท่าคงไม่ปลื้มตนเท่าไรนัก
เขาเอ่ยตรง ๆ “แล้วคุณจะพาผมกลับบ้านกู้ใช่ไหม?”
หยูเม่ยหลินพยักหน้า ยิ้มอ่อนโยน “ใช่จ้ะ ลูกคือคนในครอบครัวเรา ยังไงก็ต้องกลับบ้านกับพ่อแม่อยู่แล้ว”
กู้เทียนหาวแม้ไม่เต็มใจนัก แต่ก็ไม่ปฏิเสธ
กู้เซิงเกอไม่ขัดข้อง ยังไงเสียเขาต้องหาคำตอบให้ได้ว่าหอถ่ายทอดกำลังทดสอบอะไรอยู่
…
ในรถโรลส์รอยซ์หรู กู้เทียนหาวลอบสังเกตลูกชาย เห็นเขาไม่แสดงความตื่นตระหนกต่อความหรูหราใหม่ ๆ ใจลึก ๆ ก็พอใจอยู่บ้าง
กู้เซิงเกอทอดสายตาออกนอกหน้าต่าง มองตึกสูงระฟ้า ผู้คนวุ่นวาย และสัญญาณไฟแดงเขียว—ใจเขาอดระลึกถึงโลกเดิมไม่ได้
ครึ่งชั่วโมงต่อมา รถจอดในย่านคฤหาสน์หรู ก่อนหยุดหน้าบ้านสไตล์ยุโรปหลังใหญ่
หยูเม่ยหลินเหมือนนึกขึ้นได้ จึงเอ่ยกำชับ “เซิงเกอ แม่ลืมบอกไป จริง ๆ แล้วลูกยังมีพี่สาวห้าคน แล้วก็มีน้องชายอีกหนึ่ง—แต่น้องคนนั้นเป็นลูกบุญธรรม”
“ตั้งแต่ลูกหายไป พ่อของลูกกลัวว่าแม่จะเสียใจมากเกินไป ก็เลยไปรับเด็กจากสถานเลี้ยงเด็กมาเลี้ยงแทน พอลูกกลับมาแล้วก็ช่วยดูแลน้องด้วยนะ หลายปีมานี้ เขาอยู่ข้างแม่มาตลอด”
กู้เซิงเกอฟังแล้วถึงกับหัวเราะขื่น—
นี่มันไม่ใช่พล็อตน้ำเน่าในนิยายเว็บอย่างนั้นหรือ!
ให้ตายเถอะ หอถ่ายทอด เจ้ากล้าบังคับยัด “โอ่วหลี่เก๋อ” มาให้ข้าเชียวหรือ!
ข้าจะถล่มเจ้าให้แหลกเป็นผง!
(จบตอน)
*โอ่วหลี่เก๋อ เป็นนักปรุงอาหารวิญญาณเพื่อนของถังซาน ในนิยายเรื่องตำนานจอมยุทธ์ภูตถังซาน ถูกยกมาในเรื่องนี้เพื่อให้กู้เซิงเกอเปรียบเทียบกับ พล็อตละครน้ำเน่า–ตื้นเขิน ที่กำลังเกิดขึ้น เป็นการล้อเลียนว่า “เหตุการณ์แบบนี้มันน้ำเน่าราวกับฉากในตำนานจอมยุทธ์ภูตถังซาน ที่ โอ่วหลี่เก๋อ ใส่ร้ายพระเอก