ตอนที่ 100 : ปรากฏการณ์มหาเทพมารมายา · ศึกแดนวิญญาณกำลังจะเริ่มอีกครั้ง?
“เลี่ยเหยียน! เจ้าก่อเรื่องแล้ว!”
เสียงคำรามดังก้องสะท้านทั่วนครหมื่นกระบี่ สะเทือนสี่ทิศ เส้นแสงกระบี่ไร้เทียมทานสี่สายพุ่งขึ้นสู่ฟากฟ้า ดุจจะทะลวงฟ้าแผ่นดิน กักขวางเส้นทางหนีของประมุขกระบี่เพลิงเลี่ยเหยียนจนต้องเผยร่างแท้ มิอาจเร้นหลบได้อีกต่อไป
ประมุขกระบี่ชู่เยว่ ผู้เพิ่งสูญเสียศิษย์ในวันนี้ สีหน้าสงบนิ่งในยามปกติกลับแปรเปลี่ยนคล้ายภูเขาไฟระเบิด แววตาดุดุราวพยัคฆ์ คำรามก้องด้วยโทสะบ้าคลั่ง กระบี่วิญญาณประจำกายเหวี่ยงกวัด อานุภาพท่วมฟ้าดั่งภูผาถล่ม ร่วงกระแทกลงใส่เลี่ยเหยียน!
คมกระบี่แห่งชู่เยว่หนาแน่นมหาศาล หนักหน่วงประหนึ่งขุนเขาหลายหมื่นคีรีถล่มทลายลงมา แรงกดดันอันน่าสะพรึงบีบคั้นแม้แต่ช่องว่างของฟากฟ้าให้ยุบพัง อากาศพลันระเบิดแตกก้อง สิ่งที่มีรูปร่างหรือไร้รูปร่างล้วนถูกบดขยี้เป็นผุยผง สิ่งมีชีวิตใด ๆ หากเผชิญย่อมดับสูญสิ้น!
เลี่ยเหยียนเห็นชู่เยว่ลงมือด้วยสุดยอดกระบวนแรกถึงขั้นหมายฆ่าไม่ให้เหลือ ความกดดันมหาศาลถาโถมลงมาจนเขารู้สึกว่าร่างกายหนักหน่วงจนแทบยกไม่ขึ้น ใบหน้าซีดขาวพลันบิดเบี้ยว คำรามออกมาเสียงต่ำ
“น่าชัง! เจ้าคลุ้มคลั่งไปแล้วหรือไร คิดจะทำลายนครหมื่นกระบี่ทั้งเมืองเชียวหรือ!”
แต่เวลานี้หามีทางให้ลังเลไม่ เขาร่ายคาถาโบราณ มือดีดตราประทับ กระบี่วิญญาณสีแดงเพลิงสิบแปดเล่มพุ่งออกมาเรียงรายทั่วฟ้า แผ่เปลวเพลิงดุร้ายเดือดพล่านราวมังกรเพลิงสิบแปดตัวคำรามคำรน พุ่งต้านรับขุนเขาอันถล่มทลายลงมา
บูมมมม!!
เสียงระเบิดสนั่นสะเทือนฟ้าดิน ดังก้องทั่วนครหมื่นกระบี่ ภูผาสวรรค์ถล่ม เผชิญหน้ามังกรเพลิงสิบแปดตัว เสียงคำรามเจ็บปวดสั่นสะเทือนดั่งสัตว์เดรัจฉานร้องโหยหวน
แต่เพียงสามลมหายใจเท่านั้น—กระบี่เพลิงสิบแปดเล่มก็ถูกบดจนแตกละเอียด เศษกระบี่สาดเกลื่อนร่วงลงมาจากฟ้า!
เสียงโหยหวนแห่งกระบี่แตกดับสั่นสะเทือนเก้าชั้นฟ้า ทำให้บรรดาศิษย์ผู้ฝึกกระบี่ทั้งหลายหัวใจพลันบีบรัด บางคนถึงกับสบถออกมา
“บัดซบ! พวกเราทุ่มเททั้งชีวิตจึงหลอมกระบี่วิญญาณได้เพียงเล่มเดียว ไยเจ้ากล้าทำลายถึงสิบแปดเล่มรวด! นี่ไม่ใช่แค่กระบี่แตก แต่คือหัวใจพวกเราถูกบดขยี้!”
การกระทำของเลี่ยเหยียน ทำให้เหล่าเซวียนหยวนจิงเสินและจอมกระบี่อีกหลายคนที่ยังลังเลอยู่มิอาจทนได้อีกต่อไป ต่างระเบิดพลังโจมตีพร้อมกัน กระบี่วิญญาณสามสายสามสีพุ่งสะบัดดุจสายน้ำฟ้า กวาดกระหน่ำเข้าใส่เลี่ยเหยียน
แต่แล้ว—ประมุขกระบี่คูหรงกลับแผดเสียงกร้าว “เจ้าไม่ใช่เลี่ยเหยียน! เจ้าเป็นใครกันแน่!”
เลี่ยเหยียนได้ยินคำถาม สีหน้าก็พลันบิดเบี้ยวไปมา เมื่อเห็นว่าตนถูกเปิดโปงเสียแล้ว จึงมิคิดปิดบังอีกต่อไป เขาสะบัดแขนเพียงครั้งเดียว กระบี่พลังสามสายที่ถาโถมเข้ามาก็แตกสลายสิ้น!
ทันใดนั้น กลิ่นอายอำนาจรุนแรงเกินกว่าผู้ใดจะทัดทาน พลันแผ่ซ่านออกมา—มิใช่พลังแปรเทพชั้นสี่ หากแต่เป็น แปรเทพขั้นห้า (ฟาเซี่ยง) ที่เหนือกว่าประมุขทั้งหลายไปอีก!
ฟ้าสว่างใสเมื่อครู่กลับมืดดำคล้ำลงในบัดดล จันทราสีชมพูส่องลอยขึ้นเหนือฟ้า สาดแสงเร้นลับทอดรินทั่วหล้า แสงจันทร์ที่ตกต้องยังพื้นพิภพแปรเปลี่ยนเป็นเงามายานับหมื่นนับพัน ทอประกายดุจฝันลวง พร่างพรายจนจิตใจผู้คนแทบถูกดึงดูดให้ตกสู่ความลุ่มหลง
แม้กระบี่ภูผาทลายของชู่เยว่ที่โหมกระแทกลง ก็ถูกแสงจันทร์นั้นรองรับไว้ กลับมิอาจบดทำลายได้ ตรงกันข้ามกลับถูกผลักดันย้อนกลับทีละน้อย!
“นี่มัน…มายาแห่งจันทรา!”
เซวียนหยวนจิงเสินตะลึงงัน รีบรวบรวมพลังพิทักษ์จิตใจ เพราะรู้ชัดว่าแสงจันทร์นั้นคือ “อาณัติแห่งมายา” หากถูกสาดต้องย่อมถูกชักนำจิตสำนึก กลายเป็นหุ่นเชิดทันที
ประมุขกระบี่ทั้งหลายก็เช่นกัน ต่างเร่งรุดเข้าสู่ในนครหมื่นกระบี่ ปกป้องเหล่าศิษย์มิให้ถูกกลืนจิตไป
ชู่เยว่คำรามลั่น “จันทร์มายาฉายเก้าฟ้า ชักนำสรรพชีวิตสู่ห้วงหลงลืม! เจ้า…คือมหาเทพมารมายา!”
คำประกาศสิ้นสุด กระบี่ภูผาของชู่เยว่ฟาดลงอีกครั้ง ภูเขาแตกสะท้าน แรงกระบี่นั้นถึงกับบีบจนจันทร์มายาแตกสลาย เผยให้เห็นร่างแท้ของเลี่ยเหยียน
บนใบหน้าคร่ำเคร่งที่เคยเห็นกลับปรากฏรอยยิ้มยั่วเย้าคล้ายสตรี เสียงหัวร่อแปรเปลี่ยนเป็นนุ่มหวานเต็มไปด้วยเสน่ห์ “คิกคิกคิก…ชู่เยว่ช่างตาแหลม ที่แท้ก็มองออก—ใช่แล้ว ข้าก็คือ มหาเทพมารมายา”
สิ้นคำ ร่างเลี่ยเหยียนแตกปริออก เผยเงาอิสตรีในม่านหมอกสีชมพูเร้นลับ รูปร่างอรชรเย้ายวนซ่อนเร้นท่ามกลางควันพิษ แผ่กลิ่นอายมารสะท้านใจ
เซวียนหยวนจิงเสินกัดฟันกร้าว น้ำเสียงเยียบเย็น “ร่ำลือกันมานานว่า มหาเทพมารมายาแห่งแดนมารสวรรค์ ชื่นชอบลอกผิวหนังทำเป็นอาภรณ์ ที่แท้ประมุขกระบี่เพลิงเลี่ยเหยียนก็กลายเป็นผีเฝ้าผิวให้เจ้าจริง ๆ…ฝีมือยอดเยี่ยมนัก!”
เหตุใดพวกเขามิเคยจับพิรุธได้ ก็เพราะนางสวมใส่ผิวหนังของเลี่ยเหยียนอย่างแนบเนียนนี่เอง! วิธีโหดร้ายถึงเพียงนี้ สมเป็นอสูรมารนอกรีต
พลังอาฆาตสาดท่วมจากสายตาของบรรดาประมุข แต่กลับไร้ผู้ใดกล้าพุ่งเข้าใส่—เพราะตรงหน้า คือจอมมารอันดับเก้าแห่งแดนมารสวรรค์ พลังแปรเทพขั้นห้า หากไร้บรรพจารย์ออกมา เกรงว่ามิใช่คู่ต่อสู้เลย
“คิกคิกคิก…ชู่เยว่ เซวียนหยวน ขอบใจที่ชม แต่ผิวนี่นุ่งห่มช่างระคายผิวจริง ๆ เวลานี้ถอดออกแล้วสบายกายยิ่ง ข้าก็มิอยากคุยไร้สาระนัก พวกเรา—วันหน้ายังมีเวลาเจอกันอีก”
เสียงยังไม่ทันจาง—
ตูม!!
ประกายดาวนับหมื่นสายพลันทอแสงดุจห่าดาวตกจากฟ้า กระบี่ดาวนับไม่ถ้วนร่วงหล่นล้อมรอบ ดุจจักรวาลทลายโถมใส่นาง!
ทว่าช้าไปเพียงก้าว—ม่านหมอกชมพูพลันสลายเป็นผงคลุ้ง มหาเทพมารมายาหายวับไปแล้ว อาณัติแห่งมายาที่นางร่ายไว้ก็พลันจางหายตาม
เสียงหัวเราะเบาบางพลันเลือนหาย เหลือเพียงความว่างเปล่า
“หนีเร็วจริง…”
บรรพจารย์สำนักดาบหลิงเซียวปรากฏตัวพร้อมกับกู้เซิงเกอในชั่วพริบตา เขากวาดแขนเพียงครั้งเดียว กักเก็บละอองหมอกบางส่วนไว้ ลมหายใจของมิติยังติดตรึงในนั้น
ชู่เยว่สบถเสียงต่ำ “นางใช้ยันต์อวกาศหนีไปแล้ว”
เซวียนหยวนจิงเสินกับชู่เยว่ต่างน้ำเสียงหนักอึ้ง เต็มไปด้วยความโทษตน—หากพวกเขาหน่วงเวลาได้อีกนิด อาจกักนางรอจนบรรพจารย์มาถึงทันก็เป็นได้
“มหาเทพมารมายา…ฮึม! แดนมารสวรรค์ นี่คิดจะจุดชนวนศึกแดนวิญญาณอีกแล้วกระนั้นหรือ!”
บรรพจารย์ดาบหลิงเซียวสีหน้าเคร่งขรึม แสงกระบี่ดาวพร่างพลุ่งพล่านออกจากกายทุกทิศ มิติรอบด้านถูกตัดเป็นเส้นบางเฉียบ แต่ละเส้นเพียงพอจะสังหารผู้แปรเทพได้โดยง่าย ทำให้แม้แต่ชู่เยว่ยังใจหวาดมิกล้าขยับ
กู้เซิงเกอเพียงหรี่ตาลึกซึ้ง ในใจครุ่นคิด—
ก่อนหน้านี้นิกายเหอฮวนแฝงคนลงในสำนักเทียนคุน บัดนี้มหาเทพมารมายาซ่อนกายในสำนักดาบหลิงเซียว ทั้งหมดนี้…หรือว่าศึกแดนวิญญาณครั้งใหม่กำลังจะเริ่มต้นอีกแล้ว?
ตำนานบอกไว้ว่าในกาลโบราณ พิภพเคยมีถึงสามพันแดนวิญญาณ ทว่าผ่านสงครามนับครั้งมิถ้วน จนเหลือเพียงเก้าแดนในวันนี้ หากแดนมารสวรรค์กำลังเคลื่อนไหวอีก ย่อมหมายถึงหายนะที่ใกล้มาถึง!