ตอนที่ 200 ความแปรปรวนแห่งนคร ความมืดมิดกำลังมาเยือน
พวกเขาหนีเอาตัวรอดอย่างอลหม่าน สายตากวาดหาจวิ้นเมิ่งชิงกับกู้เซิงเกออย่างร้อนรน แต่ก็เป็นความหวังลมๆ แล้งๆ เพราะทั้งสองได้จากไปนานแล้ว
กู้เซิงเกอกับจวิ้นเมิ่งชิงอยู่ฝั่งอีกด้านของใจกลางเมือง มีสิ่งปลูกสร้างสูงใหญ่ขวางกั้นมากมาย แม้จะได้ยินเสียงความโกลาหลจากอีกฝั่ง แต่ก็ไม่อาจมองเห็นได้
ที่จริงกู้เซิงเกอมองเห็นได้ แต่เขาไม่สนใจ เพราะสำหรับเขา พวกนั้นก็เป็นเพียงคนไม่สำคัญ
ทั้งสามหยุดอยู่หน้าพระราชวังใหญ่หลังหนึ่ง สถาปัตยกรรมคล้ายวิหาร ประดับด้วยลวดลายซับซ้อนงดงาม
แผ่นดินไหวเมื่อครู่แทบไม่ส่งผลถึงที่นี่ และก็ไม่มีอสูรร้ายปรากฏ พวกเขาจึงก้าวเข้าไปโดยไม่ลังเล
ภายในวิหารสว่างไสวผิดธรรมดา ลูกแก้วที่เปล่งแสงเจิดจ้าให้ความสว่างทั่วห้องโถง ตัดกับท้องฟ้าหม่นนอกเมืองราวกับนี่คือศาลาแห่งแสงศักดิ์สิทธิ์
เมื่อกู้เซิงเกอ จวิ้นเมิ่งชิง และเนี่ยหลิงก้าวเข้าสู่พื้นที่นั้น ต่างรู้สึกว่าร่างกายอบอุ่น พลังประหลาดหล่อเลี้ยงทั้งกายและจิต ทำให้สดชื่นแจ่มใส
จวิ้นเมิ่งชิงรอครู่หนึ่งแล้วเลิกคิ้วงาม “อืม? ที่นี่กับข้างนอกเหมือนอยู่กันคนละโลก ข้างนอกกดดันแทบหายใจไม่ออก แต่ที่นี่กลับสบาย แม้กระทั่งพลังบ่มเพาะยังค่อย ๆ สูงขึ้น”
เรื่องพลังเพิ่ม กู้เซิงเกอไม่รู้สึก จะรู้สึกก็คงแปลก เพราะบัดนี้เขาหลอมรวมเทพจิตบรรพกาลทั้งสิบสอง การจะก้าวหน้าอีกจำเป็นต้องอาศัยการค้นหาด้วยตนเอง ไม่ใช่หนทางของผู้ฝึกทั่วไป
เนี่ยหลิงมองไปรอบ สีหน้าแปลก พูดเสียงต่ำ “ท่านนักบุญหญิง ข้ารู้สึกขนลุกชอบกล…”
คำพูดนั้นทำให้กู้เซิงเกอกับจวิ้นเมิ่งชิงชะงัก ทั้งคู่ก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายผิดปกติ ใต้แสงอุ่นนั้นมีความเย็นเยียบซ่อนอยู่ เพียงแต่มันอ่อนนัก พลังของทั้งสองสูงกว่าเนี่ยหลิงมาก จึงมิได้ใส่ใจ
ระหว่างที่ยังสงสัย ประตูอีกด้านก็มีศิษย์สำนักเจี๋ยเทียนสองคนบาดเจ็บสาหัสพุ่งเข้ามา
ทั้งคู่เปรอะโลหิตทั่วกาย ดูราวจะสิ้นลมทุกเมื่อ เมื่อเห็นกู้เซิงเกอกับจวิ้นเมิ่งชิงก็เบิกตากว้าง เต็มไปด้วยความตื่นตะลึง
พวกเขาก้าวมาไม่กี่ก้าว เหมือนอยากแน่ใจว่าคนตรงหน้าคือของจริง แต่ยังไม่ทันถึงก็ทรุดลงหมดสติ
เนี่ยหลิงรีบเข้าไปตรวจอาการ ป้อนโอสถรักษาให้ จึงค่อยวางใจได้บ้าง
กู้เซิงเกอไม่คาดคิดว่าจะพบพวกเขาที่นี่ แต่ก็ไม่ได้ใส่ใจนัก
เขากับจวิ้นเมิ่งชิงเริ่มสำรวจภายในวิหาร ผนังรอบด้านเต็มไปด้วยอักขระลึกลับ แม้อ่านไม่ออก แต่พอจะรู้ว่ามีกลิ่นอายแห่งเต๋า เห็นได้ว่าผู้สร้างต้องเป็นยอดผู้ฝึก
ทั้งคู่เดินลึกเข้าไป พบรูปปั้นทองคำองค์หนึ่งสูงตระหง่าน เรืองรองดั่งเทพเสด็จลง
เมื่อเข้าใกล้ รัศมีสง่าของทั้งคู่กลับทำให้แสงจากรูปปั้นหม่นลง ราวกับรัศมีเทพยังต้องอับแสงต่อความสูงส่งของพวกเขา
ดวงตาคู่สวรรค์ของกู้เซิงเกอส่องประกาย มือขวารวมพลังสายฟ้า
ทันใดนั้น เขาตวัดฝ่ามือ ปลดปล่อยอสนีบาตถาโถมใส่รูปปั้นจนแตกกระจาย
จากซากรูปปั้นพลันพวยพุ่งไออาฆาตหนาทึบ หมอกดำกลืนกลายไปทั่ว ผนังที่สลักอักขระเรืองแสงขึ้นพร้อมกัน ปลดปล่อยพลังธรรมอันศักดิ์สิทธิ์ส่องทาบหมอกมืด
เสียงแตกดังเปรี๊ยะ ตามด้วยเสียงโหยหวนเจ็บปวด หมอกมืดพลุ่งพล่านหนีออกนอกวิหาร แยกเป็นสาย จนในที่สุดความเย็นชาก็สลาย ความมืดมิดถูกขับไล่สิ้น
จวิ้นเมิ่งชิงก้าวไปหน้ารูปปั้น พบช่องขนาดใหญ่สองช่องตรงแท่นฐาน ข้างล่างคืออุโมงค์มืดดำ ยังมีไอหมอกสีดำลอยวน
“กลิ่นอาฆาตน่าจะมาจากข้างล่าง ต้นตอของความอาถรรพ์คงอยู่ใต้ดิน” จวิ้นเมิ่งชิงกล่าว
ช่องนั้นกว้างราวสามเมตร แต่ไม่อาจมองเห็นก้นบึ้ง เพราะพอส่งพลังจิตลงไป ก็ถูกพลังประหลาดต้านไว้
เวลานั้นเอง สองศิษย์สำนักเจี๋ยเทียนที่หนีเข้ามาฟื้นสติ เห็นเนี่ยหลิงก็ร้องด้วยความตื่น
“ศิษย์พี่เนี่ย! พวกเขาตายหมดแล้ว!”
“ศิษย์พี่น้องมากมายล้วนตายหมด!”
ทั้งคู่ตาแดง เล่าเหตุการณ์สยองที่เพิ่งผ่านมาด้วยเสียงสั่น
เนี่ยหลิงทำได้เพียงยืนฟังอย่างลำบากใจ เพราะทั้งหมดคือทางที่พวกเขาเลือกเอง ย่อมไม่มีสิทธิ์ร้องขอความสงสาร
แล้วทั้งสองก็เห็นกู้เซิงเกอกับจวิ้นเมิ่งชิง สีหน้าเต็มไปด้วยความขัดเขิน ก่อนทรุดกายคุกเข่าโขกศีรษะไม่หยุด
“ท่านนักบุญหญิง! ท่านพี่กู้ พวกเราผิดไปแล้ว ผิดจริง โปรดอภัยด้วย!”
“เมื่อเทียบกับท่านพี่กู้ พวกเราช่างตาบอด ไม่รู้ผิดชอบ ใส่ร้ายท่านเสียเปล่า!”
จวิ้นเมิ่งชิงหัวเราะเย็น “เพิ่งรู้ตอนนี้หรือ?”
ทั้งคู่ละอายจนไม่กล้าเงยหน้า ได้แต่โขกหัวซ้ำ ๆ
กู้เซิงเกอไม่แม้แต่จะมอง หากมิใช่เพราะมากับจวิ้นเมิ่งชิง เขาคงไม่เสียเวลาฟังคำเพ้อของพวกนั้น
จวิ้นเมิ่งชิงเห็นเขาไม่คิดเอาความ จึงพูดเสียงเย็น “ต่อไปจงระวังคำพูดและการกระทำ อย่าทำเรื่องที่ต้องเสียใจภายหลัง ลุกขึ้นเถอะ”
กู้เซิงเกอเดินไปที่ประตูวิหาร ทอดมองออกไป ทั่วทั้งนครถูกหมอกมืดปกคลุม ราวกับจมหายเข้าสู่ราตรี
ภายใต้ดวงตาคู่สวรรค์ เขาเห็นได้ชัดว่า กลางความมืดนั้นมีควันดำพวยพุ่งขึ้นจากทุกมุมเมือง เปล่งแสงเยียบเย็นวาบวับ
เขาหรี่ตา ภายใต้ชั้นเมฆ หมอกมืดกำลังรวมตัว ค่อย ๆ แปรเป็นร่างบางสิ่ง
เขาจ้องอยู่ครู่หนึ่ง แล้วถอยกลับเข้ามา
“พักอยู่ที่นี่ก่อนเถิด ภายนอกไม่สงบ อันตรายยิ่งนัก”
ทุกคนได้ยินก็รู้สึกเยือกเย็นในใจ สีหน้าเคร่งเครียด
จวิ้นเมิ่งชิงถามอย่างแปลกใจ “หมายความว่าอย่างไร ภายนอกมีสิ่งใดน่ากลัว?”
“เหนือเมฆนั่น บางอย่างกำลังจะก่อร่างขึ้น ที่นี่น่าจะปลอดภัยที่สุดในเมือง รอดูท่าทีไปก่อนเถิด”
ไม่มีใครกล้าขัด โดยเฉพาะสองศิษย์ที่รอดชีวิต ตอนนี้แทบอยากท่องคำของกู้เซิงเกอไว้ทุกประโยค
ทุกคนจึงนั่งขัดสมาธิบ่มเพาะ ขณะที่โลกภายนอกกลับปั่นป่วน ลมพายุพัดกระหน่ำ เศษซากสิ่งปลูกสร้างปลิวว่อนในความมืด โกลาหลไปทั่ว
หลินเฉินนำหลี่เมิ่งหรานกับโจวฉีลั่วหนีหัวซุกหัวซุน แต่ภายใต้พายุเช่นนั้นแทบไม่มีที่หลบ ทำได้เพียงเร่งพลังสร้างม่านป้องกันต้านแรงลม
ทว่าการทำเช่นนั้น กลับเหมือนประภาคารกลางห้วงสมุทรมืด ชี้ที่อยู่ให้ศัตรูอย่างชัดเจน
(จบตอน)