แจ้งความ
พลังของฉู่เทียนหลินนั้นรุนแรงเกินไป เพียงออกแรงเล็กน้อย สำหรับชายร่างใหญ่คนนั้นก็ถือว่าน่าสะพรึงแล้ว ร่างของชายร่างใหญ่เสียการทรงตัว โอนเอนไปข้างหน้า ก่อนจะล้มกระแทกเข้ากับรถของซูหลิงอวิ๋นโดยตรง
เพราะกระจกรถเปิดอยู่พอดี ใบหน้าของชายร่างใหญ่เลยฟาดเข้าเต็มแรงกับหน้าของซูหลิงอวิ๋น ทั้งสองต่างร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด เพราะจมูกของทั้งคู่ชนกันจนปวดแสบไปหมด แถมปากของทั้งสองยังแนบติดกันอีกด้วย ซูหลิงอวิ๋นถึงกับรู้สึกได้ถึงหนวดเคราหยาบหนาแข็งของชายวัยกลางคนที่แทงใบหน้าเขา
ถ้าเป็นผู้หญิงได้เจอแบบนี้อาจจะแค่รู้สึกไม่ค่อยสบายใจ หรือบางคนอาจจะคิดว่าหนวดของสามีตัวเองดูเท่ก็ได้ แต่ซูหลิงอวิ๋นนั้นเป็นผู้ชาย! ปากของเขากลับโดนหนวดของผู้ชายอีกคนแทงเข้าให้! ถึงจะหน้าตาออกแนวคุณชายหน้าหวานก็เถอะ แต่เขาไม่ได้เป็นพวกรักร่วมเพศเลยสักนิด และไม่มีความสนใจในเพศเดียวกันแม้แต่น้อย
ดังนั้น ความรู้สึกขยะแขยงรุนแรงก็พุ่งเข้าครอบงำ ซูหลิงอวิ๋นรีบผลักร่างของชายคนนั้นออกไป แล้วพุ่งตัวออกนอกหน้าต่างรถอาเจียนทันที ชายวัยกลางคนที่ถูกฉู่เทียนหลินโจมตีไปสองสามครั้ง แม้จะไม่ถึงขั้นบาดเจ็บหนักแต่ก็แทบขยับตัวไม่ไหว พอโดนซูหลิงอวิ๋นผลักจนล้มลงกับพื้น เขาก็นอนแผ่หงายอยู่ตรงประตูรถ อ้าปากหอบหายใจแรงเพื่อเรียกแรงคืนมา
ทว่าทันใดนั้น ซูหลิงอวิ๋นก็อาเจียนออกมาทั้งอาหารที่ย่อยแล้วและยังไม่ย่อยเต็มปากพอดี พุ่งเข้าใส่ปากที่อ้าอยู่ของชายร่างใหญ่ตรง ๆ ชายคนนั้นรู้สึกถึงของเหลวอุ่นข้นในปาก พร้อมกลิ่นคาวเหม็นรุนแรงที่แผ่ไปทั่ว เขารีบพยายามจะพ่นออกมา แต่เพราะนอนหงายอยู่ พอร้อนรนเกินไปกลับกลืนลงคอไปเองสองอึกเต็ม ๆ
จากนั้นชายวัยกลางคนก็รีบยันศอกลุกขึ้นมานั่ง แล้วอาเจียนออกมาไม่หยุด ฉู่เทียนหลินที่เห็นภาพนั้นยังรู้สึกพะอืดพะอมไปด้วย กว่าชายคนนั้นจะอาเจียนจนหมดก็ใช้เวลาตั้งสี่ห้านาที ส่วนซูหลิงอวิ๋นตอนนี้ค่อยยังชั่วแล้ว และเข้าใจดีว่าความวุ่นวายทั้งหมดนี่เกิดจากฉู่เทียนหลินล้วน ๆ
ดังนั้นเขาจึงมองฉู่เทียนหลินอย่างโกรธจัด “ไอ้หนุ่ม ถ้าแกให้เหตุผลที่สมควรไม่ได้ล่ะก็ ฉันบอกไว้เลยว่าแกตายแน่!”
ซูหลิงอวิ๋นเป็นหลานชายคนโตของตระกูลซู ตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยเจอสภาพน่าอับอายขนาดนี้ การที่เขาไม่สั่งฆ่าอีกฝ่ายทันทีถือว่าใจเย็นมากแล้ว ที่พูดประโยคนั้นออกไปก็เพราะอยากดูว่าฉู่เทียนหลินเป็นใครกันแน่ ถ้าอีกฝ่ายไม่มีภูมิหลังใหญ่โตเท่าหรือเหนือกว่าเขา เขาคงสั่งคนไปจัดการให้หายไปจากโลกแล้ว
แต่ฉู่เทียนหลินเพียงพูดเรียบ ๆ ว่า “ฉันไม่ชอบให้ใครมาขู่”
พูดจบ เขาก้าวขึ้นไปข้างหน้า เอื้อมมือเข้าไปในรถ คว้าคอเสื้อของซูหลิงอวิ๋นแล้วดึงขึ้นมาจากหน้าต่างอย่างแรง ร่างท่อนบนของซูหลิงอวิ๋นถูกยกออกมาพ้นรถ แต่ช่วงล่างยังติดอยู่กับเข็มขัดนิรภัย ตอนนี้เขารู้สึกเหมือนกำลังจะถูกบีบคอตาย พูดอะไรไม่ออก ได้แต่พยายามใช้สองมือปลดสายเข็มขัดอย่างลนลาน
ฉู่เทียนหลินพูดเสียงเย็น “นายก็ถือว่าเป็นลูกพี่ลูกน้องของหลิงเฟยกับหลิงจือ ครั้งนี้ฉันไว้หน้าให้หลิงเฟย แต่ถ้ายังกล้ามารังควานหลิงจืออีกล่ะก็... ผลจะเป็นยังไง ฮึ ๆ”
พูดจบ ฉู่เทียนหลินก็ปล่อยมือ ร่างของซูหลิงอวิ๋นตกกลับไปในเบาะอย่างหมดแรง เขามองฉู่เทียนหลินด้วยแววตาเต็มไปด้วยความกลัวและความเคียดแค้น และยิ่งพลอยให้เขาเกลียดสองพี่น้องซูหลิงจือกับซูหลิงเฟยเข้าไปใหญ่ เพราะทั้งหมดนี้เกิดจากพวกเธอทั้งนั้น เขาไม่กล้าพูดอะไรอีก ได้แต่คว้าโทรศัพท์ขึ้นมาโทรหาปู่ของตน
ไม่นาน สายก็ถูกต่อถึงซูเทียนเฉิง เขารีบพูดขึ้น “ตอนผมจะไปควบคุมตัวหลิงจือน่ะครับ ดันโดนคนมาช่วยเธอเล่นงานเข้า คนนั้นน่าจะเป็นเพื่อนของหลิงจือครับ”
ซูเทียนเฉิงได้ยินแล้วเสียงเข้มขึ้นทันที “ใครมันกล้าขนาดนั้น?”
แม้ตอนนี้ซูกั๋วต้งกับตระกูลซูจะไม่ลงรอยกันเท่าไร แต่ซูหลิงอวิ๋นก็เป็นหลานแท้ ๆ ของซูกั๋วต้ง ซูเทียนเฉิงไม่เชื่อหรอกว่าซูกั๋วต้งจะกล้าส่งคนไปตีหลานตัวเอง ถ้าซูกั๋วต้งทำแบบนั้นจริง ก็เท่ากับประกาศตัดขาดจากตระกูลอย่างสมบูรณ์ แม้ตอนนั้นซูเทียนเฉิงจะไม่ได้ตั้งใจช่วยหลิงจือ แต่เขาก็เคยพยายามช่วยซูกั๋วต้งกับครอบครัวอยู่ไม่น้อย
ต่อให้ตอนนี้ซูกั๋วต้งไม่ซาบซึ้งบุญคุณ แต่เขาก็ไม่ถึงขั้นจะเกลียดตระกูลซู และซูหลิงอวิ๋นในฐานะหลานชายคนโตย่อมเป็นหน้าตาของตระกูล ใครกล้ามาทำร้ายเขา เรื่องนี้ย่อมไม่ใช่เรื่องเล็กแน่
ซูเทียนเฉิงนิ่งคิดครู่หนึ่งแล้วพูดว่า “หลิงอวิ๋น ไปติดต่อลุงสามของเธอเถอะ ถึงคนคนนั้นจะไม่ใช่ลูกน้องของเขา แต่อาจมีความเกี่ยวข้องอยู่บ้าง ให้ถามดูสิว่าเขาว่ายังไง”
ซูหลิงอวิ๋นตอบรับ “รับทราบครับ” ว่าจบก็วางสายทันที
เขารู้ดีว่าปู่ต้องการดูท่าทีของลุงสาม ว่าจะจัดการอย่างไร ตอนนี้พวกเขาอยู่ที่เจิ้งหยาง ถ้าซูกั๋วต้งจัดการได้ก็ดีไป แต่ถ้าไม่ได้ ปู่ก็จะไม่สนหน้าใครและออกตัวเองทันทีเพื่อกู้ศักดิ์ศรีให้ตระกูล จากนั้นซูหลิงอวิ๋นก็โทรหาซูกั๋วต้ง ผ่านไปครู่หนึ่ง สายก็ถูกต่อถึง “ลุงสามครับ ผมเอง หลิงอวิ๋น”
ถึงจะเรียกว่าลุงสาม แต่ในน้ำเสียงกลับมีแววไม่พอใจอยู่ไม่น้อย ซูกั๋วต้งจึงพูดขึ้น “ปู่ของเธอเป็นคนส่งเธอมาเหรอ?”
ซูหลิงอวิ๋นตอบ “ครับ ปู่ใจอ่อนเอง ท่านตัดสินใจว่าจะควบคุมตัวหลิงจือไว้ก่อน แต่พอผมพาคนไปจับตัวเธอ กลับโดนคนเล่นงานเข้า ลุงสามว่าควรทำยังไงดีครับ?”
ซูกั๋วต้งถามกลับทันที “โดนเล่นงานเหรอ? หลิงจือเป็นคนตีเธอรึ?”
“ไม่ใช่ครับ เป็นชายหนุ่มคนหนึ่ง เหมือนจะเป็นเพื่อนของหลิงจือกับหลิงเฟย”
ซูกั๋วต้งนิ่งคิดเล็กน้อยก่อนถาม “เป็นหนุ่มร่างแข็งแรง หน้าตาดุดันคนนั้นใช่ไหม?”
ซูหลิงอวิ๋นตอบทันที “ใช่เลย ลุงสามรู้จักเขาด้วยเหรอครับ ผมนี่ไม่เคยถูกคนนอกหน้าไหนตบมาก่อนเลยนะ เรื่องนี้ลุงสามต้องให้ผมได้คำตอบนะ ไม่อย่างนั้นคงต้องให้ตระกูลเราจัดการเองแล้ว!”
ซูกั๋วต้งขมวดคิ้วแน่น ฉู่เทียนหลินเล่นงานซูหลิงอวิ๋นงั้นเหรอ เรื่องนี้จัดการยากจริง ๆ ถ้าเขาไม่ได้มีปัญหากับหลิงจือ หลิงเฟย และจ้าวเอี้ยนอวี่ในตอนนี้ล่ะก็ แค่พูดคำเดียว ไม่ว่าตอนนั้นจะเกิดอะไรขึ้น ฉู่เทียนหลิน—ว่าที่ลูกเขยของเขา—ก็คงต้องให้เกียรติตระกูล ยอมขอโทษซูหลิงอวิ๋นแน่
(จบตอน)