ตอนที่185 เอนเอียง
จ้าวเฟิงได้ยินคำพูดของเฉินหลิงฮวาแล้วก็พูดขึ้นว่า “คำพูดแบบนี้เอาไว้หลอกเด็กยังพอได้ นายคิดจริง ๆ เหรอว่าการลงมือต่อยคนมันผิดเสมอ? หากมีใครมาด่าทอท้าทาย หรือแม้กระทั่งดูหมิ่นพ่อแม่ของนาย นายจะไม่ตอบโต้เลยงั้นหรือ? ถ้านายยังไม่ขยับมือ ฉันก็บอกได้เลยว่านายไม่ใช่คนมีการศึกษาหรือผู้ดีมีคุณธรรมอะไรทั้งนั้น มีแต่ไอ้ขี้ขลาดเท่านั้นแหละ!”
ได้ยินคำพูดของจ้าวเฟิง เฉินหลิงฮวาก็สีหน้าหม่นลงเล็กน้อยก่อนพูดว่า “ครับ ท่านผู้อำนวยการจ้าวพูดถูกครับ แต่ครั้งที่สองที่ผมโดนทำร้าย ผมรู้สึกว่ามันไม่ยุติธรรมจริง ๆ”
จ้าวเฟิงพูดต่อว่า “ตอนนี้ฉันได้ยินแต่คำพูดจากนายคนเดียว เรื่องราวตอนนั้นจริง ๆ เป็นอย่างไร พวกเราเองก็ยังไม่รู้แน่ นายตอนนั้นอยู่ห้องเรียนไหน? รอบ ๆ คงมีคนอื่นอยู่ด้วยสินะ? ไปตามพวกเขามาให้หมด ฉันจะสอบถามด้วยตัวเองว่าสิ่งที่นายพูดเป็นจริงไหม”
หลี่ฉางเกอที่อยู่ข้าง ๆ ได้ยินคำพูดของจ้าวเฟิงก็อุทานว่า “ท่านผู้อำนวยการจ้าว นี่ท่านหมายความว่ายังไงกันแน่?”
จ้าวเฟิงพูดว่า “ที่หูได้ยินอาจไม่ใช่เรื่องจริง เรื่องนี้คงเป็นเพียงการกระทบกระทั่งระหว่างนักศึกษาสองคน เราจะฟังแค่ฝ่ายเดียวได้ยังไง?”
“อีกอย่าง นักศึกษาชื่อฉู่เทียนหลินคนนี้ ตอนรับเข้ามาเรียนฉันเองก็เคยดูประวัติเขา ทั้งตอนมัธยมต้นและมัธยมปลายไม่เคยมีประวัติชกต่อยหรือทำผิดกฎโรงเรียนเลย ทำไมพอมาอยู่ที่มหาวิทยาลัยจิงฮวาแล้วกลับลงมือติด ๆ กันถึงสองครั้ง?”
“มือเดียวตบไม่ดัง เรื่องนี้คงไม่ใช่ความผิดของคนคนเดียว เฉินหลิงฮวา นายทั้งเป็นรุ่นพี่และยังเป็นที่ปรึกษานักศึกษา ความรับผิดชอบของนายคงมากกว่าคนอื่นนะ?”
เฉินหลิงฮวาเมื่อได้ยินก็พูดไม่ออก ไม่รู้จะตอบยังไงดี เขาไม่กล้าเรียกนักศึกษาที่อยู่ในเหตุการณ์ตอนนั้นมาพบหน้ากันตรง ๆ เพราะพวกนั้นได้ยินเขาคุยโทรศัพท์จริง ๆ ตอนนี้ดูท่าแล้วจ้าวเฟิงเริ่มสงสัย และคงมีทัศนคติไม่ดีกับเขาเสียแล้ว
หากจ้าวเฟิงซักถามจนได้อะไรเพิ่มขึ้นมา เขาก็คงซวยแน่ เพราะจ้าวเฟิงเป็นถึงคณบดีคณะแพทยศาสตร์ ถ้าไม่โปรดเขาเมื่อไร เขาก็คงอยู่ในสภานักศึกษาไม่ได้อีกต่อไป
อีกทั้งเฉินหลิงฮวาเองก็รู้ดี บางครั้งเมื่อถูกอาจารย์ตำหนิ การยอมรับผิดอย่างตรงไปตรงมานั้น ง่ายกว่าการแก้ตัวหรือบ่ายเบี่ยง จึงพูดทันทีว่า “ท่านคณบดีครับ เป็นผมที่ทำงานบกพร่อง ขอท่านให้อภัยด้วยครับ”
จ้าวเฟิงได้ยินก็พูดว่า “นายก็เพิ่งรับตำแหน่งเป็นที่ปรึกษานักศึกษาใหม่ คงยังขาดประสบการณ์ไปบ้าง มีอะไรให้ลองปรึกษากับเพื่อนนักศึกษาหลิวดูหน่อยก็แล้วกัน เอาล่ะ พวกนายออกไปก่อนเถอะ”
ที่จริงจ้าวเฟิงยังอารมณ์ไม่ดีจากเรื่องก่อนหน้า จึงไม่อยากพูดคุยกับเฉินหลิงฮวาอีก ส่วน “เพื่อนนักศึกษาหลิว” ที่เขาพูดถึงนั้น ก็คือหลิวเสวี่ยเยวี่ย นักศึกษารุ่นพี่อีกคนในสายของฉู่เทียนหลินนั่นเอง เมื่อเฉินหลิงฮวาได้ยินจึงพากันออกจากห้องไป
ส่วนจ้าวเฟิงก็เดินไปยังถังเพาะเลี้ยงของเขา ตอนนี้เนื้องอกในถังแทบหายไปหมดแล้ว เซลล์มะเร็งก็ถูกยับยั้งไม่ให้ขยายตัว ประสิทธิภาพของยาเม็ดที่ฉู่เทียนหลินสร้างขึ้นนั้น ได้รับการพิสูจน์แล้วอย่างชัดเจน
น่าเสียดายที่ยาเม็ดนี้แทบจะไม่สามารถทำซ้ำได้ จ้าวเฟิงอยากปิดเรื่องนี้ไว้ หรือโกหกฉู่เทียนหลินเสียเลยว่ามันไม่เห็นได้ผล แบบนั้นเรื่องก็คงจบลงได้ ฉู่เทียนหลินเองก็คงไม่ติดใจหรือเอาผิดอะไรเขา แต่ถ้าเขาทำแบบนั้น จ้าวเฟิงคงไม่อาจเผชิญหน้ากับมโนธรรมของตนเองได้
ดังนั้นหลังคิดอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็ตัดสินใจจะบอกความจริงกับฉู่เทียนหลิน ไม่ว่าตัวเองจะถูกนักศึกษาคนนี้เกลียด หรือจะถูกแพทย์ในวงการอื่นต่อว่า เขาก็ไม่อาจปิดบังเรื่องนี้โดยขัดต่อมโนธรรมได้
จากนั้นจ้าวเฟิงจึงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโทรหาฉู่เทียนหลิน ไม่นานสายก็เชื่อมต่อ ฉู่เทียนหลินพูดว่า “อาจารย์จ้าว มีเรื่องอะไรหรือครับ?”
จ้าวเฟิงตอบ “นักศึกษาฉู่ ก่อนอื่นขอต้องขอโทษนายก่อน”
ฉู่เทียนหลินได้ยินก็เดาออกทันทีว่าจ้าวเฟิงจะพูดเรื่องอะไร คาดไม่ถึงว่าชายชรานี่จะมีคุณธรรมขนาดนี้ หากเขาเลือกปิดบังไว้ ก็คงไม่มีผลเสียอะไรกับตัวเองเลย
ตรงกันข้าม หากพูดความจริงออกไป เขาอาจต้องเผชิญกับการตำหนิจากฉู่เทียนหลิน หรือแม้แต่เสียงประณามจากวงการแพทย์ทั้งหมด เพราะเป็นเขาเองที่โยนยาเม็ดที่อาจรักษามะเร็งได้ทิ้งลงในถังเพาะเลี้ยง โดยไม่วิเคราะห์หรือเตรียมการใด ๆ ล่วงหน้า
หากพูดให้ร้ายแรงหน่อย ถ้าเม็ดยาปาฏิหาริย์รักษามะเร็งปอดนั้นมีเพียงเม็ดเดียวจริง ๆ จ้าวเฟิงก็คงกลายเป็นคนที่ถูกสาปแช่งไปตลอดกาล แต่ฉู่เทียนหลินได้ยินดังนั้นก็ถามว่า “อาจารย์จ้าว เกิดอะไรขึ้นหรือครับ?”
จ้าวเฟิงพูดว่า “ยาเม็ดของนายออกฤทธิ์แล้ว เซลล์มะเร็งในถังเพาะเลี้ยงถูกทำลายไปถึงเก้าสิบเก้าเปอร์เซ็นต์ แม้จะไม่หมดสิ้นแต่เซลล์ที่เหลืออยู่ก็หยุดขยายตัว”
“แถมอัตราการตายของเซลล์ปกติต่ำกว่าหนึ่งเปอร์เซ็นต์ แทบไม่ได้รับผลกระทบเลย ยาเม็ดนี้คือความหวังของผู้ป่วยมะเร็งปอด แต่กลับถูกฉันทำพังไป ฉันต้องขอโทษจริง ๆ”
ฉู่เทียนหลินอุทาน “ยาเม็ดนั้นได้ผลดีขนาดนั้นเลยหรือครับ?”
“ใช่ เรื่องนี้ความผิดทั้งหมดอยู่ที่ฉัน ขอโทษด้วยจริง ๆ”
เมื่อได้ยินคำขอโทษอย่างจริงใจจากจ้าวเฟิง และเห็นความซื่อสัตย์ของเขา ความขุ่นเคืองก่อนหน้านั้นของฉู่เทียนหลินก็สลายไปสิ้น
ฉู่เทียนหลินพูดว่า “ไม่เป็นไรครับ ครั้งนั้นเกิดความผิดพลาดเล็กน้อย ผมเผลอสร้างยาแบบนั้นขึ้นมาสองเม็ดโดยไม่ตั้งใจ”
จ้าวเฟิงถึงกับเสียงเปลี่ยน “สองเม็ด? แน่ใจหรือ? อีกเม็ดหนึ่งมีประสิทธิภาพเหมือนกันไหม?”
ฉู่เทียนหลินตอบ “แน่ใจครับ ส่วนผสมของมันเหมือนกันทุกประการ ประสิทธิภาพก็ต้องเหมือนกัน เม็ดนั้นเดิมผมเก็บไว้เป็นของเตือนใจตัวเองว่าจะไม่พลาดอีก แต่ถ้ามันได้ผลจริง ผมจะเอามาให้อาจารย์จ้าวศึกษาอีกครั้งครับ”
ได้ยินเช่นนั้น ดวงตาของจ้าวเฟิงก็แดงขึ้นทันที เขาพูดด้วยเสียงสั่นว่า “ไม่ต้องห่วง ครั้งนี้ฉันจะศึกษามันอย่างละเอียด ถ้าสามารถวิเคราะห์องค์ประกอบของมันได้ นายจะได้เป็นผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสรีรวิทยาหรือการแพทย์ที่อายุน้อยที่สุดในโลกแน่!”
ถึงแม้จ้าวเฟิงจะเป็นผู้ช่วยวิเคราะห์ส่วนประกอบของยา แต่ผู้ค้นพบตัวยานั้นคือฉู่เทียนหลิน เขาไม่เคยคิดจะชิงความดีความชอบ เพราะรางวัลนี้สมควรเป็นของฉู่เทียนหลินแต่เพียงผู้เดียว
ส่วนตัวเขาเอง เพียงต้องการกระบวนการวิจัย ต้องการมีส่วนร่วมในการสร้างคุณประโยชน์ให้แก่มนุษยชาติเท่านั้น เขาอายุมากแล้ว แม้จะให้ความสำคัญกับชื่อเสียง แต่เรื่องลาภยศเขาไม่เคยใส่ใจนัก
(จบตอน)