ตอนที่ 102 หลิวเป่ยส่งจดหมายมา
“คุณชายรอง สมุนไพรที่ท่านต้องการอยู่หน้าประตูแล้วขอรับ ท่านเจ้าบ้านสั่งให้พวกข้าส่งมาให้โดยเฉพาะ”
เว่ยเฉิงหาวหนึ่งทีแล้วพยักหน้าเล็กน้อย “ดี วางไว้ตรงนั้นเถิด เดี๋ยวข้าจัดการเอง”
ผู้ดูแลก้มหัวคารวะอย่างนอบน้อม เหลือบมองเด็กหญิงสองคนที่เล่นหัวกันอยู่ในลานก่อนจะถอยออกไป
อาหนิงหยุดเล่น หันกลับมาถามเว่ยเฉิงว่า “พี่เว่ย จะให้หนูกับหนิวหนิวช่วยไหม?”
หนิวหนิวก็คือเด็กหญิงที่ถูกช่วยไว้วันนั้น ศีรษะยังพันผ้าอยู่ หลังพักฟื้นอยู่หลายวัน ผิวพรรณก็กลับมามีเลือดฝาด
ได้ยินอาหนิงพูด นางก็มองเว่ยเฉิงบ้าง มือเล็กเอื้อมไปจับมืออาหนิงแน่น แสดงถึงความผูกพันและพึ่งพาอาศัย
เว่ยเฉิงยิ้มพลางส่ายหัว วางสากตำยาในมือแล้วพูดว่า “ไม่ต้องหรอก ไปดูที่ห้องครัวสิว่าอาหารเย็นเสร็จหรือยัง”
อาหนิงได้ยินก็พยักหน้าหงึก ๆ แล้วจูงมือหนิวหนิววิ่งไปทางหลังเรือน
เดิมทีเรือนเล็กนี้ไม่มีห้องครัว แต่หลังจากได้ชิมอาหารจากเรือนใหญ่ไม่กี่ครั้ง ทุกคนก็พากันกินไม่ลง สุดท้ายเว่ยเฉิงเลยขอแม่ครัวจากเว่ยเก่า มาสร้างเตาไฟเล็กไว้ด้านหลังเป็นครัวส่วนตัว
บังเอิญแม่ครัวคนนั้นไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นมารดาของหนิวหนิว หลังได้รับการช่วยเหลือ นางก็ทำงานในครัวใหญ่ของตระกูลเว่ยมาตลอด พอถึงคราวเลือกคนก็เลยได้มาเป็นแม่ครัวให้เว่ยเฉิงพอดี
หลังเด็กหญิงทั้งคู่ไปแล้ว ไช่เหยียนกับเซี่ยอวี้ก็เดินเข้ามาจากประตูสวน
สีหน้าของไช่เหยียนไม่สู้ดีนัก พอเห็นเว่ยเฉิงก็ทำหน้าบูดพูดว่า “ท่านสามี ท่านทำให้ข้าลำบากแล้วนะ”
เว่ยเฉิงหัวเราะ “ทำไมเล่า วันนี้อยากได้อะไรอีกหรือ?”
เซี่ยอวี้วางหอกเมฆเพลิงอันล้ำค่าของนางพิงไว้กับขาตั้งไม้ พลางบ่น “คราวนี้เป็นเรื่องน้ำยาสระผมพวกหญิง ๆ ในเรือนเว่ยนั่นสิ เห็นท่านพี่ไช่เป็นคนอ่อนโยน ก็เลยรังแกกันใหญ่ วันก่อนขอสบู่ วันนี้จะเอาน้ำยาสระผม พรุ่งนี้มีของดีอะไรอีกก็คงไม่ปล่อยแน่”
ไช่เหยียนเม้มปากนั่งลงตรงหน้าเว่ยเฉิง หยิบรากสมุนไพรขึ้นมาปัดฝุ่นช่วยสามีอย่างเงียบ ๆ
เว่ยเฉิงเห็นท่าทีงอนง้อของภรรยาก็หัวเราะเบา ๆ “ไม่เป็นไรหรอก เขาอยากได้ก็ให้ไป”
ไช่เหยียนเองก็ไม่ได้โกรธจริง เพียงแต่ของที่เว่ยเฉิงทำไว้ให้หมดแล้ว เหลือสบู่ครึ่งก้อนกับน้ำยาสระผมครึ่งขวด ถ้าใช้หมดก็คงต้องกลับไปใช้น้ำด่างแบบเดิมซึ่งไม่ค่อยชิน
ส่วนเซี่ยอวี้ที่โวยวายอยู่นี่ ก็เพราะปกติชอบแอบมาใช้ของไช่เหยียนด้วย คราวนี้หมดพร้อมกันทั้งสองคน คิดแล้วก็หงุดหงิด เลยพาลโทษพวกหญิง ๆ ในเรือนเว่ยว่ามักมาก
เอาเข้าจริง เรื่องนี้ต้นเหตุก็อยู่ที่เซี่ยอวี้นั่นเอง
ไช่เหยียนเป็นคนนิ่งเงียบ ไม่เคยพูดอวดใครว่ามีของดี แต่วันก่อนเซี่ยอวี้ไปเยี่ยมเหล่าฮูหยิน พอมีคนชมว่านางหอมสะอาด ก็ดันคุยฟุ้งจนเรื่องแตก หมดกัน
เมื่อรู้ว่ามีของอาบน้ำดีกว่าน้ำด่าง เหล่าฮูหยินทั้งหลายก็พากันตามมาซักถามไม่หยุด
ไช่เหยียนจนใจ ไม่อยากขัดใจผู้ใหญ่ จึงจำต้องแจกสบู่ให้ทุกคนไปคนละก้อน ที่พิเศษกว่านั้นคือมารดาเลี้ยงของเว่ยเฉิง ซึ่งเป็นภรรยาใหม่ของเว่ยเก่า นางยังได้รับน้ำยาสระผมขวดหนึ่งด้วย
ก็เพราะขวดนั้นแหละ ที่ทำให้ของทั้งหมดหมดเกลี้ยง
เว่ยเฉิงรู้เรื่องแล้วก็หัวเราะเคาะหน้าผากภรรยาเบา ๆ
“พอแล้ว ของหมดก็เดี๋ยวข้าทำให้ใหม่”
เขาลุกเข้าไปในห้องใน ดึงหีบใบหนึ่งออกมาจากใต้เตียง ข้างในมีขวดเครื่องเคียงเล็ก ๆ อยู่เต็มไปหมด
ขวดพวกนั้นบรรจุน้ำยาสระผมกับสบู่อาบน้ำที่เขาทำเอง
เว่ยเฉิงเลือกขวดหนึ่งมีฉลากว่า “ไฮแฟนซี” กับอีกขวดเขียนว่า “จอห์นสัน” แล้วคิดได้อีก หยิบกล่องครีมพอกหน้าสูตรวังหลวงที่ทำไว้เองออกมาด้วย
“นี่ เอาไปใช้ ขวดนี้เป็นสบู่อาบน้ำสูตรใหม่ ใช้เหมือนน้ำยาสระผม กลิ่นหอมกว่าเดิม ล้างสะอาดกว่าสบู่นิดหน่อย ดูสิชอบไหม”
ไช่เหยียนทำตาเป็นประกายมองขวดกระเบื้องในมือ พลางชี้กล่องครีมพอกหน้า “ของแบบนี้ข้ายังมีอยู่นะ”
ก่อนหน้านั้นเว่ยเฉิงเคยทำครีมพอกหน้าให้จางอา เหลืออยู่หลายกล่อง เขาแจกให้ไช่เหยียน กล่องหนึ่งให้ฮูหยินเฮ่าอีกกล่อง และฟางป้ากล่องหนึ่ง ที่เหลือกล่องนี้เป็นกล่องสุดท้าย
เว่ยเฉิงพูดอย่างไม่ใส่ใจ “ถือไว้เถอะ ถ้ามีคนถามว่าทำไมผิวเจ้าดี ก็แบ่งกล่องเก่าให้เขาไป กล่องใหม่นี่เก็บไว้ใช้เอง”
ไช่เหยียนตาใสแจ่มใส ยิ้มดีใจ “ท่านสามีช่างเอาใจใส่จริง ๆ” ในใจยังแอบปลื้ม—ท่านสามีชมว่าผิวข้างามเสียด้วย
เว่ยเฉิงยิ้มไม่พูดต่อ แล้วหันไปบดสมุนไพรต่อ ตั้งแต่ได้อ่านตำราเก่าของตระกูลเว่ย เขาก็หมกมุ่นกับการทดลองยาอยู่หลายวัน
เซี่ยอวี้ที่ยืนอยู่ข้าง ๆ เห็นสองสามีภรรยาออดอ้อนกันอยู่อย่างนั้น ก็รู้สึกแน่นหน้าอกขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
นางลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แล้วคว้าหอกเมฆเพลิงขึ้น “อีกพักคงได้กินข้าว ข้าไปฝึกหอกหน่อยแล้วจะกลับมา”
เว่ยเฉิงกับไช่เหยียนยังคงก้มหน้าจัดสมุนไพร เพียงพยักหน้ารับเบา ๆ
เซี่ยอวี้หันกลับมามองสองคนนั้นอีกครั้ง ก่อนพูดเสียงแข็ง “ข้าบอกว่าจะออกไปข้างนอกนะ!”
เว่ยเฉิงเพิ่งเงยหน้าขึ้น แสงอาทิตย์ยามเย็นทอดผ่านใบหน้าเขา ทำให้รอยยิ้มที่มุมปากดูอบอุ่นนัก “อืม ได้ยินแล้ว ไปเถิด กลับให้เร็ว เย็นนี้กินหม้อไฟกับขนมปังนึ่งต้นหอมกัน”
ไช่เหยียนก้มหน้าล้างสมุนไพรต่อไม่พูด แต่ริมฝีปากยกขึ้นนิดหนึ่ง แววตาแฝงรอยกังวล—ในฐานะผู้หญิง นางย่อมเข้าใจความรู้สึกของเซี่ยอวี้ดี และรู้ว่าความรู้สึกของสามีตน…คงไม่ใช่ไม่รู้เช่นกัน
“คุณชาย มีจดหมายด่วนจากลั่วหยางขอรับ!”
เสียงของสวีติ้งดังขึ้นที่หน้าประตู เขารีบเข้ามาพร้อมซองจดหมายในมือ
เว่ยเฉิงขมวดคิ้วเล็กน้อย พยักหน้าให้เขานำเข้ามา
สวีติ้งคารวะไช่เหยียนกับเซี่ยอวี้ก่อน แล้วจึงยื่นจดหมายให้เว่ยเฉิง
เว่ยเฉิงรับมาอ่านครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดเสียงต่ำ “เจ้าคนชื่อเฉาเชา(โจโฉ)…ช่างน่าสนใจจริง ๆ”
จดหมายนั้นเป็นของหลิวเป่ย
ในนั้นกล่าวว่าเขามาถึงลั่วหยางแล้ว แต่ยังไม่ได้เข้าไปหาตั๋งโต๊ะ กลับไปเยี่ยมอาจารย์หลูจื้อก่อน และที่นั่นเองได้พบกับเฉาเชา ทราบข่าวว่าที่เหอทงเกิดกองทัพไป่ปัวก่อกบฏขึ้น เฉาเชาอาสาจะนำทัพไปปราบ
เนื้อหาเรียบง่าย ไม่ได้เล่ารายละเอียดการพบปะระหว่างทั้งสาม แต่เว่ยเฉิงที่รู้ประวัติศาสตร์ดี ก็สัมผัสได้ถึงความทะเยอทะยานของเฉาเชา และรู้ว่าตอนนี้เขากำลังตกอยู่ในสถานการณ์อันตราย
เวลานี้ตั๋งโต๊ะกำลังรวบอำนาจทหารไว้ในมือ ทั้งของเหอจิ้นและเจี้ยนสั่ว เขายังหมายจะยึดกองทัพของหยวนเส้าและเฉาเชาด้วย ซึ่งล้วนเป็นอดีตแม่ทัพแปดนายแห่งสวนตะวันตกที่มีกำลังส่วนตัว
ในประวัติศาสตร์ก็อยู่ราวช่วงนี้ เพียงแต่คราวนี้เหอจิ้นตายเร็วขึ้นกว่าหนึ่งเดือน ทำให้เส้นเวลาเลื่อนมาเร็ว
อีกไม่นานติงหยวนจะเป็นคนแรกที่ลุกขึ้นประกาศ “ปราบตั๋งโต๊ะ” แล้วต่อมาหยวนเส้า เฉาเชา ต่างก็จะเริ่มเคลื่อนไหว ไม่อาจทนเห็นอำนาจของตนถูกยึดไปเฉย ๆ หยวนเส้าออกจากลั่วหยางก่อน ตามด้วยคนอื่น ๆ ทีละราย
เว่ยเฉิงยังไม่แน่ใจว่าสถานการณ์ที่ตนอยู่คือประวัติศาสตร์จริงหรือฉบับสามก๊กเฉิงอวี้ เพราะถ้าเป็นจริง เฉาเชาคงไม่ลงมือสังหารตั๋งโต๊ะ แต่ถ้าเป็นฉบับวรรณกรรม เหตุการณ์นั้นย่อมต้องเกิดขึ้น
อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ไม่ใช่เวลาจะมัวคิดเรื่องนั้น
เฉาเชา…เจ้าอามั่นเอ๋ย (ชื่อวัยเด็กของโจโฉ) ได้เจอกันสักครั้งก็คงดี
ริมฝีปากเว่ยเฉิงยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบาง มีแววลึกลับในดวงตา
เว่ยเฉิงยิ้มมุมปากอย่างมีนัยลึกซึ้ง
(จบตอน)