ตอนที่ 117 ยุคสมัยใหม่กำลังจะมาถึง
พอพูดถึงตระกูลหยวนแห่งอำเภอหรูหนาน บรรดาผู้ที่อยู่ในที่นั้นล้วนขมวดคิ้วแน่น
ตระกูลหยวนแห่งหรูหนาน นับเป็นหนึ่งในตระกูลใหญ่ไม่กี่แห่งที่ทรงอำนาจที่สุดในยุคปลายราชวงศ์ฮั่นตะวันออก หรือก็คือช่วงเวลานี้ของมหาฮั่น
ในสมัยต้นราชวงศ์ฮั่นตะวันตก บุตรหลานรุ่นที่สิบเอ็ดของหยวนเจิ้งนามว่า “หยวนหยวน” ได้รับแต่งตั้งเป็นขุนนางชั้นโหวแห่งกุ้ยเซียง จากนั้นย้ายทั้งตระกูลกลับมาพำนักที่เมืองหยางเซี่ย กลายเป็นตระกูลผู้มั่งคั่งแห่งท้องถิ่น มีชื่อเสียงเรียกว่า “ตระกูลหยวนแห่งมณฑลเฉิน”
ต่อมาในยุคราชวงศ์ฮั่นตะวันออก ตระกูลหยวนได้ย้ายถิ่นฐานมาที่หรูหนาน มณฑลเหอหนาน ครั้นถึงรุ่นหลานรุ่นที่แปดของหยวนหยวน คือ “หยวนอัน” ตระกูลก็รุ่งเรืองอย่างยิ่ง เขาเป็นผู้ที่ไม่หวั่นเกรงผู้มีอำนาจ จึงได้รับการสรรเสริญจากผู้คนในยุคนั้น และเนื่องจากลูกหลานของหยวนอันล้วนเป็นขุนนางต่อเนื่องกันมาหลายชั่วคน “สี่ชั่วคนสามอัครเสนาบดี” จึงทำให้ “ตระกูลหยวนแห่งหรูหนาน” กลายเป็นสกุลผู้ยิ่งใหญ่แห่งราชวงศ์ฮั่นตะวันออก
ในรุ่นนี้ของตระกูลหยวน ได้กำเนิด “บุตรกิเลน” สองคนที่ทั้งอายุน้อยและมีความสามารถ เป็นบุรุษอันโด่งดังหายากแห่งยุค คนหนึ่งคือ “หยวนเส้า” อีกคนคือ “หยวนซู่”
พูดถึงเรื่องรักและชังของสองพี่น้องผู้นี้ มีอยู่มากมายเกินจะนับ ทั้งในพงศาวดาร ตำนาน นิยาย และบทละคร
ก่อนหน้านี้เราได้กล่าวถึงหยวนเส้าไปแล้ว คราวนี้มาว่ากันถึงหยวนซู่กันบ้าง
หยวนซู่ในวัยหนุ่มมีชื่อเสียงจากความกล้าหาญและใจนักเลง มักออกล่าสัตว์เที่ยวเตร่กับบรรดาบุตรขุนนาง เป็นคนสำราญฟุ้งเฟ้อ แต่ต่อมาก็เปลี่ยนแปลงตนเองไม่น้อย เขาได้รับการเสนอชื่อเป็น “เสี่ยวเหลียน” ตั้งแต่อายุยังน้อย และหลังจากได้รับการโยกย้ายหลายครั้งก็ได้ดำรงตำแหน่งใหญ่ถึงขั้นผู้ว่าการเหอหนานและแม่ทัพเสือฮู่เปิ่น
หากดูจากจุดเริ่มต้นของสองพี่น้องนี้ก็เห็นได้ชัดว่า น้องชายหยวนซู่เหนือกว่าพี่ชายหยวนเส้ามาก ส่วนหนึ่งเพราะความแตกต่างของสายมารดา หยวนเส้าเป็นบุตรนางบำเรอ เป็นเพียงบุตรนอกสมรส ส่วนหยวนซู่เป็นบุตรชายโดยตรงของภรรยาเอกของซือคงหยวนเฟิง เป็นทายาทโดยชอบธรรมแท้จริง
หยวนเส้าต้องอาศัยผู้อื่นไต่เต้าทีละขั้น ผู้ที่อยู่รอบตัวล้วนเป็นขุนนางใหญ่หรือวงศ์วานขุนนาง เช่น เจี้ยนซั่ว หรือโจโฉ ส่วนโจโฉเองก็อยู่ในกลุ่มขันที เพราะบิดาของเขา โจซง เป็นบุตรบุญธรรมของขันทีใหญ่โจเถิง
ส่วนหยวนซู่กลับเหมือนมีทางสายตรงสู่จุดสูงสุด แผ่นดินทั้งผืนล้วนเปิดทางให้เขา เพราะเบื้องหลังไม่เพียงมีตระกูลหยวนแห่งหรูหนานค้ำจุน ยังมีตระกูลทางมารดาหนุนหลังอีกด้วย ยิ่งพี่ชายหยวนเส้ามีผลงานยิ่งใหญ่ หยวนซู่ก็ยิ่งต้องมีความสำเร็จเหนือกว่าเพื่อบดบังรัศมีนั้นให้ได้
ก่อนหน้านี้ เหตุการณ์ที่ “สิบขันที” ฆ่าเหอจิ้น หยวนซู่ร่วมมือกับอู๋ควงบุกเข้าโจมตีวังหลวง เหล่าขันทีต่อสู้สุดชีวิต หยวนซู่ถึงขั้นจุดไฟเผาประตูเก้าหงส์ทางทิศใต้และตำหนักตะวันออกตะวันตก จนขันทีทั้งสิบจำต้องหลบหนีออกจากวัง เห็นได้ชัดว่าเขาเป็นคนที่มีความทะเยอทะยานไม่น้อย
ในประวัติศาสตร์ ตั๋งโต๊ะก็เคยต้องการดึงหยวนซู่เข้าร่วม จึงเสนอจะมอบตำแหน่ง “แม่ทัพแดนหลัง” ให้ ซึ่งเป็นตำแหน่งใหญ่รองจากอัครเสนาบดี มีหน้าที่ดูแลทหารรักษาเมืองหลวงหรือคุมกองทัพชายแดน แต่หยวนซู่ย่อมไม่เลือกไปชายแดน เขาย่อมหมายถึงการคุมทัพรักษาเมืองหลวง
ว่ากันว่า “บนเตียงข้าไม่ให้ใครมานอน” ตั๋งโต๊ะถึงกับยอมสละกองกำลังรักษาเมืองเพื่อแลกกับการดึงหยวนซู่ไว้ ข้อนี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของหยวนซู่ในสายตาตั๋งโต๊ะอย่างชัดเจน เพราะหากได้หยวนซู่เข้าร่วม ก็เท่ากับได้แรงสนับสนุนเต็มกำลังจากตระกูลหยวนแห่งหรูหนานทั้งหมด
ทว่าหยวนซู่ในที่สุดก็ไม่ยอมอยู่ใต้ตั๋งโต๊ะ เขาเป็นคนทะนงตนและหยิ่งผยอง มองตั๋งโต๊ะเป็นเพียงคนชั่วที่ฉวยโอกาสชิงผลประโยชน์เท่านั้น การรวมพันธมิตรปราบตั๋งโต๊ะในภายหลังก็ล้วนเกิดจากการผลักดันของหยวนซู่อย่างมาก
และกองกำลังที่ลุกขึ้นต่อต้านตั๋งโต๊ะเป็นกลุ่มแรกในประวัติศาสตร์ นั่นก็คือ “กองทัพไป๋ปัว” ที่เมื่อมองย้อนกลับไปแล้ว ก็ชวนให้คิดถึงหยวนซู่ขึ้นมาทันที
เว่ยเปี้ยนคาดเดาได้ใกล้เคียงความจริงถึงแปดส่วน ส่วนเว่ยเฉิงเองก็คิดว่าเป็นไปได้มากทีเดียว
เพราะการจะปลุกระดมคนเป็นแสนลุกขึ้นก่อการได้ ไม่ใช่แค่บุคคลอย่างกั๋วไท่พอจะทำได้แน่ หากเบื้องหลังกั๋วไท่คือบุคคลอย่างหยวนซู่ ทายาทขุนนางผู้ยิ่งใหญ่ “สี่ชั่วคนสามอัครเสนาบดี” แล้วไซร้ เรื่องนี้ก็สมเหตุสมผลนัก
ภายในห้องโถง เว่ยเปี้ยนกับหลานชายเว่ยเฉิงสบตากัน สีหน้าเคร่งเครียดไม่น้อย
เหอหนาน หนานหยาง เหอตง และหงหนง — ทั้งสี่เขตนี้คือแนวป้องกันชั้นแรกนอกเมืองหลวง ผ่านสี่มณฑลนี้ไปก็คือเขตลั่วหยางโดยตรง …และในสามเขตแรก ล้วนมีเงาของตระกูลหยวนปรากฏอยู่ ยกเว้นเพียงเหอตงเท่านั้น
หากหยวนซู่อาศัยกองทัพไป๋ปัวเข้ายึดเหอตงได้ เช่นนั้นเมืองลั่วหยางก็จะถูกโอบล้อมทั้งสามทิศ เหลือเพียงด้านตะวันตกที่ถอยได้ ประวัติศาสตร์เคยบันทึกไว้ว่า ตั๋งโต๊ะถูกบีบจนต้องย้ายเมืองไปฉางอัน ดูจากสภาพตอนนี้ก็น่าจะไม่ต่างกันนัก…
สีหน้าของเว่ยเฉิงเข้มขึ้น รู้สึกเหมือนจับเงาแผนการของหยวนซู่ได้ และบางทีตนเองอาจเผลอทำให้แผนของเขาปั่นป่วนไปแล้วโดยไม่ตั้งใจ
“หากเป็นคนผู้นี้จริง ๆ เราคงทำอะไรเขาไม่ได้แล้วละ”
เว่ยเปี้ยนขมวดคิ้วพูดว่า “เหอตงมิได้ติดกับลั่วหยางโดยตรง ที่กองทัพไป๋ปัวเลือกก่อการในเหอตง ก็น่าจะเพราะเห็นประโยชน์จากคลังเสบียงที่นั่น ข้าพึ่งได้รับรายงานว่า ตอนนี้คลังเสบียงกว่าเจ็ดในสิบส่วนของเหอตงถูกปล้นเกลี้ยงแล้ว”
เว่ยเปี้ยนหยิบแผนที่ภูมิประเทศจากโต๊ะเตี้ยขึ้นมากางไว้ตรงหน้า
เขาชี้เส้นทางน้ำบนแผนที่แล้วพูดว่า “จากแม่น้ำเฟินไหลลงใต้ถึงแม่น้ำใหญ่ ข้ามฝั่งแม่น้ำก็เข้าสู่เขตหงหนง หากข้าเดาไม่ผิด เสบียงทั้งหมดที่ปล้นไป คงถูกลำเลียงข้ามแม่น้ำไปยังหงหนงเรียบร้อยแล้ว”
เว่ยเฉิงพยักหน้า “ไม่เพียงเสบียง ยังมีสินแร่เหล็กจำนวนมาก เราได้รับข่าวมาก่อนหน้านี้ว่ากองทัพไป๋ปัวจับคนไปขุดเหมือง โดยเฉพาะเหมืองเหล็ก ดูท่าคงเพื่อหล่ออาวุธจำนวนมาก”
เว่ยเปี้ยนสูดลมหายใจลึก ขมวดคิ้ว “เจ้าหนุ่มคนนี้คำนวณทุกอย่างไว้หมดจริง ๆ ทำให้เหอตงของข้ากลายเป็นเหยื่อเต็มตัว ปล้นทั้งคน ปล้นทั้งข้าว ทั้งเหล็ก เอ๊ะ...ก่อนหน้านี้เกลือที่ทะเลสาบก็โดนปล้นไปหลายครั้ง เห็นทีคงเกี่ยวกับเขาทั้งสิ้น”
เว่ยเฉิงนั่งลงบนเบาะพับ พูดอย่างฉุกคิด “ตั้งแต่ต้นเป้าหมายของเขาก็คือยึดเหอตงทั้งหมด หากไม่บังเอิญมาเจอข้า ตอนนี้เขาคงทำสำเร็จไปแล้ว”
เว่ยเปี้ยนแสดงสีหน้าโล่งใจ “ใช่ ถ้าไม่ใช่เพราะเจ้าเตรียมการไว้ก่อน คราวนี้เราคงถูกเล่นงานไปแล้ว หากเขายึดเหอตงได้สำเร็จ เมื่อนั้น ตั๋งโต๊ะจะถูกศัตรูล้อมสามด้าน จำต้องละทิ้งลั่วหยาง ไม่เช่นนั้นคงนอนไม่หลับแน่”
เว่ยเฉิงจ้องแผนที่เงียบไปนาน ก่อนพูดว่า “ท่านอา หากท่านเป็นหยวนซู่ จะเลือกสู้กับพวกเราจนถึงที่สุด หรือจะข้ามพวกเราไปย้ายสมรภูมิไปยังหงหนงซึ่งได้เปรียบกว่า?”
เว่ยเปี้ยนงุนงง “เจ้าหมายความว่าอย่างไร?”
เว่ยเฉิงชี้ไปยังจุดหนึ่งบนแผนที่ “ข้าได้ส่งหลิวเป่ยไปลั่วหยางขอกองหนุนแล้ว หากไม่ผิดพลาด กองหนุนคงกำลังขึ้นเหนือมา หยวนซู่ย่อมรู้ข่าวนี้ดี หากกองทัพไป๋ปัวข้ามแม่น้ำได้ ลั่วหยางก็จะตกอยู่ในอันตราย”
เว่ยเปี้ยนกล่าวต่อ “แต่ถ้ากองทัพไป๋ปัวไม่ข้ามแม่น้ำ รอจนลั่วหยางรู้ตัว… เจ้านี่คงตั้งใจทำให้กำลังของตั๋งโต๊ะถูกแบ่งออก แม้ผลจะออกเช่นใด ท้ายที่สุดอำนาจทัพในมือตั๋งโต๊ะก็จะถูกสั่นคลอนอยู่ดี”
เว่ยเฉิงหัวเราะเบา ๆ พยักหน้า “ถูกแล้ว เว้นแต่ตั๋งโต๊ะจะรีบยกทัพย้ายเมืองหลวงไปฉางอันในตอนนี้เท่านั้น ไม่เช่นนั้นเมื่อเหล่าผู้ไม่พอใจเริ่มขยับ อำนาจในมือตั๋งโต๊ะก็จะถูกแบ่งกินทีละน้อย กลายเป็นเชื้อแห่งหายนะ”
“ย้ายเมืองหลวงไปฉางอันหรือ?” เว่ยเปี้ยนขมวดคิ้ว ไม่เข้าใจว่าทำไมหลานชายจู่ ๆ ถึงพูดเช่นนั้น
เว่ยเฉิงรู้ตัวว่าพูดเกินไป จึงหัวเราะกลบเกลื่อน “อา ข้าแค่ลองคิดแทนตั๋งโต๊ะเท่านั้น หากจะทำลายสถานการณ์นี้ได้ ดูทีก็คงต้องย้ายเมืองจริง ๆ ฮะฮะ ท่านอาอย่าใส่ใจเลย”
เว่ยเปี้ยนมองแผนที่แล้วพยักหน้าเบา ๆ น้ำเสียงจริงจัง “ฟังเจ้าพูดแล้วก็มีเหตุผลอยู่ หากตั๋งโต๊ะไม่อยากถูกล้อมรอบทุกด้าน คงเหลือทางเดียวคือย้ายเมือง”
เว่ยเฉิงส่ายหน้า ลุกขึ้นมองท้องฟ้านอกประตู “ตอนนี้เขาคงยังไม่ย้ายหรอก การย้ายเมืองกระทบมากเกินไป เขาน่าจะยอมสละอำนาจบางส่วนแทน”
“ท่านอา รอดูเถอะ อีกไม่นานยุคแห่งเหล่าผู้กล้าจะเปิดฉาก คนเหล่านี้เมื่อได้รับอำนาจจากตั๋งโต๊ะ จะเริ่มกว้านซื้อผู้คน อ้างคำว่า ‘ปราบกบฏ’ เป็นข้ออ้างขยายกำลังตนเอง แล้วสุดท้ายจะย้อนกลับมากัดตั๋งโต๊ะเสียเอง”
(จบตอน)