ตอนที่ 28 กลั้นไว้...แต่สุดท้ายก็กลั้นไม่อยู่
การแต่งตัวบนเวทีของเหลียนเป่าจือเต็มไปด้วยกลิ่นอายเกิร์ลกรุ๊ปอย่างแท้จริง
เธอสวมกระโปรงจีบรอบที่กำลังฮิตในตอนนี้ ประดับด้วยของตกแต่งมากมายที่ดูคุ้นตาแต่เรียกชื่อไม่ออก ส่วนท่อนบนเป็นเสื้อครอปแขนสั้นสีชมพูอ่อน
แต่งหน้าสโมกกี้อาย ด้านหางตาขวาวาดรูปหัวใจเล็ก ๆ เงาตาเป็นสี “ดอกกุหลาบแห้ง” ผสมประกายกลิตเตอร์
ยังไม่พูดถึงโชว์ที่ตามมา แค่ชุดนี้ จิ่นหลีก็ให้คะแนนเต็ม ถือว่าใช้จุดเด่นกลบจุดด้อย โชว์ทั้งรูปลักษณ์และรูปร่างของเธอออกมาได้อย่างสมบูรณ์
เสียงดนตรีดังขึ้น เหลียนเป่าจือทั้งร้องทั้งเต้น ดาวจับสุด ๆ
จิ่นหลีเอามือข้างหนึ่งแตะหูฟังอย่างตั้งใจ ฟังจังหวะกลองแล้วพยักหน้าตามเป็นระยะ ไม่รู้ได้ยินอะไรเข้า เธอก็ยิ้มบาง ๆ ออกมาโดยไม่รู้ตัว
จิ่นหลีพยายามกลั้นไว้
แต่สุดท้ายก็กลั้นไม่อยู่ ก้มหน้าหลบยิ้มที่แอบหลุดออกมา
ผ่านไปไม่กี่วินาที เธอเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง สีหน้าเรียบเฉยกลับมาเป็นปกติราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
กล้องถ่ายทอดสดหันมาทางฝั่งจิ่นหลี เธอเบิกตากว้างเล็กน้อย ยกมือโบกเบา ๆ ส่งวิงก์พร้อมทำมือรูปหัวใจ แล้วค่อยหันกลับไปมองเวทีอีกครั้ง
เมื่อเพลงจบ บรรยากาศในห้องก็ยังคงเร่าร้อนต่อเนื่อง
เหล่าผู้เข้าแข่งขันต่างกรีดร้องสุดเสียงเพื่อแย่งชิงเวลาหน้ากล้องให้ได้มากที่สุด
จิ่นหลีพยักหน้าเบา ๆ บางครั้งก็ก้มมองการ์ดบทพูดของตัวเอง จากสีหน้าแล้วไม่มีทางดูออกเลยว่ามีอะไรผิดปกติ
กัปตันวง “เดือนมีนาคม” อย่างเหยียนซิงตงลุกขึ้นยืน ทำหน้าที่พิธีกรเฉพาะกิจ ยกไมค์ถามผู้เข้าแข่งขันว่า—
“เวทีของครูเหลียนเป่าจือ ‘ระเบิด’ หรือเปล่า?”
เขายกมือขึ้นแนบหู ทำท่ารอฟังคำตอบ
“ระเบิด!!”
“เวทีของครูเหลียนเป่าจือ ‘ดี’ ไหม?”
“ดี!!”
ทั้งหมดนั้นเป็นขั้นตอนที่ทีมงานวางไว้ล่วงหน้า คำถามของเมนเทอร์และคำตอบของผู้เข้าแข่งขันต่างซ้อมมาก่อนแล้ว
จิ่นหลีได้ยินคำตอบของทุกคนก็เผลอยิ้มอีกครั้ง รีบก้มหน้ากลั้นเสียงหัวเราะ
พอเงยหน้าขึ้นอีกที สีหน้าก็กลับเป็นปกติ พร้อมรอยยิ้มสุภาพและเสียงปรบมืออย่างเหมาะสม
อีกไม่นาน เหลียนเป่าจือเดินกลับมายังที่นั่งเมนเทอร์ เห็นจิ่นหลีเข้าก็เปลี่ยนจากยิ้มเป็นหน้านิ่งในทันที
ทั้งคู่ไม่ได้พูดอะไรกัน
เว้นแต่ตอนจำเป็นระหว่างอัดรายการ พวกเธอแทบไม่มีปฏิสัมพันธ์อื่นใด เส้นแบ่งระหว่างกันชัดเจนราวรอยมีดกรีด
เวลาผ่านไปรวดเร็ว ไม่นานก็ถึงห้าโมงเย็น
ทีมงานไม่ปล่อยให้ล่าช้า แม้ข้างบนยังมีผู้เข้าแข่งขันกำลังแสดงอยู่ก็ประกาศพัก ให้ทุกคนไปกินข้าวก่อน
อีกหนึ่งชั่วโมงต้องกลับมาถ่ายต่อ การพักให้สมองและร่างกายสดชื่นสำคัญกว่า
เหลียนเป่าจือลุกขึ้นกำลังจะไป แต่จิ่นหลีกลับเอ่ยเสียงเรียบช้า ๆ ว่า “ครูเหลียนเป่าจือ ร้องเพลงเพราะนะคะ เสียงอาจบางไปนิด แต่เพลงนี้เหมาะกับคุณมากเลย”
เหลียนเป่าจือชะงัก หันมามองด้วยแววสงสัย “คุณกำลังชมฉันเหรอ?”
จิ่นหลียิ้มสดใส “ใช่ค่ะ ฉันชื่นชมจริง ๆ”
เหลียนเป่าจือขมวดคิ้วเล็กน้อย ดูไม่สบายใจ จึงไม่พูดอะไรอีก รีบเดินจากไป
พอเธอไปแล้ว จี้ชิงเหลียนที่รออยู่ข้าง ๆ เอ่ยเสียงเรียบ “เธอก็ได้ยินใช่ไหม เพลงนั้นมีช่วงหนึ่งที่เธอร้องเพี้ยน แต่เจ้าตัวไม่รู้ ยังร้องเพี้ยนซ้ำสองรอบด้วยซ้ำ”
จิ่นหลีไหล่กระตุก “ได้ยินสิ เพี้ยนแบบเป็นธรรมชาติมาก แต่ก็สามารถกลับเข้าจังหวะในประโยคถัดไปได้ เพลงนี้น่าสนใจดีนะ”
จี้ชิงเหลียนเลิกคิ้ว “ฉันนึกอะไรที่น่าสนใจกว่านั้นออก”
จิ่นหลีหันมองเธอ
จี้ชิงเหลียนพูด “เพลงนี้เพราะแต่ค่อนข้างไม่ดัง เว้นแต่คนมิกซ์เสียงจะรู้จักเพลงดีมาก ไม่งั้นคงไม่รู้เลยว่าต้องแก้ตรงไหน เพราะเหลียนเป่าจือร้องเพี้ยนได้แนบเนียนจริง ๆ”
จิ่นหลีนึกภาพตาม แล้วก็หัวเราะออกมา
ใช่เลย แม้แต่คนร้องเองยังไม่รู้ว่าร้องผิด จะไม่หลงก็แปลกแล้ว
ถ้าเป็นเพลงอื่น เธอก็คงจับไม่ได้ แต่บังเอิญเหลียนเป่าจือเลือกเพลงนี้ — 《หลังฝนที่เงียบสงัด》
ตอนวง “สาวชมพู” เปิดตัวใหม่ ๆ พวกเธอร้องแต่เพลงของตัวเอง แทบไม่เคยคัฟเวอร์เพลงคนอื่นเลย มีอยู่แค่ไม่กี่เพลงเท่านั้นที่เคยคัฟเวอร์
และเพลง 《หลังฝนที่เงียบสงัด》 ก็เป็นหนึ่งในนั้น พวกเธอยังเคยทำท่าเต้นพิเศษสำหรับเพลงนี้ด้วย ทุกคำทุกโน้ตถูกถอดออกมาทีละเสียง
เพราะอย่างนั้นจิ่นหลีถึงรู้ว่าเพลงนี้มี “กับดัก” ตอนร้องตามโน้ตยังไม่เท่าไร แต่พอไม่มีโน้ต ทุกคนแทบจะหลงเสียงตรงท่อนนั้นหมด
พวกเธอต้องฝึกซ้ำ ๆ จนเป็นความจำของกล้ามเนื้อ เพื่อให้ไม่พลาดแม้แต่นิด ถึงได้ขึ้นแสดงจริง
เธอไม่รู้ว่าเหลียนเป่าจือเลือกเพลงนี้โดยบังเอิญหรือจงใจ
แต่ไม่ว่าข้อไหนก็ตาม ต้องบอกว่าเธอเลือกพลาดจริง ๆ ช่างโชคร้ายเหลือเกิน
สุยหลิงฟางยืนรอจิ่นหลีอยู่ที่หน้าประตู
พอเห็นเธอกับจี้ชิงเหลียนเดินมาด้วยกัน ก็พยักหน้าให้จี้ชิงเหลียนพร้อมกล่าวทักทาย
จิ่นหลีคล้องแขนจี้ชิงเหลียนข้างหนึ่ง อีกข้างคล้องแขนผู้จัดการ เดินไปโรงอาหารด้วยกัน พร้อมพูดคุยถึงความรู้สึกต่อเวทีเมื่อครู่
ในโรงอาหาร เสียงผู้คนดังอื้ออึง
เมนเทอร์กับผู้เข้าแข่งขันใช้โรงอาหารเดียวกัน แต่แยกชั้น ที่ชั้นสองเป็นส่วนของเมนเทอร์
ชั้นสองเป็นระบบสั่งอาหารเฉพาะ ทำสดใหม่ทุกจาน
จิ่นหลีเดินมาที่โซนก๋วยเตี๋ยว พบว่ากู้เฉิงกำลังต่อคิวอยู่ ทั้งสองจึงทักทายกัน
กู้เฉิงสูงกว่าจิ่นหลีมาก ในหมู่ดาราชาย เขานับว่าสูงกว่าค่าเฉลี่ย
ยืนข้างกันแล้ว ทำให้จิ่นหลีที่จริง ๆ ก็ไม่ได้เตี้ย ดูเหมือนตัวเล็กลงทันตา
หลังจากกู้เฉิงสั่งอาหารเสร็จ เขาไม่ได้เดินไปทันที แต่หยิบมือถือขึ้นมาดู ข้อความแจ้งเตือนอะไรบางอย่าง
ไม่นานนัก ก๋วยเตี๋ยวของจิ่นหลีก็เสร็จ ตอนที่เธอกำลังจะยกถ้วยออกไป มือหนึ่งที่เรียวยาวแข็งแรงก็ยื่นมาช่วยถือไปพร้อมกัน
กู้เฉิงพูดเสียงเรียบ “มันร้อนหน่อย หนักด้วย เดี๋ยวผมช่วยถือไปให้”
จิ่นหลีชะงักเล็กน้อย ก่อนเอ่ยขอบคุณ
ระหว่างเดิน เธอล้อเล่นว่า “ฉันดูบอบบางขนาดนั้นเลยเหรอ ถึงต้องให้ช่วยเหมือนสัตว์ใกล้สูญพันธุ์?”
กู้เฉิงเหลือบมองเธอ “ตอนเห็นรุ่นพี่ ก็เหมือนเห็นลูกแมวตัวหนึ่งน่ะครับ”
จิ่นหลีบ่นในใจ — ฉันเป็นปลานำโชคนะ เจ้าแมวนั่นน่ะศัตรูตัวฉกาจของฉันเลยต่างหาก
“คราวหน้าไม่ต้องช่วยแล้วนะคะ ฉันไม่ได้อ่อนแออย่างที่คิด แค่สุขภาพไม่ดี ไม่ใช่ไม่มีแรง”
กู้เฉิงรับคำสั้น ๆ “ครับ ถือเป็นการขอบคุณรุ่นพี่ที่ยอมสละฟิตเนสให้ผมวันนั้นละกัน”
จิ่นหลีหัวเราะ “ขอบคุณแบบนี้ได้ยังไง ตอนนั้นคุณไม่ได้ไปซ้อมด้วยซ้ำ”
แววตาของกู้เฉิงมีรอยยิ้ม “ใช่ ไม่ได้ไป พอดีตอนนั้นเราทั้งคู่ก็ไม่มีเวลา เห็นไหม ตอนนั้นยังไม่รู้เลยว่าอยู่วงการเดียวกัน ทั้งที่แต่งตัวเหมือนกันเป๊ะ”
ตอนนี้พอนึกย้อนกลับไป จิ่นหลีก็รู้สึกขำเหมือนกัน จริง ๆ แล้วเธอก็ไม่เคยนึกถึงเรื่องนั้นเลย
บางทีความสัมพันธ์ของคนเราก็เป็นแบบนี้ — เจอกันผิดเวลา แล้วกลับมารู้จักกันในเวลาที่ไม่คาดคิด
เมื่อนึกถึงตอนที่รู้ตัวว่าคุ้นเคยกันในภายหลัง เธอก็อดหัวเราะเบา ๆ ไม่ได้
จี้ชิงเหลียนกับสุยหลิงฟางเพิ่งกลับมาพร้อมถาดอาหาร กำลังมองหาที่นั่ง พอเห็นกู้เฉิงช่วยถือชามก๋วยเตี๋ยวให้จิ่นหลี ทั้งคู่ก็ยิ้มขอบคุณ
ว่ากันตามตรง พวกเธอก็แอบเป็นห่วงอยู่เหมือนกัน เพราะชามนั้นทั้งใหญ่ทั้งดูหนักไม่น้อย
จี้ชิงเหลียนพูดขึ้นทันที “ไม่ต้องไปหาที่ใหม่แล้ว เรานั่งรวมกับวงเดือนมีนาคมเลยสิ”
ในวงการบันเทิง เส้นสัมพันธ์ยิ่งมากก็เท่ากับมีทางรอดเพิ่ม
เมื่อสถานการณ์เหมาะสม ไม่มีใครปฏิเสธการเป็นมิตรกับเพื่อนร่วมวงการหรอก จะมีศัตรูทุกคนได้ยังไงกัน
ราตรีสวัสดิ์~
(จบตอน)