ตอนที่ 45 ฉันไหว้ตัวเอง ^_^
คำพูดของจิ่นหลีทำให้ความกระตือรือร้นของกู้เฉิงที่จะไปไหว้เทพเจ้าแห่งโชคลาภมอดดับลง เขาเลยไม่ได้ส่งข้อความไปอีก
จิ่นหลีเหลือบมองโทรศัพท์ พลางทบทวนตัวเอง — หรือว่าเธอจะไปทำลายความตั้งใจของคนอื่นที่จะไปวัดมากไปหน่อย?
คิดได้แบบนั้น เธอจึงส่งข้อความไปอีกหนึ่งข้อความ
[ว่าแต่ ตอนนี้นายมาก็ไม่ทันแล้วนะ ฉันออกเดินทางมาครึ่งทางแล้ว หอพักพวกนายก็อยู่ไกลจากวัดพอสมควร]
จิ่นหลี: [เอางี้ไหม ฉันซื้อของฝากจากวัดกลับไปให้พวกนาย “วงเดือนมีนาคม” ด้วยเลย เดี๋ยวถ่ายรูปให้ดูแล้วให้เลือกกัน วัดนี้ใหญ่ดี ของที่ระลึกเยอะมาก]
กู้เฉิง: [^_^]
กู้เฉิง: [ไม่ต้องเอาของฝากมาให้หรอก ฉันส่งรูปหน้าฉันไปให้นะ เธอดูสิแถวนั้นมีช่างปั้นดินคนไหนไหม ช่วยปั้นรูปฉันไว้หน่อย]
จิ่นหลี: [……]
กู้เฉิง: [เธอพูดถูก]
เขาพิมพ์ต่ออย่างใจเย็นและมั่นคง ไม่เร่งรีบ
กู้เฉิง: [ฉันไหว้ตัวเอง ^_^]
จิ่นหลี: ……
ตอนนี้พอเห็นหน้ายิ้มแบบนั้นทีไร เธอก็รู้สึกขนลุกทุกที
ถึงจะเป็นเธอที่เสนอเรื่องนี้ขึ้นมาก่อน แต่พออีกฝ่ายทำจริง เธอก็ถอยแทบไม่ทัน
จิ่นหลี: [ไม่ไม่ไม่ เอาเถอะ อย่าทำแบบนั้นเลย ไหว้ตัวเองมันดูไม่ดีเท่าไหร่ ฉันซื้อรูปปั้นเทพเจ้าแห่งโชคลาภสีทอง ๆ ให้แทนละกัน ตกลงตามนี้นะ!]
เฉินหลิน: [ขอยกมือตอบเบา ๆ หน่อยนะ กู้เฉิงเขาไม่อยากได้ของฝาก แต่ฉันอยากได้มากเลย พี่หลีช่วยซื้อให้หน่อยได้ไหม ฉันรู้สึกว่าช่วงนี้โชคร้ายสุด ๆ]
การสนทนาระหว่างจิ่นหลีกับกู้เฉิงเกิดขึ้นในกลุ่มแชตที่จี๋ชิงเหลียนสร้างไว้
เนื้อหาก็ค่อนข้างปกติ ไม่มีอะไรที่ต้องปิดบัง ทุกคนในกลุ่มเห็นได้หมด
จี๋ชิงเหลียน: [+1 หลีเป่า อย่าลืมซื้อลอตเตอรี่กลับมาฝากฉันด้วยนะ]
เอี๋ยนซิงตง: [+1]
ลั่วอี้: [+1]
กู้เฉิง: [+1]
เฉินหลิน: [@กู้เฉิง นายไม่ใช่บอกว่าไม่อยากได้อะไรเหรอ?]
เฉินหลินเอนตัวพิงโซฟาอย่างสบาย ๆ รอคำตอบจากกู้เฉิง แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือ—
[คุณถูกหัวหน้ากลุ่มเตะออกจากแชต]
เฉินหลิน: !!!
จิ่นหลีเดินทางมาถึงวัดได้อย่างราบรื่น วันนี้เป็นวันหยุดสุดสัปดาห์ คนเยอะมาก
คราวนี้เธอสวมเสื้อยืดสีขาวกับกางเกงยีนส์สีฟ้าอ่อน หมวกแก๊ปสีเบจ ใส่หน้ากากสีชมพู และดึงปีกหมวกลงต่ำ
ผิวของเธอขาว รูปร่างได้สัดส่วน เส้นผมดำยาวสลวย จึงดึงดูดสายตาของนักท่องเที่ยวหลายคนระหว่างเดินทาง
แต่พอมีสวี่หลิงฟางเดินอยู่ข้าง ๆ ควงแขนกันเหมือนนักท่องเที่ยวทั่วไป มองซ้ายมองขวาไปเรื่อย ๆ คนอื่นก็แค่เหลือบมองแล้วหันไปทางอื่น
รู้สึกชอบเลย แบบนี้แหละคือความรู้สึก “ปลอดภัย” ใช่ไหมนะ?
จิ่นหลีหัวเราะเบา ๆ ออกมาโดยไม่รู้ตัว
คราวก่อนเธอมาวัดแบบเร่งรีบ ยังไม่กล้าเดินดูรอบ ๆ คราวนี้ตั้งใจจะซื้อของฝาก จึงเดินเล่นกับสวี่หลิงฟางเต็มที่ เห็นของน่าสนใจก็เหมามาทีละสิบชิ้น
สวี่หลิงฟางถาม “เธอซื้อเยอะขนาดนี้ทำไม?”
จิ่นหลีตอบ “ของในวัดดี ๆ ทั้งนั้น ซื้อไว้กลับไปแจกคนอื่นไง อย่างเช่นสายสิญจน์เส้นนี้ ฉันว่าดีนะ กันสิ่งไม่ดีได้”
เดิมทีสวี่หลิงฟางไม่ได้คิดจะซื้อ แต่พอได้ยินก็เริ่มลังเล “มันได้ผลจริงเหรอ?”
จิ่นหลีคิดนิดหนึ่งแล้วตอบ “ก็ไม่แน่หรอก ของพวกนี้มันอยู่ที่ใจ เธอเชื่อว่ามันดี มันก็จะดี เธอไม่เชื่อ มันก็ไม่ดี”
ยังไงสายสิญจน์เส้นหนึ่งก็ไม่แพง สวี่หลิงฟางเลยซื้อบ้าง พร้อมชมว่าไอเดียซื้อของฝากของเธอดีมาก
“คราวหลังถ้าเจอคนในวงการที่ถูกชะตา ก็หาของฝากให้บ้าง ไม่ต้องแพง แค่มีน้ำใจก็พอ คนเขาจะจำเราได้”
สวี่หลิงฟางรู้สึกว่า จิ่นหลีเหมาะกับวงการบันเทิงจริง ๆ
เธอเป็นคนมีเหตุผล มองโลกอย่างเข้าใจ และรู้จักวางตัว ไม่ยึดติดกับเรื่องมากมาย
อาจเพราะสุขภาพของเธอไม่ดี จึงทำให้ไม่ใส่ใจหลายเรื่อง
แต่ด้วยนิสัยแบบนี้กลับทำให้เธออยู่ในวงการได้ยาวนานกว่าใคร
ดาราที่มัวแต่ยึดติดกับชัยชนะหรือความพ่ายแพ้ชั่วคราว มักจะเหนื่อยใจ ทรมานตัวเองและคนรอบข้าง ความสัมพันธ์กับทีมงานก็จะตึงเครียด
ขณะจิ่นหลีกับสวี่หลิงฟางเดินชมวัด ทีมงานรายการ PICK~เส้นทางสู่ราชินีคนต่อไป ก็เรียกประชุมด่วน
ตามตารางงานของรายการ วันนี้วันเสาร์ เป็นวันออกอากาศตอนที่สอง (ภาคแรก) และเป็นวันซ้อมใหญ่ของตอนที่สามด้วย
เหล่าศิลปินที่ต้องมาซ้อมต่างมากันครบ แม้แต่คนที่ถูกพูดถึงในกลุ่มแชตอย่างเหลียนเป่าจื้อก็มา
เดิมเธอมีกำหนดซ้อมช่วงเย็น แต่ครั้งนี้มาถึงตั้งแต่บ่าย เพื่อพูดคุยกับผู้รับผิดชอบรายการ ขอโทษและอธิบายเรื่องความผิดพลาดที่เกิดจากผู้จัดการส่วนตัว
ทางทีมงานแบ่งคนมารับหน้าไว้ก่อน อีกส่วนเปิดประชุมย่อยทันที
หัวข้อการประชุมคือวิเคราะห์ข้อมูลของตอนที่สองหลังออกอากาศ สรุปจุดเด่น และวางแผนให้ตอนที่สามมี “จุดฮิต” เหมือนกัน
ถึงรายการจะออกอากาศได้แค่ห้าชั่วโมง แต่รายการวาไรตี้จะปังหรือไม่ ก็ดูได้ตั้งแต่ต้นแล้ว
ยิ่งรายการ PICK~เส้นทางสู่ราชินีคนต่อไป มักจะมียอดเข้าชมสูงสุดในวันแรก หลังจากนั้นจะค่อย ๆ ลดลง
ในห้องประชุม ทุกคนสรุปข้อมูลได้เป็นสองทิศทาง
ทิศทางแรก คือวงบอยแบนด์ “วงเดือนมีนาคม”
วงเดือนมีนาคมสมกับเป็นวงชายที่โด่งดังที่สุดในช่วงสองปีนี้ พวกเขาเป็นแม่เหล็กดูดกระแสชั้นดี แฟนคลับของพวกเขาคือกลุ่มใหญ่ของผู้ชม
ทิศทางที่สอง คือการรวมตัวอีกครั้งของ “วงสาวชมพู”
วงสาวชมพู ก็ไม่ต่างกัน สามปีก่อนพวกเธอคือเกิร์ลกรุ๊ปอันดับหนึ่งแบบไม่มีใครเทียบได้ การกลับมาพร้อมจิ่นหลีและจี๋ชิงเหลียนดึงดูดแฟนคลับใหม่จำนวนมาก
แล้ว “แฟนใหม่” หมายถึงอะไร?
ก็หมายความว่า คนเหล่านี้ไม่ได้ดูตอนแรก แต่เข้ามาดูตอนที่สองเลย
จากข้อมูลหลังบ้าน การดึงดูดแฟนใหม่ครั้งนี้ให้ผลเทียบเท่ากับงบโฆษณาหลายล้านที่โปรโมตตอนที่สอง
เทียบกับค่าตัวของจิ่นหลีแล้ว ผลตอบแทนถือว่าคุ้มค่าเกินคาด
“ในเมื่อการรวมตัวของวงสาวชมพู กับวงเดือนมีนาคมได้ผลดีขนาดนี้ งั้นตอนที่สามเราชวนจิ่นหลีมาอีกดีไหม?”
ทุกคนเงียบไปชั่วครู่ ก่อนมีพนักงานคนหนึ่งพูดขึ้น
คำพูดนั้นเหมือนเป็นตัวจุดประกาย คนอื่น ๆ ก็พากันเห็นด้วยว่าควรเชิญจิ่นหลีมาอีก จะช่วยเพิ่มเรตติ้งได้แน่นอน
“รู้อย่างนี้แต่แรกก็น่าจะชวนสมาชิกวงสาวชมพูมาทั้งหมดเลย จะได้รวมกันในรายการเดียว” มีคนพูดขึ้นอย่างเสียดาย
อีกคนว่า “ความคิดนี้ฝ่ายวางแผนเคยเสนอแล้วนะ ตอนนั้นส่งคำเชิญไปหาสมาชิกคนอื่น ๆ หมด แต่โดนปฏิเสธทุกคน
ตอนอัดตอนแรก จิ่นหลีสุขภาพไม่ดี เราเลยไม่ได้เชิญ เธอไม่มา คนอื่น ๆ ก็เลยไม่มาเหมือนกัน
แถมทาง LP ยังบอกเราว่า ไม่อยากให้วงสาวชมพูรวมตัวอีกด้วย ต่อให้เราชวนจิ่นหลีไป จี๋ชิงเหลียนก็จะไม่มาอยู่ดี”
พอพูดถึง LP ทุกคนก็คิดถึงเรื่องเหลียนเป่าจื้อกับผู้จัดการโดนด่ากลางกรุ๊ป จึงมองหน้ากันไปมา
“งั้นเราจะเชิญจิ่นหลีต่อไหมล่ะ ตอนที่สามไม่มีช่วงคู่เทรนเนอร์ ถ้าอยากได้เธอมาจริง ๆ ก็ต้องหาวิธีใหม่”
(จบตอน)