ตอนที่ 63 ว่าง ๆ ก็ไหว้สักหน่อย ขโมยเวลาสบายใจครึ่งวัน

จิ่นหลีมาที่บริษัท
สิ่งที่เธอสนใจที่สุดคือตอนที่โดะมี่เครื่องสำอางส่งมา ส่วนพี่ฟางกับโจวต๋าก็เดินวนดูรอบ ๆ กล่องสีเงินเทา
ทั้งสองขอความเห็นจากจิ่นหลี แล้วช่วยตรวจของให้เอง ถูมือก่อนเปิดกล่อง
สิ่งที่เห็นในตาคือธนบัตรสีแดงสดใหม่เป็นปึก ๆ
พี่ฟางหยิบขึ้นมาปึกหนึ่งดู พบว่าทั้งหมดเป็นเลขเรียง ดูเหมือนเพิ่งแลกจากธนาคารมาไม่นาน
บริษัทกวากวาเล่อก็ถือว่าเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ มีลักษณะเพื่อสังคม รายได้ส่วนหนึ่งจะถูกนำไปช่วยเหลือผู้สูงอายุ ผู้ป่วย และผู้พิการ ดำเนินการมาเป็นสิบปีแล้ว
ลอตเตอรี่บริษัทอื่นมีปัญหาติดต่อกัน แต่ชื่อเสียงของกวากวาเล่อยังดีอยู่ มักได้ยินข่าวคนถูกรางวัลอยู่เรื่อย ๆ
แต่พี่ฟางคิดว่า อาจเพราะขั้นตอนการออกตั๋วปลอมยาก อีกทั้งจำนวนเงินรางวัลไม่มากสุดก็แค่สิบล้าน เทียบกับพวกรางวัลระดับพันล้านก็ไม่เท่าไหร่ เลยไม่มีใครจ้องเล่นงาน
โจวต๋านั่งบนเก้าอี้ มือหนึ่งจับกล่อง สวมแว่นกันแดด ทำท่าคิดนักปรัชญา
บังเอิญเขาใส่สูทพอดี ดูเนี้ยบมาก แวบแรกดูแล้วเหมือนว่า——
โจวต๋าถามว่า “เฮ้ เป็นไง ฉันดูเหมือนพวกพี่ใหญ่ยุคเก่า ๆ ไหม?”
สุยหลิงฟางเหลือบตามอง “อืม ดูเหมือนพวกแม่ทีมขายตรงในโซเชียล ที่เอาเงินมาล่อให้คนมาสมัครต่อยอดน่ะสิ”
โจวต๋าเก๊กแตกทันที “หา! เหมือนแม่ทีมขายตรงจริงเหรอ ไม่ใช่มั้ง เดี๋ยวนี้ทำขายตรงต้องแต่งตัวหรูขนาดนี้เลย?”
สุยหลิงฟางกลอกตา “แน่นอน อย่าดูถูกพวกตัวแทนใหญ่ที่บินทั่วประเทศเชียว
ทุกวันโพสต์รูปเที่ยวต่างจังหวัด โพสต์รูปคลังสินค้าที่กักตุนไว้ ขายไปเท่าไร จัดประชุมเดือนละครั้ง ในงานต้องแจกเงินสดหลักแสน
เดี๋ยวนี้ถ้าโจรไม่ลงทุนหน่อย ไม่มีฝีมือจริง จะหลอกให้พวกเราร่วมลงทุนได้ยังไง? โจรก็ต้องใช้เทคนิคเหมือนกัน”
สุยหลิงฟางตบไหล่โจวต๋า “ขยับหน่อย ฉันจะถ่ายรูปกล่องไว้ จิ่นหลีบอกว่าจะลงบล็อกช่วยโปรโมตกวากวาเล่อ”
โจวต๋ายอมหลีกทาง พึมพำว่า “กวากวาเล่อนี่ก็เก่งนะ ได้โปรโมตฟรีจากจิ่นหลี เธอติดเทรนด์ร้อนอยู่ตอนนี้ โพสต์บล็อกทีมีคนดูเป็นล้าน ความร้อนแรงไม่หยุดเลย”
สุยหลิงฟางจัดท่าทางให้ดี แล้วให้เสี่ยวเฉินช่วยจัดไฟ ถ่ายออกมาหลายมุมสวย ๆ
“จิ่นหลีไม่สนใจเรื่องพวกนี้ เธอบอกว่ากวากวาเล่อยังมีจิตสำนึกดี เธออยากช่วยโปรโมตให้”
โจวต๋าคิดในใจว่า จิ่นหลียังเด็ก เธอจะรู้ได้ไงว่ากวากวาเล่อมีจิตสำนึกจริงไหม
ทางด้านจิ่นหลี
เธออ่านตอนที่โดะมี่เครื่องสำอางส่งมาเสร็จ
ฉบับนี้ดีกว่าที่คุณหนานพูดถึงมาก เนื้อหาเล่าถึงสาวสวยคนหนึ่งที่ชอบใส่กี่เพ้า ใช้ชีวิตหนึ่งวันในมหานครใหญ่ที่เต็มไปด้วยความรุ่งเรือง
ทั้งวันนั้น เธอเดินซูเปอร์มาร์เก็ต ดื่มชานม ไปผับ สุดท้ายกลับอพาร์ตเมนต์ของตัวเอง แล้วล้างเครื่องสำอางหน้ากระจก
เมื่อเทียบกับชีวิตหรูหราฟุ้งเฟ้อก่อนหน้า จิ่นหลีชอบช่วงหลังมากกว่า ที่หญิงสาวมองหน้าตัวเองในกระจกแล้วหัวเราะออกมาอย่างมีความสุข
ต่อมา เธอเรียกเพื่อนสาวมาหลายคน มารวมตัวกันที่อพาร์ตเมนต์ ดูซีรีส์ กินไก่ทอด ดื่มเบียร์ เล่นกันอย่างเต็มที่
——ชีวิตมีหลายแบบ ทุกคนสามารถเลือกทางที่ตัวเองชอบได้ เธอสวยอยู่แล้ว
จิ่นหลีกำบทไว้แน่น เธอชอบบทนี้จริง ๆ !
ในอกเหมือนมีเลือดร้อนพลุ่งพล่าน เธอแทบอดใจไม่ไหวอยากถ่ายทำมันทันที
สุยหลิงฟางเดินเข้ามา เห็นจิ่นหลียังอ่านบทอยู่ แถมยิ้มอยู่ด้วย จึงพูดว่า “ดูท่าทางเธอจะชอบบทนี้มากนะ?”
จิ่นหลีพยักหน้า “ดีมากเลย ฉันอยากถ่าย”
สุยหลิงฟางว่า “ฉันอ่านแล้วเหมือนกัน ฉันก็ว่าน่าสนใจ ไม่จำกัดแค่ในแวดวงเครื่องสำอาง ถ้าฝั่งโดะมี่จัดฉากดีหน่อย แล้วหาผู้กำกับฝีมือดีมาถ่าย”
เธอหยุดคิด “ฉันว่าภาพยนตร์โฆษณานี้มีสิทธิ์ชิงรางวัลทองคำด้านโฆษณาแห่งปีเลยนะ”

จิ่นหลีแปลกใจ “เธอคาดหวังกับมันมากขนาดนั้นเลย?”
สุยหลิงฟางส่ายหน้า “ไม่ ฉันคาดหวังกับความคิดของเธอต่างหาก”
หลังจากกินข้าวที่โรงอาหารบริษัทเสร็จ จิ่นหลีใช้บัญชีมือถือของตัวเองอัปโหลดรูปกล่องไม่กี่รูป กลางรูปเป็นภาพเปิดกล่องที่คนชอบดู เพื่อโปรโมตกวากวาเล่อ
จิ่นหลีโพสต์ว่า [ขอบคุณกวากวาเล่อที่สนับสนุนงานการกุศลของประเทศ เงิน 4.19 แสนนี้ ฉันได้มอบให้บริษัทนำไปบริจาคทั้งหมด ใช้ช่วยเหลือผู้สูงอายุ ผู้ป่วย และผู้พิการ เพื่อสังคมที่ดีกว่า สู้ ๆ ヾ(°°)]
โพสต์นี้ออกไป ก็ทำให้ทั้งเน็ตตื่นเต้นขึ้นอีกครั้ง
[เรื่องการตลาดนี่ ฉันกล้าพูดเลยว่าจิ่นหลีเก่งมาก!]
[เพิ่งรับเงินรางวัลไม่นาน เงินยังไม่ร้อนมือ เธอก็เอาไปบริจาคแล้ว]
[จิ่นหลีสุดยอด!]
[เธอเป็นดารา ค่าจ้างออกงานแต่ละครั้งสูงอยู่แล้ว เงินรางวัลแค่นี้ไม่เท่าไหร่ แต่เธอยังยอมบริจาค จิตใจเธอน่าชื่นชมจริง ๆ!]
[เมื่อก่อนแค่รู้สึกว่าจิ่นหลียิ้มหวาน เต้นและร้องเก่ง แต่ช่วงนี้เห็นเวทีของเธอแล้ว ไม่แย่อย่างข่าวลือเลย แถมยังมีจิตใจดีอีก ฉันเป็นแฟนถาวรแล้ว!]
เรื่องบริจาคนี้ ก็เป็นจิ่นหลีเสนอเอง
เธอไม่ได้คิดมาก แค่พูดว่าจะบริจาคก็ทำเลย
เมื่อก่อนเจ้าของร่างเดิมสุขภาพไม่ดี ต้องใช้เงินรักษาตัวเยอะ แต่ตอนนี้แค่ฝึกทำแบบทดสอบ ร่างกายก็แข็งแรงขึ้น ความสำคัญของเงินเลยลดลง
อีกทั้งพอเป็นดารามีชื่อเสียง หาเงินก็ง่ายจริง ๆ
ตอนนี้แค่รับงานออกทีเดียว ค่าตัวจิ่นหลีก็เริ่มที่หลักล้าน เพราะอย่างนั้น,แค่เงินรางวัล“เล็กน้อย” เธอก็เลยบริจาคไปอย่างสบาย ๆ
คนอื่นจะคิดยังไง จิ่นหลีไม่สนใจ ชีวิตมามนุษย์ทั้งที ถ้าเอาแต่ห่วงหาเงิน วิ่งวุ่นทุกวัน คิดคำนวณไม่จบก็ไม่เห็นจะสนุกตรงไหน
สุยหลิงฟางรู้ถึงการตัดสินใจของเธอ ก็สนับสนุนเต็มที่
มองจากมุมผู้จัดการมืออาชีพ ยิ่งดารามีภาพลักษณ์ดี คนทั่วไปยิ่งชอบ โอกาสงานก็ยิ่งเพิ่ม
พอกลับถึงอพาร์ตเมนต์ จิ่นหลีเปิดไลฟ์เรียนตามปกติ
ชาวเน็ตคอมเมนต์กันอย่างตื่นเต้น แต่พอผ่านไปครึ่งชั่วโมงก็โดนกองทัพสายแข่งขันกลบตามเคย
คราวนี้แม้แต่แฟนคลับวงเดือนมีนาคมก็หาเรื่องเธอไม่ถนัดอีกต่อไป
หลังบริจาคเงิน จิ่นหลีเหมือนมีเกราะทองคุ้มกัน ไม่มีอะไรทำร้ายได้!
ถ้าใครกล้าด่าในบล็อก ก็จะมีคนดูเข้ามาตอบทันทีว่า [ถ้าเธอดูถูกเขาขนาดนั้น งั้นให้ไอดอลเธอบริจาคด้วยสิ!]
แฟนคลับถึงกับเงียบสนิท
ฝั่งบริษัท LP
เหลียนเป่าจือเห็นข่าวจิ่นหลีขึ้นเทรนด์อีกครั้ง รู้ว่าเธอบริจาคเงินก็แค่นยิ้ม ไม่สนใจเท่าไหร่
เธอก็บริจาคได้เหมือนกัน แค่ไม่กี่แสน ดาราแถวหน้าใคร ๆ ก็หาเงินขนาดนั้นได้
แต่จะบริจาคทั้งที่ไม่มีเหตุผล มันก็แปลก ๆ
ไม่เหมือนจิ่นหลี ที่พอจะบริจาค ก็มีเหตุผลสวยหรูรออยู่แล้ว
เหลียนเป่าจือคิดว่าทีมงานของจิ่นหลีเก่งจริง รู้จักใช้ “บริจาค” เป็นกลยุทธ์สร้างภาพดี
แต่อย่าให้พวกหน้าใหม่ทำตามเลย ถ้ามีคนบริจาคห้าหมื่น อีกคนบริจาคร้อยล้าน ต่อไปจะกลายเป็นแข่งกันบริจาคไม่มีที่สิ้นสุด
ต้องยอมรับว่า เหลียนเป่าจือที่ขึ้นมามีชื่อเสียงได้เร็ว ก็เพราะสัญชาตญาณของเธอคมกริบ
ตอนนี้เธอยืนรอผู้จัดการ หลิวเสวียน อยู่หน้าห้องประชุม
นี่เป็นครั้งแรกที่เธอเป็นฝ่ายมาหาเขาก่อน
เห็นจิ่นหลีดังขึ้นทุกวัน เหลียนเป่าจือเริ่มร้อนใจ กลัวว่าจะกลายเป็นบันไดให้จิ่นหลีเหยียบขึ้นไป
ถึงตอนนี้จะโดนเหยียบแล้ว แต่เธอก็ยังไม่ยอมแพ้
หลังประชุม ดาราสาวระดับท็อปออกมาก่อน เหลือบตามองเหลียนเป่าจือที่รออยู่ในทางเดิน
เหลียนเป่าจือยกมือโบก อยากทักทาย
แต่เธอแค่ยิ้มเย็น ๆ แล้วเดินผ่านไปเฉย
เหลียนเป่าจือขมวดคิ้ว รู้สึกว่ารอยยิ้มนั้นเหมือนรอยยิ้มเยาะ
จนคนสุดท้ายออกมา หลิวเสวียนถึงได้เดินออกมาช้า ๆ

เขาเป็นชายวัยกลางคน ผมบางลงและมีพุง ใบหน้าดูใจดี ในหมู่ดาราเขามีชื่อเสียงดีมาก ว่ากันว่าแม้ไม่ใช่ลูกทีมโดยตรง ถ้ามาขอความช่วยเหลือเขาก็ยินดีช่วย
เหลียนเป่าจือรู้เรื่องนี้ดี จึงเลือกให้เขาเป็นผู้จัดการ
พอเห็นเธอ หลิวเสวียนก็ยิ้ม “เป่าจือ รอนานไหม ถ้าเธอไม่มาหาฉันก่อน ฉันก็กะจะไปหาอยู่พอดี พอดีมีงานนึงเหมาะกับเธอ อยากคุยด้วยหน่อย”
เหลียนเป่าจือรีบยิ้ม “พี่หลิวเลือกงานให้ หนูไม่ต้องคิดมากอยู่แล้ว ของพี่ต้องดีแน่!”
เวลาผ่านไปถึงวันเสาร์
รายการ 《PICK~สถานีต่อไปราชินี》 หลังการแข่งดุเดือด ก็ประกาศผลคัดออกทีมท้ายสุดสองทีม ออกอากาศตอนที่สาม!
ทั้งสองทีมที่ตกรอบมีผู้เข้าแข่งยอดนิยมติดท็อปสิบอยู่ด้วย แต่เพราะเลือกทีมผิดตั้งแต่แรก รายการไม่อนุญาตให้เปลี่ยนทีม
แฟนคลับของคนเดียวสู้แฟนคลับรวมของอีกหลายคนไม่ไหว สุดท้ายจึงต้องเห็นคนที่ชอบถูกคัดออกไป
หลังตกรอบไม่นาน ก็มีข่าวลือว่ารายการจะจัดรอบชุบชีวิต
แต่ข่าวนั้นถูกทีมงานออกมาปฏิเสธทันที ทำลายความหวังเล็ก ๆ ของแฟน ๆ หมดสิ้น
ดูจากตรงนี้ การแข่งขันหลังจากนี้จะยิ่งดุเดือดยิ่งกว่าเดิม
ตอนที่สามแบ่งออกเป็นสองภาคเช่นเคย
สุยหลิงฟางคิดว่าภาคแรกน่าจะมีฉากของจิ่นหลีเยอะ เลยใส่หูฟังแอบดู
เหตุผลที่ต้องแอบดู…
ก็เพราะที่นี่เป็นวัดเต๋า ต้องรักษาความสงบ สำรวมใจให้บริสุทธิ์ ไม่ควรเล่นสนุกเกินไป
แล้วทำไมสุยหลิงฟางถึงมาอยู่ที่วัด ก็เพราะเมื่อมองไปเห็นจิ่นหลีนั่งสมาธิอยู่ริมบ่อปลา เธอก็ได้แต่ส่ายหัว เก็บมือถือใส่กระเป๋า
ช่างเถอะ ค่อยดูตอนลงเขาคืนนี้ก็ได้
เดี๋ยวหัวเราะออกมาจะโดนจิ่นหลีเตือนให้เงียบอีก
สุยหลิงฟางถอนหายใจ
ศิลปินในสังกัดของเธอบอกว่ายังไม่เคยรู้จักคำว่า “สนุกสุดใจ” มาก่อน เพื่อจะถ่ายโฆษณาโดะมี่ให้ดี จึงไม่รับงานใด ๆ ตั้งใจ “พักผ่อน” สักพัก
สุยหลิงฟางมองรอบ ๆ แล้วได้แต่เงียบ
ใครจะบอกที ทุกวันนี้คนหนุ่มสาวพักผ่อนโดยมาวัดกันแล้วเหรอ?
เวลาผ่านไปทีละนาที
สุยหลิงฟางจ้องสระปลา เห็นฝูงปลานำโชคว่ายจากตะวันออกไปตะวันตก แล้วจากตะวันตกกลับมาตะวันออก จนเริ่มง่วง
พอเธอเริ่มง่วงจนเกือบจะหลับ จิ่นหลีก็ลืมตาขึ้น เก็บท่านั่งสมาธิ ลุกขึ้นยืน
สุยหลิงฟางรีบตาสว่าง ถามว่า “เป็นยังไงบ้าง รู้สึกมีความสุขไหม?”
จิ่นหลียิ้มกว้าง พยักหน้าอย่างพอใจ “รู้สึกสบายใจแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อนเลย!”
เธอถาม “พี่ฟาง เดี๋ยวฉันจะไปสักการะสามเทพเจ้าที่วิหารซานชิง ไปด้วยกันไหม?”
สุยหลิงฟางรีบส่ายหัว “ไม่ ๆ วันนี้ฉันขอบาย”
เธอตามจิ่นหลีไปไหว้มาแล้วสองวัน พอวันสุดท้ายเลยคิดว่าอย่าดีกว่า ตัวเองก็ไม่รู้จะอธิษฐานอะไรกับท่านทั้งสามดี
ส่วนจิ่นหลี พักอยู่ตีนเขา ทุกเช้าเที่ยงเย็นจะขึ้นเขามาไหว้สามเทพเสมอ เธอชอบวัดนี้มากจริง ๆ
ตอนแรกจิ่นหลีบอกว่าอยาก “ลองใช้ชีวิตอย่างมีความสุขดูบ้าง” สุยหลิงฟางเลยหยิบมือถือจะถามว่าจะไปเกาะไหนเที่ยวดี
ไม่คิดว่าเธอกลับตอบว่าอยากไปที่ที่ชื่อว่า “วัดเทียนเสวียน”
สุยหลิงฟางลองค้นดู พบว่าเป็นวัดชื่อดังในพื้นที่ ต้องจองคิวและซื้อตั๋วเข้า
รีวิวออนไลน์มีไม่มาก แต่ทั้งหมดเป็นรีวิวดี
วัดนี้มีพื้นที่กว้าง สร้างแบบจำลองสถาปัตยกรรมวัดเทียนถาน มีวิหารมากมาย
ปกติคนไม่เยอะ บรรยากาศสงบ
จิ่นหลีอยู่มาหลายวันแล้วก็ไม่มีนักข่าวหรือปาปารัซซีมาตาม ถือว่าโชคดีมาก
ตอนกลางคืน ทั้งคู่ลงจากเขา พักที่โรงแรมเชิงเขา แล้วเปิดดูรายการ 《PICK~สถานีต่อไปราชินี》ตอนที่สาม ภาคแรกด้วยกัน
พอรายการเริ่ม ก็มีภาพของจิ่นหลีปรากฏขึ้นทันที
สุยหลิงฟางแปลกใจ “ดูเหมือนทีมงานจะชอบเธอมากเลยนะ ตอนก่อนก็ใช้เวทีของเธอเปิดรายการ ตอนนี้ยังใช้ฉากให้คำปรึกษาเปิดอีก เสียงเธอในตอนนี้เพราะกว่าตอนถ่ายจริงอีกนะ”

จิ่นหลีหยิบแตงโมส่งให้พี่ฟางคนละชิ้น กินไปพลางหัวเราะไป
“ปกติทีมตัดต่อจะช่วยปรับเสียงนิดหน่อย ตัดเสียงรบกวนออก เสียงที่ได้จะใกล้เคียงในสตูดิโอมาก”
ตอนจิ่นหลีไปอัดซ้ำ สุยหลิงฟางไม่ได้ไปด้วย
ตอนนี้พอมาดูในรายการ ก็ไม่เห็นเด็กผู้หญิงที่แย่งตอบคำถามคนนั้นแล้ว
“ฉันจำได้ว่าชื่อผังเจียหลี่ใช่ไหม คนที่ชื่อเหมือนกงเจียเจีย มีคำว่า ‘เจีย’ เหมือนกัน ผมสั้น หน้าตาจำง่ายดี”
จิ่นหลีพยักหน้า “ฉันก็จำได้ ตอนฉันไปอัดซ้ำ เธอไม่อยู่แล้ว แต่ทีมเธอยังไม่ตกรอบ”
สุยหลิงฟางส่ายหัว ไม่ค่อยเห็นดีด้วย “ถ้าทีมงานไม่คิดดันเธอ ก็คงได้ถูกตัดแน่ การแย่งซีนมันต้องดูจังหวะ”
วงการบันเทิงมันโหดแบบนี้แหละ
ต้องมีทั้งโชค ทั้งรู้กติกา และเข้าใจจังหวะ
ดาราที่ดังแบบพลุแตกดูเหมือนบังเอิญ แต่จริง ๆ ผ่านการวางแผนอย่างละเอียดทุกคน
ถ้าไม่มีการวางแผนรองรับ ก็เหมือนตึกในอากาศ กระแสชั่วคราวอยู่ได้ไม่ถึงเดือนก็หายไปในฝูงชน
แม้แต่จิ่นหลีที่ดังจนคนพูดถึงทุกวัน ถ้าไม่ได้อาศัยกระแสจากรายการ 《PICK~สถานีต่อไปราชินี》 ออกหน้าจอบ่อย ๆ
ตอนนี้คนที่ต้องกลุ้มใจอาจเป็นเธอเองแล้ว
ทั้งคู่คุยกันไปจนถึงเวทีแรก สุยหลิงฟางตาเป็นประกาย ส่วนจิ่นหลีกลับรู้สึกเขินอาย
เธอใช้มือปิดหน้า แต่หูก็ยังได้ยินอยู่ดี
“เสียงของลำธารนั้นอ่อนโยน เสียงของน้ำตกนั้นทรงพลัง ส่วนสายธารเล็กในหุบเขานั้น... ไหลอย่างเงียบสงบ...”
ความเขินพุ่งสุดขีด!
ตอนถ่ายจริงยังไม่รู้สึกอะไร แต่พอดูในวิดีโอกลับรู้สึกอายจนอยากมุดดิน
ที่แย่คือวันนี้เหมือนทุกคนตกลงกันไว้
กลางวันไม่มีใครดูรายการ พอตกกลางคืนถึงได้เปิดพร้อมกัน โทรศัพท์ของจิ่นหลีสั่นไม่หยุด
[กลุ่มสาวชมพู]
เหลียนฮวา: [ตอนถ่ายฉันก็รู้แล้วว่าจิ่นหลีพูดดีมาก ตอนนี้ฟังอีกครั้ง ยิ่งรู้สึกว่าดีสุด ๆ]
ปลานำโชค: [โอ๊ย เขินแทน คำสวย ๆ พวกนั้นฉันก็แค่ไปเก็บจากเน็ตมา ใช้พูดให้กำลังใจเฉย ๆ เอง]
จู๋นจู๋: [ฉันมาเผือกละ @ปลานำโชค เธอขึ้นเทรนด์อีกแล้ว เน็ตชมว่าเป็น “เจ้าแม่คำชมแห่งสายรุ้ง” ฮ่า ๆ]
ปลานำโชค: [ไม่กล้ามองหน้าตัวเองเลย.jpg]
นานะ: [โทนรายการนี่ตลกมาก เธอมีพรสวรรค์สายตลกนะ ทำเวทีจริงจังให้กลายเป็นเวทีขำได้ยังไง?]
เมิ่งเมิ่ง: [ไม่ใช่แค่ตลก เธอยังนำโชคอีก ตั้งแต่เธอดัง ฉันได้งานเพิ่มเพียบ บริษัทติดต่อมาหาเยอะเลย เย้.jpg]
ถงถง: [จริง ตอนนี้งานฉันก็เยอะขึ้นด้วย]
นานะ: [ฉันก็เหมือนกัน...]
จู๋นจู๋: [เมื่อก่อนมีแต่ชิงเหลียนพาเรา วันนี้ได้ปลานำโชคพาแบกบ้าง ชีวิตนี้คุ้ม!]
เมิ่งเมิ่ง: [@ชิงเหลียน @ปลานำโชค พวกเธอสองคนต้องพยายามต่อ เราจะได้ยังชิลล์ต่อไป รวยแล้วอย่าลืมเพื่อน!]
ชิงเหลียน: [อยากให้ฉันลาออกประท้วงไหม เดี๋ยวจัดให้เลย!]
ปลานำโชค: [ใช่เลย คราวหน้าฉันก็จะประท้วงบ้าง ให้พวกเธอแซ่บกันไป!]
หลังจากกลุ่มนั้นแซวกันเสร็จ กลุ่มของวงเดือนมีนาคมก็เริ่มแซวต่อ
ช่วงนี้พวกเขาไปออกงานต่างประเทศ โปรโมตให้แบรนด์ดังระดับโลก เวลาที่นี่คือกลางคืน แต่ที่โน่นเป็นเที่ยงวัน
เฉินหลินบอกว่าทุกคนไม่ได้พักเที่ยง ดูรายการตอนนี้ในรถ ยังแท็กหาจิ่นหลี บอกว่าทีมงานคงไม่ปล่อยเธอแน่
จิ่นหลี: [???]
เหยียนสิงตง: [คำพูดให้กำลังใจของเธอตอนก่อนก็โดนชมแล้วว่าเป็น “เจ้าแม่คำชมแห่งสายรุ้ง” ถ้าตอนต่อไปฉายพวกประโยคชมพวกนั้นอีก แฟน ๆ ต้องแซวเธอไม่เลิกแน่ ถ้าฉันเป็นผู้กำกับ ฉันก็จะเชิญเธอกลับมาแน่นอน]
ลัวอี้: [เห็นด้วย]
กู้เฉิง: [คืนนี้ยังเรียนไหม?]
จิ่นหลีตอบทันที: [เรียน!]
เฉินหลินพูดถูกจริง ๆ !
จิ่นหลีทนดูคำพูดตัวเองไม่ได้ รีบหนีเข้าห้องไปเปิดไลฟ์เรียนหนังสือ

ส่วนพี่ฟางที่อยู่ในห้องนั่งเล่น มือถือก็ดังขึ้น เป็นเบอร์ไม่คุ้น
พอรับสายถึงรู้ว่าเป็นผู้จัดการรายการประกวดของช่องมิโฮ่วเถาที่กำลังออกอากาศ
เขาโทรมาเชิญจิ่นหลีเข้าร่วมรายการของพวกเขาอย่างจริงจัง
สุยหลิงฟางพูดดี ๆ อ้อมไปอ้อมมาอยู่หลายประโยคก่อนวางสาย
ไม่ถึงครึ่งนาที มือถือก็ดังอีก คราวนี้เป็นช่องหลานเทียน
พอหลานเทียนโทรเสร็จก็ตามด้วยช่องคูคู
แล้วก็ตามด้วยช่องเพนกวินทีวี
สุยหลิงฟางเริ่มสงสัยว่าพวกนั้นนัดกันโทรหรือยังไง ถึงได้โทรมาติด ๆ กันขนาดนี้
เช้าวันรุ่งขึ้น
สุยหลิงฟางตื่นมา รีบเล่าเรื่องนี้ให้จิ่นหลีฟัง
“ผู้จัดรายการ 《PICK~สถานีต่อไปราชินี》 โทรมาด้วยตัวเองเมื่อคืนนี้ เชิญเธอไปอัดตอนที่สี่”
“นอกจากนั้น ยังมีอีกหลายแพลตฟอร์มใหญ่ชวนให้เธอไปร่วมรายการด้วย”
เธอเสริมว่า “บางคนบอกด้วยนะว่า ถ้าเพนกวินจ่ายเท่าไหร่ เขาจะจ่ายให้สองเท่า!”
จิ่นหลีอึ้งไป ก่อนจะส่ายหน้า “อย่าเล่นเกมราคาพวกนี้เลย เดี๋ยวจะมีเรื่อง”
สุยหลิงฟางพยักหน้า “ฉันก็คิดแบบนั้น ถ้าจะไปต่อ ก็คงเลือกเพนกวินแหละ ไม่ใช่อะไร แค่เพราะกระแสของเขาดีสุด”
“แล้วอีกอย่าง…” เธอพูดอย่างมีนัย “เรารู้แล้วว่าฝั่งนั้นมีคนเล่นไม่ซื่อ งั้นบริษัทเราก็ขอเก็บผลประโยชน์บ้างก็แล้วกัน”
บริษัทอื่นพอเห็นดาราดัง ก็จะให้รับงานไม่หยุด ไม่สนแผนระยะยาวอะไรทั้งนั้น
ในสายตาบริษัท ดารามีอายุงานสั้น คนที่อยู่ได้นานจริง ๆ มีไม่กี่คน ส่วนใหญ่แค่กระแสวูบเดียวแล้วก็หาย
เลยต้องรีบโกยเงินตอนยังดัง
แต่เฉินซีเอนเตอร์เทนเมนต์ยังถือว่าให้เกียรติจิ่นหลีมาก
บริษัทนี้เล็ก แต่จิ่นหลีเป็นดาราระดับแม่เหล็ก
ตลอดการร่วมงาน บริษัทก็ให้เธอเป็นฝ่ายนำตลอด เพราะชื่อเสียงของเธอสูงจนใครก็แตะไม่ได้
สุยหลิงฟางเลยไม่บังคับว่าเธอต้องรับตอนที่สี่เสมอไป ยังย้ำเหมือนเดิมว่า “สุขภาพสำคัญ ทุกอย่างแล้วแต่โชค”
จิ่นหลีถาม “แล้วเพนกวินเขาจะอัดเมื่อไหร่?”
สุยหลิงฟางตอบ “เขาบอกว่าจะให้ผู้เข้าแข่งมีเวลาซ้อมเพิ่ม สัปดาห์หน้าจะยังไม่ถ่าย ต้องรอสองสัปดาห์ถัดไป”
จิ่นหลีว่า “งั้นบอกเขาไปว่า ฉันยังไม่แน่ใจ ต้องรอสองอาทิตย์ถึงจะตัดสินใจ ถ้าเขารอได้ก็รอ ถ้าไม่ได้ก็ไม่เป็นไร”
การถ่ายรายการมันใช้แรงเยอะ จิ่นหลีไม่อยากฝืน กลัวร่างกายไม่ไหว
แต่พูดตามตรง
ความดังของเธอตอนนี้ ก็เพราะรายการวาไรตี้ช่วยหนุนอยู่ไม่น้อย การไหว้ขอพรแม้จะทำให้เธอดัง แต่ที่ทำให้กระแสอยู่ต่อคือรายการพวกนี้
วงการบันเทิงก็เหมือนโลกธุรกิจ ต้องรู้จักตอบแทนและรักษาน้ำใจ
บางงานต่อให้ไม่อยากรับ ก็ต้องรับไว้เป็นการตอบแทน
ยิ่งช่องเพนกวินที่ให้เธอเปิดสองตอนติด แค่ความใจกว้างของเขาก็น่ารับไว้แล้ว
สุยหลิงฟางเข้าใจดี เลยแนะนำว่า ถ้าจะรับงาน ก็ควรเลือก 《PICK~สถานีต่อไปราชินี》ก่อน
จิ่นหลีเลยเสนอเงื่อนไขนี้
ถ้าอีกฝ่ายยอมรอ ก็แสดงว่ามีความตั้งใจจริง เธอก็จะรับ ถ้าไม่รอ ก็เลิกดี ๆ ไป
แต่ผลปรากฏว่าเธอดูเบาไปหน่อย
สุยหลิงฟางเพิ่งส่งคำตอบไปไม่ทันไร ฝั่งรายการก็โทรกลับทันที “ได้เลย ทางเรายินดีรอ”
“เพื่อความสะดวกของคุณจิ่นหลี รอบหน้าไม่ต้องเข้าช่วงฝึกสอน แค่วันถ่ายจริงมาแสดงก็พอ”
เมื่อทีมงานมีน้ำใจขนาดนี้ จิ่นหลีก็ไม่มีเหตุผลจะปฏิเสธ รับคำทันที
เธอใช้ชีวิตที่วัดเต๋าอยู่อย่างสงบสุขครบห้าวัน
ทางโดะมี่เครื่องสำอางก็เร่งเธอกลับมาถ่ายโฆษณาหลายครั้ง จิ่นหลีจึงจำใจลงจากเขา
ก่อนกลับ เธอไปไหว้สามเทพที่วิหารซานชิงอีกครั้ง ได้แก่ หยู่ชิง (หยวนซื่อเทียนจุน) ซางชิง (หลิงเป่าเทียนจุน) และไท่ชิง (เต้าเต๋อเทียนจุน)
พอเดินออกจากวัดเทียนเสวียน พลังศักดิ์สิทธิ์สายหนึ่งก็หลั่งไหลเข้าสู่ร่าง ทำให้จิ่นหลีรู้สึกสดชื่นสุด ๆ
เหมือนคนที่อดนอนสองคืนติดแต่ยังแข็งแรงเต็มร้อย
พลังศักดิ์สิทธิ์ครั้งนี้ หนาแน่นกว่าครั้งก่อนมาก!
เธอไม่รู้เลยว่า พอเธอเพิ่งก้าวออกจากวัดเทียนเสวียน ข่าวเรื่องที่เธอใช้ชีวิตปลีกวิเวกอยู่ที่วัดในช่วงหลายวันนั้น ก็ถูกสื่อเอาไปลงแล้ว
(จบตอน)




ตอนก่อน

จบบทที่ ตอนที่ 63 ว่าง ๆ ก็ไหว้สักหน่อย ขโมยเวลาสบายใจครึ่งวัน

ตอนถัดไป