ตอนที่ 39 ผ่ากาย

ยอดเขาพันสมุนไพรนั้นก็มีบ่อน้ำพุร้อนอยู่เหมือนกัน

ตั้งอยู่ในหุบเขาทางใต้ซึ่งถูกโอบล้อมด้วยต้นเมเปิลและต้นซากุระ บริเวณนั้นตรงข้ามกับหน้าผาน้ำพุร้อนทางเหนือของยอดเขาถือกระบี่ ห่างกันไม่ถึงสิบลี้

หุบเขาแคบ สองข้างเขาแนบชิดราวกับโอบรัดไว้

ภายในเต็มไปด้วยพืชหอมสดชื่น เก้าสายน้ำเล็ก ๆ ไหลมาจากหน้าผาเข้าสู่หุบเขา นำพาพลังยาจากไร่สมุนไพรบนยอดเขาต่าง ๆ มารวมกัน

ที่ก้นหุบมีบ่อน้ำลึกอยู่หนึ่งบ่อ

บ่อน้ำไม่ใหญ่ กว้างเพียงเจ็ดฉือ แต่ลึกจนมองไม่เห็นก้น

น้ำในบ่อใสแจ๋วไร้ปลา

ด้านในผนังบ่อมีหินชั้นนูนอยู่ก้อนหนึ่ง

เซียวหรานนั่งอยู่บนหินเรียบนั้น แช่ตัวอยู่ในน้ำลึกจนไม่เห็นก้น เพื่อป้องกันไม่ให้จมน้ำตาย

คิดดูเถิด ตกจากฟ้าก็ไม่ตาย เสือกระโจนมาก็ไม่ตาย เสียงคำรามของภูตผีจากยมโลกก็ทำอะไรไม่ได้ ถ้าแช่น้ำพุร้อนแล้วจมน้ำตาย นั่นสิถึงจะน่าขัน

เข้าสู่ขั้นชำระลมปราณแล้ว น่าจะไม่จมน้ำตายแล้วล่ะมั้ง...

เขาคิดในใจ

การอาบน้ำยานั้นไม่ได้สบายอะไรนัก แต่กระตุ้นร่างกายได้จริง ๆ

เก้าสายน้ำไหลนำมาซึ่งพลังยาเก้าชนิดธรรมชาติ ชะล้างและแทรกซึมเข้าไปในจุดตันเถียนของเขา ทำให้เกิดความรู้สึกทั้งหนาวและร้อนปะทะกันราวกับอยู่บนสวรรค์เก้าชั้นแห่งน้ำแข็งและไฟ

ชุนวาและชิวฉานคอยอยู่ข้าง ๆ บ่อ บางเวลาก็ใส่สมุนไพรเพิ่ม บางเวลาก็ควบคุมอุณหภูมิน้ำ ดูท่าทางชำนาญดี เพียงแต่พูดมากไปหน่อย

“น้ำพุร้อนของยอดเขาถือกระบี่ใหญ่มากเลยนะ มีคนอาบพร้อมกันได้ตั้งหลายคน อากาศก็ดี วิวก็กว้าง ยังมีดอกท้อปลิวไปมาไม่หยุดอีกด้วย”

“แต่น้ำพุร้อนของยอดเขาพันสมุนไพรนี่ช่างขี้เหนียวจริง ๆ จะว่ายน้ำท่าหมาน้อยยังทำไม่ได้เลย แบบนี้จะมีไว้ทำไมกัน?”

บอกใบ้ บอกอย่างบ้าคลั่ง

เซียวหรานหัวเราะเย็น

ข้าอุตส่าห์สร้างน้ำพุร้อนบนเมฆหรูหราราวแดนสวรรค์ให้ท่านอาจารย์ ทว่าพวกเจ้ากลับอยากว่ายหมาน้อยกับข้าเนี่ยนะ?

เซียวหรานไม่สนใจสองเด็กซน พยายามจดจ่ออยู่กับวงสนทนาในแหวนดำ ดูว่าจะมีข่าวของท่านอาจารย์ออกมาหรือไม่

น่าเสียดายที่ไม่มีใครพูดคุยเลย แม้แต่ชื่อ “เคยผ่านมหาสมุทรจึงไม่หลงใหลเซียน” ที่ปกติสว่างอยู่เสมอก็ออฟไลน์ไปแล้ว

คงเพราะพวกนั้นล้วนเป็นผู้มีพลังสูงส่ง กลางวันคงมีเรื่องให้ทำมากมาย...

เซียวหรานไม่เคยคิดเลยว่า ถึงแม้จะทะลุมิติมาอยู่ในโลกบำเพ็ญเซียนแล้ว ก็ยังต้องทนกับความเหงาเพราะไม่มีใครคุยด้วยอยู่ดี

ถ้าค่าความกตัญญูไม่ถึงร้อย เขาคงผูกพันกับแหวนดำแล้วขึ้นไปตะโกนถามไปนานแล้วว่า

ท่านอาจารย์ของข้าอยู่ไหนกัน?

ไม่นาน พลังของยาก็เริ่มแผ่แรงขึ้นเรื่อย ๆ

บางครั้งเหมือนตกอยู่ในห้องเย็น บางครั้งเหมือนถูกไฟเผาไหม้ บางครั้งเหมือนมดนับร้อยกัดกินกระดูก บางครั้งเหมือนถูกลูกศนูนับหมื่นทะลวงใจ...

พิษลึกลับหลากชนิดในน้ำยาเหล่านั้นไหลเวียนภายในร่างอย่างไม่หยุด กัดกร่อนและผสมกัน ท้าทายขีดจำกัดของร่างกายเขา

บังเอิญที่ร่างกายเขามีคุณสมบัติครบทั้งห้าธาตุ เมื่อรวมกับ เคล็ดจิตเสี่ยงสรรพสิ่ง แม้ดูดซับพลังช้า แต่ขีดจำกัดทางกายกลับสูงล้ำยิ่งนัก

จนกระทั่งพิษทั้งหลายแผดเผาเขาจนแทบอยากตาย พลังยาก็ยังคงเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ลดลงแม้แต่น้อย

เหงื่อเม็ดโตไหลจากหน้าผาก ร่วงลงน้ำราวกับฝนตก

เขากัดฟันถามเด็กหญิงสองคน

“ตอนแรกเท่านั้นที่เจ็บขนาดนี้...หรือจะเจ็บไปตลอด?”

ชุนวาหัวเราะแล้วตอบ

“ไม่เจ็บตลอดหรอกค่ะ”

เซียวหรานโล่งใจ

“อ้อ งั้นก็ดีแล้ว”

ชิวฉานเสริมขึ้นว่า

“เพราะตอนนี้ยังไม่ถือว่าเจ็บเลยต่างหาก”

เซียวหราน “……”

สองเด็กหญิงทำหน้างุนงง มองร่างกำยำในน้ำอย่างประเมิน

“ตัวใหญ่ขนาดนี้ ยังกลัวเจ็บอีกเหรอ?”

เซียวหรานไม่ได้กลัวความเจ็บ

เพียงแต่นี่มัน...เจ็บกว่าที่คิดไว้มากจริง ๆ!

ตอนแรกสองเด็กหญิงยังไม่คิดอะไร แต่พอเวลาผ่านไป เห็นสีหน้าเซียวหรานบิดเบี้ยวขึ้นเรื่อย ๆ ก็เริ่มรู้ว่ามีบางอย่างผิดปกติ จึงรีบหาก้อนหินวัดความเจ็บมาให้เขา

ภายในหินนั้นมีแมลงตัวหนึ่งที่ชาไม่รู้สึกต่อความเจ็บทุกรูปแบบ ใช้วัดความเจ็บได้ค่อนข้างแม่นยำ สูงสุดสามารถทนความเจ็บได้ถึงสิบเท่าของหญิงเวลาคลอดบุตร

แต่พอเชื่อมกับเส้นลมปราณของเซียวหรานได้ไม่นาน แมลงก็สะบัดตัวสองสามทีแล้วควันลอยขึ้นตายสนิท

เด็กหญิงทั้งสองอ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง

พอเซียวหรานเผลอปุ๊บ พวกเธอก็กัดแมลงตัวนั้นกรอบแกรบ

ไหน ๆ ก็ย่างสุกแล้ว จะปล่อยทิ้งให้เสียของได้อย่างไร

เซียวหรานเหงื่อท่วมกายจนเกือบขาดน้ำ สุดท้ายทนไม่ไหว จิตใจจมลึกเข้าสู่แหวนดำ หลบหนีความเจ็บปวดของร่างกาย แล้วหลับไปในที่สุด

อินเยว่เจินเหรินเพิ่งจะเดินมาถึงขอบบ่อ จึงยุติการอาบน้ำยาไว้ พลางยืนไขว้มือถอนหายใจ

“นี่คือจุดตันเถียนที่แข็งแกร่งที่สุดเท่าที่ข้าเคยเห็นมา เจ้าเยว่สายตาแหลมจริง ๆ”

“เก่งขนาดนั้นเลยเหรอ?” ชุนวาเอ่ยขึ้นอย่างตกใจ

“ท่านอาจารย์ลุงบอกว่าให้พวกเราแต่งกับเขาเมื่อโตขึ้นนะ...”

“แต่น่าเสียดายที่คนกับสัตว์มันต่างกัน”

อินเยว่เจินเหรินเพียงยิ้มบางแล้วส่ายหน้า ไม่พูดอะไรอีก

เมื่อเซียวหรานลืมตาตื่น ก็พบว่าตัวเองอยู่บนเตียง

พูดให้ถูกคือ นอนอยู่บนแท่นหินเรียบที่เย็นและร้อนสลับกันไปมา

ลืมตาช้า ๆ เห็นเพดานไม้ไผ่เหนือศีรษะ

ข้างแท่นหิน อินเยว่เจินเหรินสวมผ้าบางสีม่วงอ่อน แขนเสื้อสั้นเผยให้เห็นผิวขาวละเอียดและเรียวยาว ดูคล้ายชุดท้องแต่กลับมีอาภรณ์แห่งเซียนห่อหุ้ม

นางกำลังร่ายมุทราบนร่างของเซียวหราน

ใบหน้าที่งามอ่อนโยนเต็มไปด้วยความเคร่งขรึม รอยดอกไม้สีแดงบนหน้าผากที่เคยหม่นหมองกลับส่องประกายแสงโลหิตต้องตาเมื่อสะท้อนจากแสงมุทรา

เหนือตาขวามีหินเสริมพลังจิตรูปร่างคล้ายแว่นติดอยู่ ดวงตาของนางสะท้อนความอยากรู้อยากเห็นและความใฝ่รู้ต่อปาฏิหาริย์แห่งชีวิต ราวกับนักชีววิทยาผู้หลงใหลการทดลอง

เซียวหรานกลัวที่สุดก็คือพวกนักวิทยาศาสตร์แบบนี้!

พอเห็นเขาลืมตา อินเยว่เจินเหรินก็ตกใจเล็กน้อย รีบจัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อยแล้วพูดว่า

“ข้าให้เจ้าดมยาสลบและวางค่ายสะกดแล้ว เจ้าทำไมยังตื่นอยู่ได้?”

เซียวหรานก็ไม่กล้าบอกว่าตัวเองยังรู้สึกตัวเพราะจิตไปอยู่ในแหวนดำ หรืออาจเพราะสภาพร่างกายพิเศษ กลัวว่านางจะยิ่งตื่นเต้นกว่าเดิม

“ท่านอาจารย์ป้างามยิ่งนัก ศิษย์มิอาจข่มตาหลับได้ จึงอยากมองอีกสักนิด”

อินเยว่เจินเหรินหัวเราะเบา ๆ ใบหน้าแดงเรื่อเล็กน้อย แล้วรวบเสื้อผ้าให้แน่นอีกครั้ง

“ถ้าเช่นนั้น เหตุใดไม่อยู่ที่ยอดเขาพันสมุนไพร เรียนรู้การหลอมยากับข้าล่ะ?”

เซียวหรานพูดอย่างจริงจัง “แม้ท่านอาจารย์ป้าจะงดงามเพียงใด แต่ใจของศิษย์ยังคงเป็นของท่านอาจารย์เสมอ”

อินเยว่เจินเหรินถอนหายใจเบา ๆ “ยังพอมีความกตัญญูอยู่บ้าง ไม่น่าเสียดายที่เยว่น้อยเกียจคร้านมานานแต่กลับเป็นฝ่ายไปหาที่สระคูหาทะเลเป็นครั้งแรก”

เซียวหรานไม่ได้ถามต่อเรื่องที่อาจารย์ไปที่สระคูหาทะเล เพียงตอบว่า “ขอท่านอาจารย์ป้าวางใจ ศิษย์จะไม่ทำให้ท่านอาจารย์ผิดหวังแน่”

อินเยว่เจินเหรินเอ่ยเสียงเบาแฝงความอาวรณ์ “ก็อย่าทำให้ข้าผิดหวังด้วยก็แล้วกัน”

เซียวหรานอึ้งไป หน้าดำสนิท

“หา?”

อินเยว่เจินเหรินพูดต่อ “อย่าให้พรสวรรค์ด้านการปลูกสมุนไพรของเจ้าต้องสูญเปล่า เวลาว่างก็มาที่พันสมุนไพร ข้าจะสอนวิธีหลอมยาขั้นสูงให้ บางที...วันหนึ่งเจ้าก็อาจจะทำให้ภูตผีคืนชีพได้ก็ไม่แน่”

เจ้ากำลังสอนข้าทำงานเหรอ!?

เซียวหรานรู้สึกได้ว่าคำพูดของอินเยว่เจินเหรินหยุดกึกไปกลางประโยค แล้วรีบเปลี่ยนเรื่องเป็นข้ออ้างอื่นกลบเกลื่อน

เขาฉับพลันนึกถึงบางอย่างขึ้นมา

ท่านอาจารย์เคยบอกว่าตนป่วยอยู่ และยังบอกอีกว่าไม่ได้แข็งแกร่งอย่างที่เขาคิด

หรือว่าท่านอาจารย์จะป่วยจริง ๆ กันแน่?

เซียวหรานจึงเก็บความสงสัยไว้ในใจ

“ขอรับ ท่านอาจารย์ป้า”

เมื่อร่ายมุทราเสร็จ อินเยว่เจินเหรินเตรียมจะทำการ “ผ่ากาย” ให้เขา พลางเตือนว่า

“แม้เจ้าจะมีความสามารถคงสติได้ แต่ข้าแนะนำให้เจ้าหลับเถิด สิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้จะยิ่งกว่าที่เจ้าคิด ข้ากลัวเจ้าจะทนไม่ไหว”

“ข้าทนได้”

ปากพูดอย่างแข็ง แต่ในใจกลับเร่งให้ตัวเองหลับเร็ว ๆ

ทว่าช่วงเวลาแบบนี้ ยิ่งอยากหลับกลับยิ่งหลับไม่ลง

ในภาวะครึ่งหลับครึ่งตื่น เขารู้สึกเหมือนมีบางสิ่งแทรกเข้าสู่ร่าง

บางครั้งเย็น บางครั้งร้อน ราวกับหนวดนับร้อยพันเส้นไต่คลานอยู่รอบจุดตันเถียน กระตุ้นทุกเส้นลมปราณในร่าง...

เซียวหรานลืมตาขึ้นทันที

ก้มลงมอง ดวงตาเขาแข็งค้าง

แขนขวาของอินเยว่เจินเหรินกลับยื่นเข้าไปในร่างเขาจากบริเวณสะดือ กำลังผ่าจุดตันเถียนและเส้นลมปราณของเขาด้วยมือตนเอง

ผ่ากายเหรอ...เจ้าผ่ากายด้วยมือตัวเองเนี่ยนะ!?

เนื่องจากทั่วร่างถูกลงยาชั้นสูง เขาไม่รู้สึกเจ็บเลย มีเพียงความเย็น ความร้อน และความซ่านระริกเท่านั้น...

เมื่อมองดู ผิวหนังบริเวณหน้าท้องกลับไร้รอยแผลใด ๆ

นี่คือคาถาพื้นที่งั้นหรือ?

ขณะที่เซียวหรานยังงุนงงอยู่นั้น กระดูกสันหลังเกิดอาการชาวาบ เส้นวิญญาณและลมปราณถูกตัดขาดโดยฉับพลัน เขาหมดสติไปทันที

ค่ำคืนวันถัดมา

ในไร่สมุนไพรของยอดเขาพันสมุนไพรปรากฏรอยเท้าเปื้อนเลือดหนึ่งแถว

หลิงโจวเยว่ถือเหยือกและกระบี่ เดินกลับมาใต้แสงจันทร์

(จบตอน)



ตอนก่อน

จบบทที่ ตอนที่ 39 ผ่ากาย

ตอนถัดไป