บทที่ 125 การสอบสวน [ฟรี]

บทที่ 125 การสอบสวน [ฟรี]
แต่สำหรับจางฉินเฉา นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเห็นการสังหารคนจำนวนมากขนาดนี้ แถมเมื่อกี้เขาเองก็ลงมือสังหารไปอย่างน้อย 5 ศพ
มือที่กำมีดอยู่จึงสั่นเทาเล็กน้อย แต่พอเหลือบไปเห็นติงจิ่วและหลี่หางที่ยืนอยู่ข้างๆ กลับมีท่าทีสงบนิ่ง เขาจึงรีบเตือนตัวเองในใจ... ผ่อนคลาย ผ่อนคลายไว้ ต้องใจแข็งเข้าไว้
ดูเหมือนจิตบำบัดด้วยตัวเองจะได้ผล
หลังจากสูดหายใจลึกๆ สองสามครั้ง มือของเขาก็หยุดสั่น เมื่อมองดูเหล่าสมาชิกกองกำลังกอบกู้โลกที่นอนเกลื่อนกลาดอยู่บนพื้น เขาไม่หลงเหลือความสงสารใดๆ ให้อีกแล้ว
อย่างที่หลี่อวี่บอก ถ้าวันนี้ไม่ฆ่าพวกมัน วันพรุ่งนี้พวกมันก็จะกลับมาฆ่าเรา ยุคสมัยนี้มันเป็นแบบนี้แหละ... เขามองดูศพที่นอนจมกองเลือด บางศพไส้ไหลทะลักออกมากองเป็นปม ดูเหมือนดวงจะซวยสุดๆ ที่โดนรุมทุบจนเละ
อาเขยกลั้นอาการอยากจะอาเจียน แววตาค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นความดุดันและไร้ความปรานี
ถ้าไม่ฆ่ามัน มันก็ฆ่าเรา!
โลกนี้มันโหดร้ายแบบนี้แหละ
ทุกคนเดินย่ำไปบนพื้นโคลนปนเลือด ไล่แทงซ้ำศพเพื่อให้แน่ใจว่าตายสนิท ส่วนหลี่อวี่, จ้าวต้าเพ่า, อาสาม และหยางเทียนหลง ยืนล้อมรอบผู้รอดชีวิต 10 คนสุดท้าย รวมถึงหัวหน้าใหญ่ที่นำทัพมาในครั้งนี้ด้วย
"พวกแก ใครเป็นหัวหน้า? แกใช่ไหม?" หลี่อวี่หันไปถามหัวหน้าใหญ่ แม้จะพอเดาได้ แต่ก็ต้องถามเพื่อความแน่ใจ
"ใช่ ฉันเอง" หัวหน้าใหญ่ตอบด้วยสีหน้าเรียบเฉย
หลี่อวี่แปลกใจเล็กน้อย นิ่งได้ขนาดนี้เลยเหรอ?
"พวกแกมาตามหาคนกลุ่มก่อนหน้านี้ใช่ไหม?" หลี่อวี่ถามต่อ
"เหอะ" หัวหน้าใหญ่แค่นหัวเราะ แต่ปากยิ้มตาไม่ยิ้ม
หลี่อวี่รู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาทันที แม่งเอ๊ย... เจอพวกกระดูกแข็งอีกแล้ว ทำไมถึงเจอแต่พวกปากแข็งแบบนี้วะ
เขาเรียกจ้าวต้าเพ่ากับหยางเทียนหลงเข้ามา สั่งให้จัดการสอบสวน เรื่องทรมานคนแบบนี้สองคนนี้ถนัดนัก
จ้าวต้าเพ่าเดินเข้าไปด้วยใบหน้าเย็นชา แต่แวบหนึ่งหลี่อวี่สังเกตเห็นประกายความตื่นเต้นในดวงตาของมัน
หรือว่าไอ้หมอนี่จะเสพติดการทรมานคนไปแล้ว?
เขารู้สึกตะหงิดๆ ว่าคนในฐานทัพเริ่มจะมีแนวโน้มซาดิสม์กันบ้างแล้ว สงสัยจะติดนิสัยมาจากเขาเอง
แต่ยังดีที่เวลาอยู่ในฐานทัพ ทุกคนก็ยังรักใคร่กลมเกลียว ร่าเริงแจ่มใสกันดี แต่พอออกมาข้างนอกปุ๊บ ความโหดเหี้ยมอำมหิตก็ทำงานทันที
เหมือนมีสองบุคลิกสุดขั้ว... สงสัยเขาคงจะเป็นต้นแบบที่ไม่ดีสินะ
หลี่อวี่หันไปถามพวกสมุนที่นอนกองอยู่บนพื้น "พวกแกรู้ไหมว่าพวกแกมาที่นี่ทำไม?"
ทุกคนเงียบกริบ
หลี่อวี่ไม่พูดพร่ำทำเพลง ดึงหอกยาวออกมาแทงสวนเข้าไปที่หัวของสมุนคนหนึ่งจนทะลุ
หอกเล่มนี้คมกริบจริงๆ
บวกกับพละกำลังมหาศาลของหลี่อวี่ที่ฟิตซ้อมร่างกายทุกวันหลังเกิดใหม่ ผสมผสานกับทักษะการออกแรงที่แม่นยำ ทำให้เหยื่อรายนี้สิ้นใจไปโดยไม่มีโอกาสได้ร้องสักแอะ
พอดึงหอกออก เลือดก็พุ่งกระฉูดตามออกมา สาดกระเซ็นไปโดนหน้าคนอื่นๆ ที่อยู่ใกล้ๆ
พวกกอบกู้โลกที่เคยทำตัวกร่าง เป็นนักล่าผู้โหดเหี้ยม ตอนนี้รู้สึกเหมือนโลกกลับตาลปัตร... พวกมันกลายเป็นเหยื่อเสียเอง
ที่เมื่อกี้ไม่ยอมตอบ อาจเพราะยังปรับอารมณ์ไม่ทันกับการเปลี่ยนสถานะกะทันหัน แต่พอเห็นเพื่อนโดนฆ่าตายต่อหน้าต่อตาแบบดิบเถื่อนและเด็ดขาด สติสตังของพวกมันก็กลับเข้าร่างทันที
หลี่อวี่จ้องมองไปที่ชายคนหนึ่ง สายตาคมกริบราวกับมีด
ชายคนนั้นหลบสายตาเลิ่กลั่ก แต่พอเงยหน้าขึ้นมาอีกที ก็เห็นหลี่อวี่ยังจ้องเขม็งอยู่
ท่ามกลางความเงียบ เพียงแค่ 3 วินาที เขาก็ทนแรงกดดันไม่ไหวอีกต่อไป
จึงยอมเปิดปาก
"ผะ... พวกเรามาตามหาพี่เหมากับพวกครับ พวกเขาขาดการติดต่อไปนานผิดปกติ"
"พวกแกมีกันทั้งหมดกี่คน?" หลี่อวี่ถาม
"ตัวเลขที่แน่นอนไม่รู้ครับ แต่เกิน 700 คนแน่นอน กะ... ก่อนหน้านี้เราเพิ่งจัดงานฉลองกัน ลูกพี่บอกว่าตอนนี้คนของเราทะลุ 700 คนแล้ว" ชายคนนั้นตอบด้วยความกลัวตาย แววตาลอกแลกเหมือนพยายามจะปิดบังอะไรบางอย่าง
หลี่อวี่จ้องมองแววตานั้นเพื่อจับพิรุธ
"สำนักงานใหญ่พวกแกอยู่ที่ไหน?" น้ำเสียงของหลี่อวี่เย็นยะเยือก
"ชานเมืองทางทิศใต้ครับ โซนตะวันตก ตรงนั้นเคยเป็นโรงงานใหญ่มาก่อน พวกเรายึดที่นั่นไว้ เพราะระบบรักษาความปลอดภัยของโรงงานเดิมเป็นแบบกึ่งทหาร กำแพงหนาแน่น ซอมบี้บุกเข้ามายาก..." ไม่รู้ทำไม ยิ่งพูดชายคนนี้ก็ยิ่งกลัว
แต่พอได้เริ่มพูด ภายใต้สายตากดดันของหลี่อวี่ เขาไม่กล้าโกหกแม้แต่คำเดียว กลับพรั่งพรูข้อมูลทุกอย่างที่รู้ออกมาเหมือนเทถั่ว
ไอ้หมอนี่... เป็นพวก พูดมากเวลาเครียดสินะ
คนบางประเภทเวลาเครียดจะพูดไม่ออก บางคนก็ฉี่ราด แต่บางคน... ยิ่งเครียดยิ่งพูดน้ำไหลไฟดับ
หลี่อวี่รู้สึกพอใจ ดูเหมือนไอ้หัวหน้าใหญ่ที่จับมาได้จะไม่ค่อยมีความหมายเท่าไหร่แล้ว
ไอ้หนุ่มช่างจ้อนนี่ดีกว่าเยอะ ทั้งว่าง่าย เชื่อฟัง แถมจังหวะการพูดและตรรกะก็ใช้ได้เลย
จากคำบอกเล่าของหมอนี่ ทำให้รู้ว่าตอนนี้กองกำลังกอบกู้โลกมีสมาชิกเกิน 700 คนจริงๆ ข้อมูลตรงกับที่ พี่เหมา เคยบอกไว้ และเรื่องอาวุธปืนที่มีแค่ 10 กระบอก กับกระสุนที่มีอยู่น้อยนิดก็ตรงกัน
นอกจากนี้ ยังได้รู้อีกว่าหัวหน้าใหญ่ตัวจริงของแก๊งนี้คือเจ้าพ่ออสังหาริมทรัพย์ระดับบิ๊ก
สมาชิกแก๊งส่วนใหญ่ก็คือคนงานก่อสร้างในบริษัทของมันนั่นแหละ
โถ่เอ๊ย... นึกว่าจะเป็นคนใหญ่คนโตมาจากไหน ที่แท้ก็พวกนายทุนบ้านจัดสรร
ตอนนี้พวกกอบกู้โลกขยายอิทธิพลไปกว้างขวาง มีกลุ่มย่อยในอาณัติกว่า 20 กลุ่ม ภารกิจหลักๆ คือการตระเวนเก็บค่าคุ้มครองจากกลุ่มพวกนี้
ตามคำบอกเล่าของไอ้หนุ่มช่างจ้อน กลุ่มย่อย 20 กลุ่มนี้มีขนาดคละกันไป ใหญ่สุดก็เกือบร้อยคน เล็กสุดก็ไม่ถึง 20 คน
มีทั้งกลุ่มหญิงล้วน กลุ่มครอบครัว แต่มีจุดร่วมเดียวกันคือ... ไม่มีปืนสักกระบอก
ใช่สิ... ปืน ในยุควันสิ้นโลกเปรียบเสมือนอาวุธเทพที่ใช้โจมตีข้ามมิติ ใครมีก็เหมือนพระเจ้า
รัฐบาลเงียบหายไปเหมือนไม่เคยมีอยู่ กองทัพก็ไร้ข่าวคราว
ข่าวลือหนาหูในหมู่ผู้รอดชีวิตบอกว่าทางการล่มสลายไปหมดแล้ว
ยิ่งทำให้พวกอันธพาลได้ใจ ทำเรื่องชั่วช้าเลวทรามได้ตามอำเภอใจเป็นทวีคูณ
โลกเหมือนย้อนกลับไปสู่ยุคอาวุธเย็น ทุกคนสู้กันด้วยมีดด้วยไม้
เพราะประเทศนี้เข้มงวดเรื่องปืนมาก ประชาชนทั่วไปหาปืนยากยิ่งกว่างมเข็ม
แต่ทำไมพวกหลี่อวี่ถึงมีปืนเยอะขนาดนี้? นี่มันใช้สูตรโกงชัดๆ!
ความคิดน้อยเนื้อต่ำใจในความไม่ยุติธรรมนี้ผุดขึ้นในหัวของผู้รอดชีวิตฝั่งกอบกู้โลก
มันไม่แฟร์เลยโว้ย!
หลี่อวี่ตั้งใจฟังชายหนุ่มสาธยายข้อมูล ความหงุดหงิดที่เคยมีต่อไอ้หัวหน้าใหญ่ปากแข็งเหมือนหินในส้วมก็ค่อยๆ มลายหายไป
รู้สึกผ่อนคลายขึ้นเยอะ
ถ้าทุกคนเป็นเหมือนไอ้หนุ่มนี่ก็คงดีสินะ
ว่าง่าย... แถมพูดเก่ง
หลี่อวี่ตบไหล่ชายหนุ่มเบาๆ เป็นการให้กำลังใจ
บรรยากาศเงียบสงัด มีเพียงเสียงเจื้อยแจ้วของไอ้หนุ่มช่างจ้อน เพื่อนร่วมแก๊งคนอื่นๆ แม้จะเจ็บแผลเจียนตายก็ต้องกัดฟันทน ไม่กล้าส่งเสียงร้องออกมาแม้แต่แอะเดียว
เพราะเมื่อกี้มีคนเผลอร้องโอดโอยเสียงดังขัดจังหวะการฟังนิทานของหลี่อวี่
ผลคือโดนหลี่อวี่เอาหอกเสียบทะลุอก ตายคาที่
ตั้งแต่นั้นมา ทุกคนก็พร้อมใจกันเป็นใบ้
สายลมพัดผ่านมา กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งไปทั่ว
จู่ๆ หลี่อวี่ก็เงยหน้ามองท้องฟ้า เมื่อกี้แดดยังเปรี้ยงอยู่เลย แต่ตอนนี้เมฆดำก้อนใหญ่กำลังเคลื่อนตัวเข้ามา
เขารู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดี หัวใจเต้นรัวแปลกๆ
ใจคอไม่ดีเลยแฮะ
ไอ้หนุ่มช่างจ้อนที่นอนอยู่บนพื้นเล่าเรื่องกองกำลังกอบกู้โลกจนหมดไส้หมดพุง ตอนนี้เริ่มลามปามไปเล่าเรื่องชีวประวัติวัยเด็กของตัวเองแล้ว
หลี่อวี่ยกหอกขึ้น สีหน้ากลับมาเย็นชา เอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "พวกแก... มีใครอยากจะเสริมอะไรไหม? ถ้าทำตัวดีๆ ฉันอาจจะพิจารณาปล่อยไป"
พอได้ยินคำว่า ปล่อย พวกกอบกู้โลกที่นอนหายใจรวยรินก็เหมือนอูฐที่เจอโอเอซิสกลางทะเลทราย ต่างพากันดิ้นรนแย่งกันพูดข้อมูลที่ตัวเองรู้ออกมา
เจ็ดแปดปากพูดพร้อมกัน ฟังไม่ได้ศัพท์สักคำ
"หุบปาก! พูดทีละคน ฉันจะเป็นคนถามเอง" หลี่อวี่ตวาดพร้อมตวัดหอก
เขาชี้ไปที่ไอ้หนุ่มช่างจ้อนที่ยังคงพึมพำไม่หยุด"ไอ้หมอนี่... ที่มันพูดมาทั้งหมดเมื่อกี้ จริงหรือเท็จ?"
เกิดความเงียบชั่วขณะ เหมือนทุกคนกำลังรอให้คนอื่นตอบ
หลี่อวี่กุมขมับ "พอให้พูดก็ไม่พูด เป็นอะไรกันวะ?"
"แก... พูดมา" เขาชี้ไปที่คนหน้าสุด
"จะ... จริงครับ เป็นเรื่องจริง แล้วผมยังรู้อีกว่าที่สำนักงานใหญ่..."
จากนั้นการสอบปากคำก็ดำเนินไปอย่างเป็นระเบียบ ทีละคนๆ หลี่อวี่และพรรคพวกยืนฟังข้อมูลอย่างใจเย็น
ตัดภาพไปอีกด้าน จ้าวต้าเพ่ากำลังเจอกับคู่ปรับที่ตึงมือที่สุดในชีวิต ไอ้หัวหน้าใหญ่คนนี้ปากแข็งยิ่งกว่าเหล็กกล้า ทรมานแทบตายก็ไม่ยอมปริปากแม้แต่คำเดียว
สภาพตอนนี้ปางตาย หน้าตาเต็มไปด้วยเลือด เนื้อตัวมีแต่บาดแผล เล็บมือถูกถอดออกหมด แต่มันยังคงจ้องมองหลี่อวี่ด้วยสายตาอาฆาตแค้น
ราวกับมัมมี่ที่ไร้ความรู้สึก ไม่ว่าจ้าวต้าเพ่าจะซ้อมหนักแค่ไหน มันก็นิ่งเฉย
"พี่อวี่... ทางนี้... เอ่อ... คือว่า... มันไม่ยอมพูดอะไรเลย" จ้าวต้าเพ่ารายงานด้วยความรู้สึกผิดที่ทำงานพลาด ดูเหมือนจะรีดข้อมูลอะไรไม่ได้เลย
"ไม่เป็นไร ทางนี้ได้ข้อมูลครบแล้ว" หลี่อวี่ตอบเรียบๆ
ทันใดนั้น ซอมบี้สองตัวก็วิ่งพรวดพราดออกมาจากสุดถนน ด้วยความเร็วที่น่าตกใจ เพียงแค่ 5 วินาทีก็พุ่งมาถึงตรงหน้าพวกเขา
"ระวัง! ซอมบี้!" หลี่หางที่คอยระวังภัยตะโกนเตือน
ทุกคนหันขวับไปมอง
อาสามกับลุงใหญ่ที่อยู่หน้าสุดไหวตัวทัน ใช้หอกยาวแทงสวนทะลุกะโหลกซอมบี้ทั้งสองตัวได้อย่างแม่นยำ
ซอมบี้สองตัวนี้โผล่มาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย แถมยังวิ่งเร็วผิดปกติ
พอจัดการสองตัวแรกได้ ยังไม่ทันได้หายใจหายคอ
สุดถนนก็ปรากฏฝูงซอมบี้อีกเกือบ 30 ตัว วิ่งกรูกันเข้ามาอย่างบ้าคลั่งราวกับฝูงหมาป่า
อาสามกับลุงใหญ่กระชับหอกในมือ เตรียมจะใช้กำลังเข้าปะทะ
แต่หลี่อวี่มองดูซอมบี้พวกนั้นแล้วใจหายวาบ... เร็ว! ทำไมมันถึงเร็วขนาดนี้!
ทำไม?
การโจมตีฉับพลัน?
ด้วยสัญชาตญาณบางอย่าง หลี่อวี่เงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า เห็นเมฆดำก้อนมหึมาแผ่ปกคลุมมาจากระยะไกลราวกับไม่มีที่สิ้นสุด ในขณะที่เหนือหัวพวกเขายังคงเป็นท้องฟ้าโปร่ง
เหมือนโลกถูกแบ่งเป็นสองฝั่ง ฝั่งหนึ่งมืดมิด ฝั่งหนึ่งสว่างไสว
แต่ดูทรงแล้ว เมฆฝนก้อนนั้นกำลังจะเคลื่อนตัวมาถึงที่นี่ในไม่ช้า
ความคิดเลวร้ายผุดขึ้นในสมอง ซอมบี้มักจะมีสัมผัสไวต่อพายุฝนมากกว่ามนุษย์ เหมือนมดที่ขนไข่หนีน้ำ หรืองูที่เลื้อยข้ามถนนก่อนฝนตกหนัก
สัตว์มักจะรับรู้ถึงภัยพิบัติทางธรรมชาติได้เร็วกว่าคนเสมอ
การที่ซอมบี้พวกนี้วิ่งออกมาเพ่นพ่านด้วยความเร็วสูงขนาดนี้ แสดงว่าพายุฝนระดับช้างสารกำลังจะมาเยือน
และดูจากสภาพแล้ว คงไม่ใช่พายุธรรมดา ไม่อย่างนั้นซอมบี้คงไม่กล้าออกมาวิ่งกลางแดดเปรี้ยงๆ แบบนี้แน่
ต้องรีบหนี!
ความคิดทั้งหมดแล่นผ่านสมองในเสี้ยววินาที
หลี่อวี่ตะโกนสั่งอาสามกับลุงใหญ่ "ใช้ปืน! ซอมบี้พวกนี้รับมือยาก ยิงให้หมดแล้วรีบถอย! สถานการณ์ไม่ปกติ!"
อาสามได้ยินดังนั้นก็ไม่ลังเล ทิ้งหอกแล้วคว้าปืนไรเฟิลอัตโนมัติขึ้นมากราดยิงทันที
ปัง! ปัง! ปัง!
แม่นราวจับวาง ซอมบี้ที่วิ่งมาเร็วๆ ยังไม่ทันถึงตัวก็หัวระเบิดกระจุย
ลุงใหญ่และหยางเทียนหลงก็เปิดฉากยิงสนับสนุนเช่นกัน
หลี่อวี่ก้มมองพวกเชลยที่นอนอยู่บนพื้น ซอมบี้ 30 ตัวนั่นให้อาสามจัดการสบายมาก ปืนมี กระสุนพร้อม ฝีมือดี
พวกกอบกู้โลกมองดูคนกลุ่มนี้ด้วยความรู้สึกสยดสยอง ที่เคยเรียกตัวเองว่ายมทูต พอมาเจอของจริงเข้าให้ ตัวเองกลายเป็นแค่ตัวตลกไปเลย
หลี่อวี่ยกปืนกลมือขึ้น
ปัง! กระสุนเจาะกะโหลกเชลยคนหนึ่งดับคาที่
การกระทำนี้สร้างความตกตะลึงให้ทุกคน หลี่อวี่ไม่พูดพร่ำทำเพลง ไล่ยิงเก็บพวกกอบกู้โลกที่เหลือทีละคนๆ
หลี่หางและอาเขยยืนอ้าปากค้าง มองหลี่อวี่ด้วยความงุนงง... อ้าว ไหนเมื่อกี้พี่บอกว่าถ้าสารภาพจะปล่อยไปไง?
ปัง! ปัง! ปัง!
เสียงปืนจากฝั่งหลี่อวี่ประสานกับเสียงปืนของอาสามดังก้องไปทั่ว
สิ้นเสียงปืน!
แม้แต่ไอ้หนุ่มช่างจ้อนที่ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ก็โดนหลี่อวี่ยิงทิ้งไม่เหลือซาก
เหมือนจะรู้ว่าหลี่หางสงสัย หลี่อวี่จึงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นชา "สัจจะเป็นสิ่งสำคัญ แต่ในวันสิ้นโลกแบบนี้ ต้องดูด้วยว่าจะใช้กับใคร ถ้าวันนี้แกปล่อยมันไป วันหน้ามันก็จะกลับมาฆ่าแก ฆ่าล้างโคตรแก"
"ถ้าเจอคนดี คบเป็นเพื่อนได้ก็คบ ถ้าไม่อยากยุ่งเกี่ยว ก็ต่างคนต่างอยู่ แต่ถ้าได้ขึ้นชื่อว่าเป็นศัตรูแล้ว ไม่ต้องมาถามหาความซื่อสัตย์ การทำงานของเราต้อง... ถอนรากถอนโคน"
หลี่อวี่เกลียดพล็อตหนังน้ำเน่าแบบนั้นที่สุด
ตัวเอกโดนฆ่าคนรัก หรือฆ่าเพื่อน
พอไปแก้แค้น ก็ดันไปบีบให้ศัตรูบอกความลับ พอศัตรูบอก ก็เสือกไปรับปากว่าจะไว้ชีวิต
พอมันรอดไปได้ มันก็กลับมาแก้แค้น ตัวเอกโดนกระทืบ เพื่อนฝูงโดนฆ่าตาย สุดท้ายตัวเอกถึงจะตรัสรู้ได้ ระเบิดพลังฮึดสู้กลับมาฆ่าตัวร้าย
ตอนจบก็นั่งเหงาเดียวดายอยู่คนเดียว เสียใจไปตลอดชีวิต
โลกนี้คำลวงมันเยอะ นอกจากความเป็นความตาย เรื่องอื่นมันไม่สำคัญหรอก
นอกจากคนที่เรารัก และคนที่รักเรา คนอื่น... ช่างหัวมัน
คุณธรรมน้ำมิตร ในวันสิ้นโลกมันคือแสงสว่างที่ริบหรี่
ถ้าการยึดมั่นคุณธรรมแล้วไม่ทำให้ตัวเองและครอบครัวเดือดร้อน ก็ทำไปเถอะ
แต่ที่น่ากลัวคือพวกยึดติดคุณธรรมแบบโง่เขลา ห่วงหน้าตา ยอมให้ครอบครัวอดตายดีกว่าต้องก้มหัวทำมาหากิน
หลี่อวี่ไม่ใช่คนแบบนั้น
สัจจะ... ไม่ได้มีไว้ให้ทุกคน
หลี่หางได้ฟังคำสอนของพี่ชายก็รู้สึกเลื่อมใสจนอยากจะหยิบสมุดมาจด ถ้าไม่ติดว่ามือถือปืนอยู่
หลี่อวี่หันไปมองทางอาสาม ซอมบี้ถูกจัดการจนเกลี้ยงแล้ว
เขามองเมฆดำทะมึนที่เคลื่อนตัวเข้ามาใกล้เรื่อยๆ ความรู้สึกไม่สบายใจพุ่งพล่าน ขนแขนลุกชันไปทั้งตัว

ตอนก่อน

จบบทที่ บทที่ 125 การสอบสวน [ฟรี]

ตอนถัดไป