บทที่ 130 100 ข้อดีของหลี่หาง [ฟรี]

บทที่ 130 100 ข้อดีของหลี่หาง [ฟรี]
ถึงไม่อยากจะแอบดู แต่หน้าจอคอมพิวเตอร์ก็ใหญ่เบ้อเริ่มเทิ่ม
แถมแสงหน้าจอก็สว่างจ้าซะขนาดนั้น แค่หางตาเหลือบไปนิดเดียว ก็เผลอไปเห็นสิ่งที่หลี่หางเขียนไว้ข้างล่างจนได้
"100 ข้อดีของผม" หือ? ข้อดีงั้นเหรอ! ไหนดูซิไอ้แสบมันเขียนว่าอะไรบ้าง หลี่อวี่ไล่สายตาอ่านลงมา
มีคนชมว่าหล่อมาก
ขับรถโฟล์คลิฟท์เป็น
เขียนไดอารี่เป็น
เอา 4 นิ้วเป่าปากผิวปากได้ (เลียนแบบพระเอกใน Attack on Titan ตอนเรียกม้า โคตรเท่)
กระดิกหูได้
แคะหูให้คนอื่นมือเบามาก
อาบน้ำเป็น
กินส้มสะดือจมได้เร็วมาก
แบกเครื่องนวดข้าวไหว
เท้าไม่เหม็น
เคยเป็นหัวหน้ายุวกาชาดจราจร
เล่นไพ่นกกระจอกเป็น
เคยขึ้นแรงค์ King ในเกม Honor of Kings
ท่องค่าพาย ได้ถึงทศนิยมตำแหน่งที่ 9
เวลาหัวเราะมีลักยิ้มทั้งที่แก้มและมุมปาก
เป่าน้ำลายเป็นฟองแล้วให้ลอยขึ้นฟ้าได้
วิ่งรวดเดียวจากบ้านไปถึงโรงเรียนมัธยมผิงอันได้
นั่งเหม่อใต้ต้นไม้ตอนตี 4 หน้าหนาวได้นานกว่า 2 ชั่วโมงคนเดียว
ยิ่งโตยิ่งมั่นใจ ...
????
ยิ่งอ่านลงไปเรื่อยๆ เนื้อหาของ ข้อดี ก็ยิ่งหลุดโลกเกินจินตนาการของหลี่อวี่ไปไกล เขาไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่า... แบบนี้ก็นับเป็นข้อดีได้ด้วยเหรอ!
นี่มัน... เข้าท่าแฮะ!
หลี่อวี่อ่านไปก็ทำหน้าบอกบุญไม่รับ สลับกับยิ้มมุมปาก
ไอ้หมอนี่มัน... โคตรตลกเลยว่ะ!
อัจฉริยะชัดๆ
สภาพอากาศเฮงซวยแบบนี้ คงทำให้หลี่หางอารมณ์บ่อจอยเหมือนกัน แต่ถึงจะหงุดหงิดแค่ไหน เจ้าน้องชายคนนี้ก็รู้วิธีดึงตัวเองกลับมาอารมณ์ดีได้อย่างรวดเร็ว
เขามักจะมีวิธีสร้างความสุขให้ตัวเองเสมอ หาเรื่องสนุกๆ ทำได้ตลอด
ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีมาก
หลี่อวี่อ่านจนจบ รอยยิ้มจางๆ ผุดขึ้นที่มุมปาก
ดีแล้วล่ะ
จากนั้นเขาก็กดบันทึกไฟล์ ปิดเครื่อง และพับหน้าจอลง
เมื่อกลับถึงห้อง หลี่อวี่เปิดประตูกระจกที่กั้นระหว่างห้องนอนกับระเบียงเล็กๆ ละอองฝนสาดเข้ามาทางหน้าต่างเล็กน้อย
เขาไม่ได้ปิดหน้าต่างสนิท หลี่อวี่ยังไม่รู้สึกง่วงเท่าไหร่ เลยเดินไปชงชามะนาวมาแก้วหนึ่ง
แล้วมานั่งลงบนเก้าอี้หวายที่ระเบียง เหม่อมองพายุฝนข้างนอก
ม่านฝนโปรยปราย โลกภายนอกดูเวิ้งว้าง
ตัวบ้านช่วยกันฝนไว้ ทำให้ภายในและภายนอกดูเหมือนอยู่คนละโลก
หลี่อวี่ชอบฝนตกมาแต่ไหนแต่ไร แต่พอโลกเข้าสู่ยุคมืด ฝนตกกลับกลายเป็นสิ่งที่น่ากังวล เพราะทุกครั้งที่ฝนมาเยือน หมายถึงบททดสอบครั้งใหม่กำลังจะเริ่มขึ้น
แต่ตอนนี้ เมื่อมองดูพายุฝนที่ถูกกั้นด้วยหน้าต่าง และสัมผัสละอองฝนที่เล็ดลอดเข้ามา หลี่อวี่กลับรู้สึกตื้นตันใจอย่างประหลาด
เขาเอนตัวลงบนเก้าอี้หวาย จิบชามะนาวรสเปรี้ยวอมหวาน ที่มีความขมปร่าเจืออยู่เล็กน้อย แต่พอกลืนลงคอก็ทิ้งความหวานชุ่มคอไว้
หลี่อวี่ดึงผ้าห่มผืนบางที่วางอยู่ข้างๆ มาคลุมตัว ปล่อยตัวตามสบายบนเก้าอี้
เก้าอี้หวายโยกไปมาเบาๆ... เอี๊ยด... อ๊าด... ความง่วงเริ่มเข้าครอบงำ ภายใต้ผ้าห่มให้ความอบอุ่นกำลังดี ในขณะที่อากาศรอบตัวเย็นสบาย ไม่หนาวไม่ร้อน
ความรู้สึกเย็นสบายเจือความอบอุ่นแบบนี้ เหมือนนอนห่มผ้านวมเปิดแอร์ในหน้าร้อน หรือเหมือนนั่งกินไอติมในห้องที่มีฮีตเตอร์ตอนหน้าหนาว
สบาย สงบ และอบอุ่น มันเป็นความขัดแย้งที่ลงตัวพอดี
หลี่อวี่ค่อยๆ ผลอยหลับไป
….
ในขณะที่ฐานทัพกำลังเผชิญกับพายุฝน พื้นที่อื่นๆ ทั่วแผ่นดินจีนก็หนีไม่พ้นชะตากรรมเดียวกัน
พายุฝนโจมตีแบบปูพรม แผ่นดินจมอยู่ใต้น้ำ ผลผลิตที่ผู้รอดชีวิตบางกลุ่มเพิ่งเริ่มเพาะปลูก ถูกสายฝนทำลายจนย่อยยับ
ฝนครั้งนี้พรากชีวิตผู้คนไปมากมาย และพรากความหวังของใครหลายคนไปด้วย
ณ ชานเมืองทิศใต้ ในค่ายกองกำลังกอบกู้โลก
เสบียงอาหารหมดเกลี้ยงไปตั้งแต่ 5 วันที่แล้ว ถ้าพี่เหมาหรืออีก 2 ทีมที่ออกไปหาของกลับมาได้ราบรื่น พวกเขาคงไม่อยู่ในสภาพนี้
ลูกพี่ใหญ่แห่งกองกำลังกอบกู้โลกสูญเสียบารมีไปจนหมดสิ้น เมื่อไม่มีอาหาร ก็คุมคนไม่อยู่ ภายในกลุ่มเริ่มมีความกระด้างกระเดื่องก่อตัวขึ้นเงียบๆ
แต่แล้ววันหนึ่ง พวกเขาก็ได้กิน เนื้อ
ทุกคนที่ได้ลิ้มรสเนื้อต่างมีอาการคลุ้มคลั่ง แววตาฉายแววกระหายเลือดและอำมหิต
พร้อมกันนั้น ความเป็นมนุษย์ในแววตาก็เลือนหายไป แทนที่ด้วยความทะเยอทะยานและความบ้าคลั่งของสัตว์ป่า
แรกเริ่มมีเพียงกลุ่มเล็กๆ ที่กิน ต่อมาคนกินเนื้อก็เพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ จนสุดท้ายคนที่ไม่กินเนื้อก็หายตัวไป
เหลือเพียงคนกินเนื้อ
สุดท้าย ทุกคนก็เริ่มกินเนื้อ
"วันนี้... วันที่ 28 ของพายุฝนแล้วสินะ" ลูกพี่ใหญ่เงยหน้าขึ้น ฉีกทึ้งเนื้อในมือเข้าปากคำโต แล้วจุดบุหรี่สูบอัดเข้าปอดลึกๆ
เขามองออกไปที่ท้องฟ้ามืดมิด
แสงไฟจากปลายบุหรี่สว่างวาบเป็นจังหวะ เผยให้เห็นใบหน้าของลูกพี่ใหญ่ที่ดูเหมือนคนก็ไม่ใช่ เหมือนผีก็ไม่เชิง รอยยิ้มบนหน้าดูแสยะยิ้มตลอดเวลา ชวนขนลุก
รอยยิ้มวิปริตที่แฝงความกระหายเลือด แววตาบ้าคลั่งราวกับสัตว์ป่า และกลิ่นอายเน่าเฟะที่ยากจะอธิบาย
วันที่ 28 ของพายุฝน
ค่ายกองกำลังกอบกู้โลกตั้งอยู่ในทำเลที่ดี บนพื้นที่สูง น้ำจึงยังท่วมไม่ถึง
จากสมาชิกนับพัน เหลือ 500 กว่าคน และตอนนี้เหลือไม่ถึง 400 คน
พวกเขาอาศัยอยู่ในโรงงานเดิมที่สร้างไว้อย่างแข็งแรง มีระบบจัดการแบบทหาร
แต่น้ำมันดีเซลสำหรับเครื่องปั่นไฟหมดเกลี้ยง
อาหาร... ก็ไม่มีเหลือ
ฐานที่มั่นของพวกเขายังไม่ถูกซอมบี้ตีแตก แต่จำนวนคนกลับลดลงทุกวัน
ในวันสิ้นโลกที่มีแต่พายุฝน สิ่งที่น่ากลัวไม่ใช่แค่ซอมบี้ บางครั้งความหิวโหยน่ากลัวยิ่งกว่า และสิ่งที่น่ากลัวกว่าความหิวโหยคือ... คน!
จะตัดสินว่าใครยังเป็น คน" อยู่ ได้จากอะไร?
ดูจากรูปร่างหน้าตาเหรอ? หรือดูว่ามีความคิดอ่านไหม?
หรือดูที่... ความเป็นมนุษย์
แล้วจะวัดความเป็นมนุษย์จากอะไร?
พวกกองกำลังกอบกู้โลกกลุ่มนี้ ไม่สามารถเรียกได้ว่าเป็น คน ในความหมายที่แท้จริงอีกต่อไปแล้ว
แต่นอกจากพวกเขา ยังมีอีกหลายที่ที่เกิดเหตุการณ์ทำนองเดียวกัน
บางคนอาจโชคดีที่ไม่ต้องเจอกับสถานการณ์บีบคั้นขนาดนี้
บางคนก็ยึดมั่นในศีลธรรม ยอมตายดีกว่าข้ามเส้นแบ่งนั้น บางคนรอด บางคนตาย
แม้ว่า...
บางคนจะมีชีวิตอยู่
แต่...
ก็เหมือนตายไปแล้ว

สัตว์เลี้ยงในฐาน ทั้งวัวและแพะต้องกินหญ้า
หญ้าแห้งที่ตุนไว้หมดเกลี้ยงแล้ว พวกมันร้องมอแมด้วยความหิวโหย
หมูยังเลี้ยงง่าย หาอะไรให้กินมันก็กิน แต่วัวกับแพะนี่สิเรื่องใหญ่ ในสถานการณ์นี้ หลี่อวี่จึงต้องพาคนกลุ่มหนึ่งออกไปตัดหญ้าบนภูเขาแล้วขนกลับมาที่คอก
ฝนตกหนักขนาดนี้ ถ้าปล่อยสัตว์ออกมาแล้วเกิดตื่นตกใจวิ่งพล่านไปทั่วฐาน จะยิ่งสร้างปัญหา
พอขึ้นมาบนเขา หลี่อวี่พบว่าหญ้าเลี้ยงสัตว์ขึ้นรกทึบไปหมด พายุฝนไม่เพียงไม่ทำให้มันเน่าตาย แต่กลับยิ่งทำให้มันเจริญงอกงามผิดหูผิดตา
เสี่ยวล่าถา ก็ตามมาช่วยเกี่ยวหญ้าด้วย
ท่ามกลางสายฝน ทุกคนสวมชุดกันฝน แม้สุดท้ายจะเปียกโชกอยู่ดี แต่อย่างน้อยก็ช่วยกันน้ำได้บ้าง
เสี่ยวล่าถาในชุดกันฝน มือถือเคียว ก้มหน้าก้มตาเกี่ยวหญ้าอย่างขะมักเขม้น สักพักเธอก็เจอเห็ดดอกใหญ่ยักษ์โผล่ขึ้นมาใต้ตอไม้
เห็ดดอกนั้นขาวอวบ ดอกใหญ่เบ้อเริ่ม เธอถอนมันขึ้นมาด้วยความตื่นเต้น แล้วตะโกนถามหลี่อวี่ "พี่อวี่! เห็ดยักษ์นี่กินได้ไหม?"
หลี่อวี่ที่กำลังก้มหน้าเกี่ยวหญ้าอยู่เงยหน้าขึ้น มองฝ่าสายฝนเห็นร่างสูงโปร่งของเสี่ยวล่าถายืนเด่นอยู่ ชุดกันฝนที่แนบไปกับลำตัวเพราะแรงลมเผยให้เห็นสัดส่วนโค้งเว้าได้รูป หญิงสาวยิ้มแก้มปริ แววตาเป็นประกายด้วยความดีใจ
"ไหนขอดูหน่อย เห็ดกินมั่วซั่วไม่ได้นะ ไปเจอตรงไหนมา?" หลี่อวี่พูดพลางเดินเข้าไปหา
เสี่ยวล่าถายื่นเห็ดดอกโตให้หลี่อวี่
"เจอตรงข้างต้นสนนั่นน่ะ ใต้กอหญ้าเลย"
ตอนรับเห็ด มือของหลี่อวี่สัมผัสโดนมือของเสี่ยวล่าถา มือของเธอเปียกชุ่ม ขาวซีด แต่มีรอยขีดข่วนแดงๆ น่าจะโดนใบหญ้าคมๆ บาดเอาตอนเกี่ยวหญ้า
หลี่อวี่เหลือบมองมือเธอแวบหนึ่ง แต่ไม่ได้พูดอะไร เขาหันมาพิจารณาเห็ดในมือ เป็นเห็ดสีขาว ไม่ใช่สีฉูดฉาด
ดอกเห็ดสะอาด ผิวเรียบเนียน
บวกกับสถานที่ที่เจอคือพื้นหญ้า น่าจะปลอดภัย
สุดท้ายหลี่อวี่ลองฉีกก้านเห็ดดู แล้วบีบเบาๆ น้ำที่ซึมออกมาใสแจ๋วเหมือนน้ำเปล่า
"เห็ดนี่กินได้ ฝนตกนานขนาดนี้ เห็ดคงขึ้นเพียบเลย" หลี่อวี่พยักหน้า บอกกับเสี่ยวล่าถาที่ยืนลุ้นตาแป๋ว
เสี่ยวล่าถาโบกมือดีใจ แล้วจู่ๆ เธอก็ฉุกคิดอะไรได้จากท่าทางตอนหลี่อวี่ตรวจสอบเห็ด จึงถามด้วยความอยากรู้ "พี่อวี่ แล้วเราจะดูยังไงว่าเห็ดอันไหนกินได้ไม่ได้?"
พอได้ยินคำถามนี้ หลี่หยวนกับเสี่ยวลู่ ที่มาช่วยเกี่ยวหญ้าด้วยก็เงยหน้าขึ้นมามอง พวกเขาก็อยากรู้เหมือนกัน
เห็นทุกคนสนใจ หลี่อวี่เลยถือโอกาสสอนวิชาดูเห็ดซะเลย จะได้ไม่เผลอไปเก็บเห็ดพิษมา "เห็ดที่กินได้ หลักๆ ต้องดูแล้วก็ดม
วิธีสังเกตง่ายๆ มีดังนี้:
แหล่งที่ขึ้น: เห็ดไม่มีพิษมักจะขึ้นตามพื้นหญ้าสะอาดๆ หรือบนต้นสน ต้นโอ๊ก ส่วนเห็ดพิษมักชอบที่มืดๆ แฉะๆ สกปรกๆ อย่างเมื่อกี้ที่เสี่ยว..." หลี่อวี่ชะงักเมื่อเห็นเสี่ยวลู่อยู่ข้างๆ
เขาหันไปมองเสี่ยวล่าถาที่จ้องเขาตาแป๋ว แววตาใสซื่อตั้งใจฟัง หลี่อวี่นึกขึ้นได้ว่าเสี่ยวล่าถาโตเป็นสาวแล้ว แถมมีรุ่นน้องอย่างเสี่ยวลู่อยู่ด้วย จะมาเรียกฉายา ยัยมอมแมม ต่อหน้าคนอื่นก็ดูจะไม่เหมาะ
เขาเลยเปลี่ยนคำเรียก "อย่างเมื่อกี้ที่ 'อวี่ถง' เก็บมา ดอกนี้ขึ้นใต้พื้นหญ้า หรือใต้ต้นสน แบบนี้จะค่อนข้างปลอดภัยหน่อย"
ทางฝั่งเสี่ยวล่าถา พอได้ยินหลี่อวี่เรียกชื่อจริงว่า อวี่ถง หน้าก็แดงซ่านขึ้นมาทันที นี่เป็นครั้งแรกเลยที่หลี่อวี่เรียกเธอแบบนี้
ฟ้ามืดสลัว อาศัยแค่แสงไฟสปอตไลท์ บวกกับม่านฝนกั้นตา เลยไม่มีใครทันสังเกตเห็นแก้มแดงๆ ของเธอ
หลี่อวี่อธิบายต่อด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำและมั่นคง ดูน่าเชื่อถือ:
"2. สี: เห็ดพิษมักมีสีสันฉูดฉาด แดง เขียว ดำ หรือม่วงน้ำเงิน โดยเฉพาะสีม่วงนี่ตัวดีเลย มักจะมีพิษร้ายแรง เก็บมาแล้วสีจะเปลี่ยนง่ายด้วย
รูปร่าง: เห็ดไม่มีพิษ หมวกเห็ดจะค่อนข้างเรียบ ผิวเนียน ไม่มีวงแหวน ด้านล่างไม่มีเยื่อหุ้ม ส่วนเห็ดพิษ ตรงกลางหมวกมักจะนูนขึ้นมา รูปร่างแปลกๆ ก้านจะผอมสูงหรืออวบใหญ่ผิดปกติ และหักง่าย
ยางเห็ด: ลองฉีกก้านเห็ดสดๆ ดู ถ้าไม่มีพิษ น้ำยางจะใสเหมือนน้ำ ฉีกแล้วเนื้อเห็ดไม่เปลี่ยนสี แต่ถ้ามีพิษ น้ำยางจะข้นเหนียว สีแดงคล้ำ ฉีกแล้วโดนอากาศสีจะเปลี่ยนทันที
กลิ่น: เห็ดกินได้จะมีกลิ่นหอมเฉพาะตัว ส่วนเห็ดพิษจะมีกลิ่นแปลกๆ เช่น ฉุน เปรี้ยว หรือคาว"
ร่ายยาวจบ หลี่อวี่เห็นทุกคนตั้งใจฟังตาแป๋ว เลยสรุปปิดท้าย "ทฤษฎีต้องควบคู่กับปฏิบัติ เดี๋ยวเราเกี่ยวหญ้าให้เสร็จก่อน แล้วค่อยมาช่วยกันเก็บเห็ด อันไหนไม่แน่ใจเอามาให้พี่ดูก่อนนะ"
"ฝนตกมานานขนาดนี้ เก็บเห็ดกลับไปสักหน่อย เย็นนี้ให้คุณย่าทำไก่ตุ๋นเห็ด กับเห็ดผัดพริกกินกัน"
พอได้ยินเมนูเด็ด ทุกคนก็ตาลุกวาว ได้กินของดีอีกแล้ว!
ทุกคนเร่งมือเกี่ยวหญ้า เคียวในมือขยับว่องไวขึ้นทันตาเห็น
จู่ๆ หลี่อวี่ก็เดินดุ่มๆ กลับไปทางบ้านพัก ทุกคนนึกว่าเขามีธุระเลยไม่ได้ถาม
ไม่ถึง 5 นาที เขาก็กลับมาพร้อมถุงมือหลายคู่
เขายื่นถุงมือให้ทีละคน เขาเองก็ลืมคิดไป ตัวเขาหนังหนา เกี่ยวหญ้ามือเปล่าสบายมาก แต่สาวๆ ผิวบาง
เสี่ยวล่าถาสวมถุงมือที่หลี่อวี่ยื่นให้ หัวใจพองโต รู้สึกหวานละมุนขึ้นมาในอก
...
ด้วยแรงกายของทั้งสี่คน ไม่นานหญ้ากองโตก็ถูกเกี่ยวจนเสร็จ มัดรวมกันเรียบร้อย
ได้เวลาล่าเห็ดแล้ว
ท่ามกลางสายฝน ทุกคนกระจายตัวกันค้นหาเห็ดตามใต้ต้นสนและกอหญ้า
การเก็บเห็ดเป็นอะไรที่เพลิดเพลินมาก ลองจินตนาการดูสิ เดินลุยป่า แหวกกอหญ้า พลิกกิ่งไม้ บางทีหาเป็นสิบๆ รอบก็ไม่เจออะไร
แต่พอจังหวะจะเจอ ก็จะเห็นเจ้าดอกเห็ดน้อยๆ น่ารัก กางร่มชูช่อขึ้นมาท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่ดูรกชัฏ ความเหนื่อยยากที่ผ่านมาก็หายเป็นปลิดทิ้ง
บวกกับความทรงจำที่ว่าเห็ดคือของอร่อย รสชาติความสดใหม่ นั้นทำให้น้ำลายสอ แค่นึกถึงรสชาติที่คุ้นเคยก็มีความสุขแล้ว
หลังฝนตกเห็ดมักจะงอกงาม ยิ่งฝนตกนานขนาดนี้ เห็ดยิ่งเยอะ
ทุกคนสนุกกับการตามล่าหาเห็ด ปกติถ้าดวงไม่ดี หาครึ่งค่อนวันอาจจะได้แค่กำมือเดียว
แต่วันนี้ เดินไปทางไหนก็เจอ แทบจะทุกครึ่งนาทีต้องก้มเก็บ บางทีเจอเป็นดงขึ้นเรียงกันเป็นตับ
"พี่! พี่อวี่ถง! มาดูนี่เร็ว!!!" จู่ๆ หลี่หยวนที่กำลังหาเห็ดอยู่ใต้ต้นสนใหญ่ก็ตะโกนลั่น น้ำเสียงเต็มไปด้วยความตื่นเต้นสุดขีด

ตอนก่อน

จบบทที่ บทที่ 130 100 ข้อดีของหลี่หาง [ฟรี]

ตอนถัดไป